“เราจะทำเป็น ‘ธุรกิจ’ หรือเราจะเก็บเกี่ยวกำไรจาก ‘ความสุข’ เพราะฉะนั้นตอนนี้ในเมื่ออายุ 60 ปีแล้วเนี่ย ‘เงิน’ จะอยู่กับเราได้แค่ไหนก่อนใช่ไหมครับ ไม่รู้เลย ไม่มีวันที่จะรู้ได้เลย ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ ณ นาทีนี้ ล้มแปบลงไปเงินทำอะไรไม่ได้แล้ว
แล้วยิ่งผู้สูงอายุอย่างเมื่อกี้ที่มีผู้สูงอายุมาเนี่ย ถ้าเกิดเขาชี้อะไรที่มัน เราดูแล้วแบบ ต้องถามเขาก่อนว่ามีโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่าที่จะทานอะไรอย่างเงี้ย ก็ไม่ตามใจนะครับที่นี่ไม่ตามใจ ถ้าผู้สูงอายุจะไม่ตามใจเลยนอกจากว่าต้องถามเขาว่าเมื่อมื้อที่แล้วทานอะไร ถ้ามันไปซ้ำซ้อนกัน โดยเฉพาะไขมันเนี่ยจะไม่ให้ทานแล้ว หรือไม่ก็เอาไปสักชิ้นนึงแล้วจะให้อย่างอื่นไป เหมือนใจร้ายนะ จริง ๆ แต่มันเป็นความห่วงใยจริง ๆ ครับ อย่างมีคำพูดหนึ่งที่เด็กสมัยนี้ติดกัน มีอะไรแนะนำไหมครับ อะไรขายดี บางครั้งตอบออกไปเนี่ยก็กลัวเขาโกรธเหมือนกันแต่ว่ามันเป็นความจริงว่า สิ่งที่ขายดีก็อาจจะไม่ถูกใจหนูนะลูก หนูชอบทานอาหารแบบไหนก่อน แล้วเดี๋ยวจะแนะนำให้ ต้องกลายเป็นแบบนี้ไป” เชฟกระต่าย-ชนุดม กรัณฑรัตน์ เจ้าของร้านข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น “อุซางิจัง” ตลาดอินดี้ ปิ่นเกล้า จากเสียงลือเสียงเล่าถึง “ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น” ฝีมือระดับเชฟใหญ่ในภัตตาคาร แต่มาเปิดขายในราคาสุดเบามาก ๆ เริ่มต้นที่ 69 บาท! ทำให้วันนี้เราอดไม่ได้ที่จะมาลองชิมพร้อมไปค้นวิธีคิดของ Chef ดูสิว่าทำไม? ทำร้านและเปิดขายในราคาเท่านี้ได้ มีความคุ้มค่าจริง ๆ ไหม เพราะในสภาวะที่ข้าวของต่าง ๆ ราคาวัตถุดิบยุคนี้ต่างพากันถีบตัวสูงขึ้นแต่ว่า ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ยังสามารถขายในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้อย่างไม่ลังเล แล้วเราก็ได้รับคำตอบแรกตั้งแต่เริ่มต้นบทการสนทนา ก่อนจะต่อไปถึงรายละเอียดอื่น ๆ ที่คนทำมาหากินหรือประกอบกิจการค้าขายอยากให้ได้ฟังไปพร้อมกับเราด้วยจริง ๆ
เพราะอาหารคือการแสดงออกถึง “ความรัก” ที่เรามีให้กับคนกิน
“เพราะว่าการทำอาหารเนี่ย มันอยู่ที่ลิ้น และก็ฝีมือ ความรัก ความรักเป็นหลักในใจก่อนเลย จริง! รักคนที่จะทานอาหารฝีมือเรา เพราะฉะนั้นคุณต้องรักทุกคนในโลกใบนี้ที่อยากจะทานอาหารฝีมือของเรา ในเมื่อคุณรักเขาแล้วเนี่ย อย่างแม่คนหนึ่งพ่อคนหนึ่งที่ทำอาหารให้ลูกทานเนี่ย เขาทำด้วยความรัก ลูกถึงได้ชอบไง ชอบรสมือแม่” พอเรารักเขาปุ๊บ อะไรต่อมิอะไรมันจะออกมาเอง
จริง ๆ แล้วบ้านจะอยู่ในถนนจรัญสนิทวงศ์อยู่แล้ว ทีนี้ระหว่างที่ทำงานอยู่ เราก็จะมองหาว่าอนาคตข้างหน้าถ้าลาออกจากงาน เราควรที่จะขายของ แต่ทีนี้ว่าถ้าเกิดเป็นเชฟเนี่ยส่วนใหญ่เขาจะเปิดเป็นร้านสวย ๆ ร้านดัง ๆ ในการโชว์ฝีมือ แต่ความคิดตรงนี้จะสวนทางกัน ตรงที่แบบว่าเราอยากให้คนที่ไม่ได้ไปเที่ยวบ่อยนักอะไรนักและก็คนที่เดินตลาด ได้กินของที่มันแบบ “ดี” คือดี ๆ แต่จริง ๆ แล้วของในตลาดเขามีดีอยู่ตลอดอยู่แล้วละ แต่ว่าเป็นอาหารที่แปลกออกไป“ก็เลยก็คิด คิดอยู่นานครับ จริง ๆ แล้วตัวเองจะเป็นเชฟอาหารไทย และขนมไทย แล้วก็เป็นเชฟแบบนานาชาติด้วย ทีนี้เราก็มาเลือกด้วยว่า เด็กยุคนี้ ตลาดที่เป็นวัยรุ่นเนี่ย เขาต้องการอะไร แล้วที่นี่ไม่มีอะไร ระหว่างที่เดินหาเนี่ยหลายอย่างมากขึ้นมาในสมอง ก็จะแบบมีเยอะแยะมากมายที่ อาหารผุด ๆ ขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารฟิวชั่นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยที่เรามาประดิดประดอยให้มันเป็นแบบมี มียุโรปเข้ามาหน่อยนึง มีจีนเข้ามาหน่อยนึง(อาหารลูกครึ่งทั้งหลาย) ก็เดินคิดไปเรื่อย ๆ ทีนี้พอมาจบตรงที่แบบ เอ้อ! ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังดัง พอญี่ปุ่นกำลังดังเราก็ไปขุดว่าญี่ปุ่นมีอะไร”อย่างคนไทยเราเนี่ยนึกอะไรไม่ออกต้องเป็นอะไรครับ? กะเพรา อาหารไทยนึกอะไรไม่ออกก็กะเพรา แต่คนญี่ปุ่นถ้าเป็นอาหารญี่ปุ่น เขานึกอะไรไม่ออก ก็คือแกงกะหรี่ ก็เลยมาเป็นว่าแกงกะหรี่ดีกว่า แต่พอมาเป็นแกงกะหรี่ปุ๊บ ด้วยตัวเองน่ะเป็นคนที่ท้าทาย และก็เป็นคนที่มีอะไรที่มันครีเอท ๆ เยอะแยะมากมาย อยากทำอะไรที่มันเป็นอิสระ เป็นคนที่ชอบอิสระมากทีนี้เราก็เลยแบบ แล้วแกงกะหรี่มันจะต้องมีแค่นี้เหรอ ว่าจะต้องมีแค่ทงคัตสึเหรอ? ไม่ได้ ก็เลยลองเอาอาหารไทย อาหารเกาหลี นู่นนี่นั่นมาทานกับแกงกะหรี่ ซึ่งมันก็อร่อย
ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น สไตล์ “อินดี้”
ก็จะมีเทมปุระ มีปลา มีแฮมเบิร์ก มีพวกทงคัตสึ ประมาณอย่างนี้ เพราะส่วนใหญ่แกงกะหรี่ก็จะทานกับของทอด หรือไม่ก็จะเป็นแกงกะหรี่เนื้อที่อยู่ในน้ำแกงไปเลย“ทีนี้เราก็ไม่อยากให้เขาเบื่อ ก็เลยมีหลากหลายนอกจากเห็น ณ ขณะนี้(ก็คือเดือนกุมภา) เพราะว่าที่นี่เนี่ยจะแบ่งเป็น Season อาหารหน้าร้านจะแบ่งเป็นซีซั่นนะครับ อาหารจะถูกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และก็ตัวเครื่องเคียงนี่ก็เหมือนกันถึงเห็นว่าอร่อยใช่ไหมครับ (อาจาด: หัวไชเท้าดองกับบีทรูท) แต่ก็จะอยู่ได้แค่ซีซั่นเดียว ไม่ทั้งปี อย่างซีซั่นหน้าก็จะเป็นผลไม้รวมครับ แต่รสชาติเดียวกัน ส่วนหน้าหนาวเนี่ยเครื่องเคียงจะไม่มีนะครับ จะกลายเป็นซุปมิโซะในหน้าหนาวให้ไปด้วย” เนี่ยเด็ก ๆ ก็จะชอบกันที่ร้านทำแบบนี้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไอ้โน่นไอ้นี่ไอ้นั่น แล้วก็คุณค่าทางอาหารในตัวแกงกะหรี่เองเนี่ย เช่น เครื่องเทศต่าง ๆ ที่มันอยู่ในนี้มันหลายชนิดมากมาย แล้วทีนี้สิ่งที่พิเศษในแกงกะหรี่ญี่ปุ่นคือ ผลไม้ ที่เราทำแล้วก็ปั่นลงไปด้วย ตัวนี้แหละครับทำให้ท้องไม่อืด รวมทั้งโกโก้และช็อคโกแล็ตพวกนี้ทานแล้วก็จะอารมณ์ดี ในน้ำแกงกะหรี่ของที่นี่นะครับ
“แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่ออกมาตรงนี้เนี่ย คำว่าอินดี้นี่แหละ ทำให้เราจะต้องคิดการบ้านเยอะ(ให้มันแมทช์ไปกับตลาดนี้) เราต้องการว่าตลาดต้องการอะไร ก่อนที่เขาจะคิดออกมาเป็นตลาดอินดี้เขาคิดอะไร เราต้องเดาเอาว่า เจ้าของตลาดเขาคิดยังไง อะไรยังไง เนี่ยแหละครับและก็ ตลาดต้องการแบบไหน? เราก็ตีโจทย์ออกมาคำว่า อินดี้ มันก็กลายเป็นตัวของเราเองเพราะฉะนั้น มันก็ถูกจริตกับเราเองว่าสิ่งที่เราชอบอิสระนะครับ มันก็เป็นตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นการทำอาหารที่นี่ไม่มีอยู่ในกรอบเนี่ย แต่ให้มันพิเศษ มีลูกเล่นอยู่ในนั้นเนี่ย ต้องทำอย่างไรก่อน เนี่ยครับก็เลยออกมาเป็นแบบนี้”แกงกะหรี่ญี่ปุ่นก็เป็นอินดี้ไปด้วย รสชาติก็จะมีการปรับบ้าง เพราะว่าแกงกะหรี่ญี่ปุ่นตามปกติแล้วจะมีแต่ความเค็ม ไม่มีหวาน แต่ตรงนี้เนี่ยจะมีความนัว ๆ ของกล้วยหอม มีออกเปรี้ยวนิด ๆ ของแอปเปิ้ลนะครับ และก็จะมีความเค็มของซอสต่าง ๆ พวกโชยุ มิริน ที่เทลงไป ทำให้มีรสชาติที่คนไทยถูกปากได้ง่ายขึ้นกว่า“ตอนแรกเลยที่เริ่มขายเนี่ย เริ่มจากรสชาติออริจินัลก่อน เสร็จแล้วลูกค้าก็ตอบก็เฉย ๆ พอเฉย ๆ เราก็เริ่มปรับ เริ่มเปลี่ยนเริ่มนู่นเริ่มนี่เริ่มสนุก(หัวเราะ) เหตุเกิดเพราะเริ่มสนุก เราก็เลยปรับโน่นปรับนี่ไปเรื่อย ๆ จนได้สูตรนี้ ก็เลยลองถามลูกค้าว่า ลูกค้าก็เลยตอบโจทย์ว่ารสชาตินี้ดีแล้ว จากขาประจำนะครับ”
กำไรคือ “ความสุข”
เรื่องราคาก็เหมือนกัน ทีนี้เริ่มจากวัตถุดิบของที่นี่ก่อน วัตถุดิบที่นี่จำเป็นมากเลยที่จะต้องซื้อในแหล่งที่ตรวจสอบได้และก็เชื่อถือได้ นั่นหมายถึงซูเปอร์มาร์เก็ตที่ชั้นนำ“มาจากแหล่งเดียวก็คือ แม็คโครครับ เพราะฉะนั้นเวลาที่ลูกค้าทานไปแล้วมีปัญหาอะไรเนี่ย เราสามารถที่จะตรวจสอบแหล่งที่มาโดยตรงได้เลยว่ามันเป็นด้วยเหตุอะไรยังไง นอกจากว่าสาธารณสุขจะมาตรวจความสะอาดแล้วก็ต้องโยงไปที่แหล่งวัตถุดิบครับ ต้องเชื่อถือได้”แล้วเรื่อง “ราคา” คิดแล้วเนี่ย ความเป็นเชฟเนี่ยมันจะต้องคิด “ต้นทุน” ให้ถูกต้องก่อน สมมติว่า อย่างตัวเองเนี่ยไม่มีครอบครัว ก่อนเลยคิดก่อนเลยว่าใช้เงินคนเดียวไม่มีครอบครัว หนึ่งแล้วนะ แล้วทีนี้ค่าใช้จ่ายต่อวันเท่าไหร่จะต้องมีเงินเก็บในเรื่องการเจ็บป่วยอีก อนาคตข้างหน้าเท่าไหร่“พอตี ๆ ปุ๊บ ๆ ออกมา เราต้องการแค่นี้! พอเราต้องการแค่นี้ปุ๊บ มันจะออกมาเองว่าราคากล่องละเท่าไหร่ เพราะว่าไม่ได้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เหมือนกับที่เราตีโจทย์ให้กับเจ้าของร้านทั่ว ๆ ไปว่า เออมันต้องได้เปอร์เซ็นต์ ๆ นี้ นั่นคือการทำงาน แต่อันนี้มันเป็นของเราเอง มันสามารถที่จะขายถูกได้ครับ”ต้นทุนของเรากับ “ความสุข” และก็ความสบายใจที่เราได้กลับมา นั่นคือกำไร ซึ่งมันไม่เหมือนกันคำว่าต้นทุนของนักธุรกิจ กับคำว่าต้นทุนของคนที่อยากได้ความสุขไม่เหมือนกันจริง ๆ รอยยิ้ม แล้วเขากินแล้วมีความสุข นี่คือความสุข คือกำไรแล้วครับ
ทำในสิ่งที่รัก คือ “อิสระ”
ตอนที่มาเปิดตรงนี้ตั้งใจอยู่แล้วว่า จะต้องลาออก(หัวเราะ) จะต้องลาออกจากงานมีแผนใช่ครับ เพราะว่าการทำงานเนี่ยไม่ใช่ว่าเราจะทำตามใจตัวเองถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนที่คิดค้นอาหารใหม่ ๆ อยู่เสมอ ๆ แต่ทีนี้มันต้องขึ้นอยู่ในกรอบของเขา พออยู่ในกรอบของเขาปุ๊บ การทำต้นทุน การทำอะไรที่จะต้องคิดให้เขามันยาก! แล้วมันลำบากใจมาก“มันมีความสุขนะครับ ในการครีเอทอาหารขึ้นมา แต่ทีนี้ว่ามันมีขีดจำกัดว่า ให้ได้เท่านี้นะ! ซึ่งมันไม่เหมือนแบบนี้ นึกอยากจะใส่ก็ใส่ นึกอยากจะขายอะไรก็ขาย มันมันส์กว่าเยอะ(หัวเราะ)”จากเดิมก็ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่เด็ก ๆ เลย เป็นคนขายของริมถนนอยู่บางลำพู พอขายของอยู่บางลำพูมาขายพาหุรัด มาขายแบบตลาดเป็นแม่ค้าที่เขาจะเขี้ยว ๆ กันสักหน่อย ความเรียนรู้ตรงนั้นเนี่ย มันทำให้เราเก็บประสบการณ์ได้ดีมากเลยและก็ เกิดจากว่าบ้านเกิดอยู่ที่ตลาดพลูเพราะฉะนั้น เราก็จะได้ทานของอร่อยมาตั้งแต่เด็ก แล้วทีนี้ก็มาเรียนหนังสือ แล้วก็มาเริ่มจากการเป็น “ผู้ช่วยกุ๊ก” ก่อน พอเป็นผู้ช่วยกุ๊กไปสักพักหนึ่งทีนี้มันก็มีกรอบอีก เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ในกรอบนี่ครับ ก็เลยค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ขยับขยายมา ๆ เรื่อย ๆ เพราะว่าสมัยก่อนเมื่อ 40-50 ปีก่อนไอ้คำว่า “เชฟ” เนี่ยมันไม่มีอะไรการันตีเลย นอกจากความเก่ง แล้วก็การคีย์คอสต์ได้ ทำให้เขาไม่ขาดทุนอะไรเงี้ย นั่นก็จะเป็นกุ๊กเป็นพ่อครัวคำว่า“เชฟ” ซึ่งมาสมัยใหม่นี้ มันจะมีอะไรต่อมิอะไรการันตีอยู่ ซึ่งมันไม่เหมือนสมัยก่อน
“ชีวิตสุดท้ายในการลาออกจากงานเนี่ย สุดท้ายเลยก็อยู่ในเครือของสยามเฮ้าส์กรุ๊ปครับ ซึ่งจะเป็นงานแบบงานจัดงานแต่งงาน
การจัดงานเลี้ยง ซึ่งตัวเองต้องรับหน้าที่เป็นพิธีกรด้วย(หัวเราะ) ควบคู่กันไปกับความเป็นเชฟเป็นเอ็มซีด้วย ทีนี้พออยู่จุดหนึ่งมันก็เหนื่อย” การที่เราไปเปิดร้านสวย ๆ น่ะมันเหงา เพื่อน ๆ เชฟฟังไว้ให้ดีนะจ๊ะ เปิดร้านสวย ๆ บางทีมันเหงา ถ้ารักความสนุกต้องอยู่ตลาดครับ ถามตัวเอง ถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่าสิ่งที่ต้องการในอนาคตข้างหน้า สิ่งที่เราต้องทำอาหารขึ้นมาเนี่ยคุณต้องการอะไรก่อน? ต้องการให้คนมีสุขภาพดี หรือต้องการให้ตัวเราเองมีความสุข หรือต้องการเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว ต้องคิดตรงนี้ก่อน
“คติก็คือ คนที่ทานอาหารฝีมือแม่มาตั้งแต่เด็ก แน่นอนที่สุดพอโตขึ้นมาแล้วเขาต้องคิดถึง ในฝีมือของแม่เขา เพราะฉะนั้นเราเองนี่แหละต้องเป็นตัวแทนของแม่ทุก ๆ คน(หัวเราะ) ว่าเนี่ยรสนี้ตอนเด็ก ๆ ได้กินแล้ว เพราะฉะนั้นรสชาติมันจะไม่เพี้ยนจากโบราณที่ผ่านมานะครับ อย่างชาวญี่ปุ่นมาทานอาหาร มาทานแกงกะหรี่ที่นี่ก็เหมือนกันเขาบอกว่าไม่ผิดเพี้ยนเท่าไหร่ แต่ว่าอร่อยกว่า อันนี้คือสิ่งที่คิดเอาไว้ในใจเลย”
“งานจิตอาสา” ที่ทำควบคู่มา โดยการสอนวิชาชีพให้ฟรี!
คนตกงาน และก็คนที่หางานทำ(เป็นแม่บ้าน) เป็นอะไรที่เขาแบบแก่แล้วอะไรแล้ว ก็จะมาเรียนกับเรา อยู่บ้านแล้วก็จะเครียด จะคิดมาก ก็ต้องเข้าไปสอน“โดยดูศักยภาพก่อนว่า ทำอะไรได้บ้าง พื้นฐานแล้วทำอะไรได้บ้าง ก็อาจจะเป็นขนมไทยสอนตะโก้ สอนเป็นวุ้นอะไรที่แบบคนสูงอายุทำได้ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นเด็ก ๆ ที่เป็นแบบคนทำงานอยู่แล้วเขาอยากเปิดร้าน เขาก็จะมาเรียนเรื่องข้าวมันไก่ เรื่องข้าวหมูแดง เรื่องข้าวหมกไก่ อะไรพวกนี้ก็คืออยากจะได้ อยากจะเป็นอะไรให้บอก แล้วก็เดี๋ยวจะแกะสูตรกันและก็ทำตรงนั้น แล้วก็ให้เขาชิมพอเขาชอบแล้วก็มันจะได้เป็นเอกลักษณ์ของร้านเขา สอนกันแบบนี้ไงครับ” ฟรีครับ น้องจ่ายเองคนเดียวคือ จ่ายวัตถุดิบมาเท่านั้น แล้วไปสอน ทีนี้เทคนิคที่จะไม่ให้ขาดทุนในการเรียนก็คือ คิดเลยว่าคนในหัวมีกี่คน สมมติคุณมีเพื่อนอยู่มีพ่อมีแม่มีใครอยู่ 10 คน ซื้อของมาทำอาหารเฉพาะเท่านั้น แล้วเรียน เสร็จแล้วทุกคนได้กินอาหารไม่เหลือ ได้วิชาด้วยได้อิ่มท้องในมื้อนั้นไปพร้อมกัน“ทำแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 23 ปีแล้วครับ เริ่มสอนฟรี ๆ เนี่ยนะครับ(งานจิตอาสา) โดยเฉพาะอาหารไทยที่ถือว่าเป็นทีเด็ดเลย อย่างบางคนมาเรียน แกงรัญจวน บางคนมาเรียนทองหยิบทองหยอด”
“ชีวิตใหม่” ในแบบที่เรา เป็นคนกำหนดเอง
เชฟกระต่าย-ชนุดม กรัณฑรัตน์ เจ้าของร้านข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น “อุซางิจัง” ตลาดอินดี้ ปิ่นเกล้า ยังบอกด้วย เราต้องทำก่อน สิ่งเหล่านี้เราต้องก่อก่อน อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า เราต้องรักก่อน แล้วเดี๋ยวทุกคนก็จะรักเราเอง สำหรับชีวิตตรงนี้ตอนนี้ “นึกอยู่เสมอว่ามันหลุดจากบ่วง(หัวเราะ) สิ่งที่พันธนาการ มันไม่มีข้อกำหนด มันไม่มีเข็มนาฬิกามากำหนด มันไม่มีอะไรที่จะกำหนดเราได้เลยตรงนี้ สิ่งที่จะทำให้เราตรงเวลาได้สิ่งที่จะทำให้เราต้องแบบว่า อุ๊ย! สี่โมงแล้วนะเดี๋ยวลูกค้ามาแล้วนะ จะมีแต่แบบนี้ นั่นหมายถึงใครกำหนด ความรักเขากำหนดให้เรา เหมือนกับแม่คนหนึ่งพ่อคนหนึ่งที่แบบ อุ๊ย! สี่โมงแล้วลูกฉันมาฉันต้องไปรับเป็นอย่างนั้นเลย! แล้วมีความสุขไหมความห่วงของแม่? มีความสุข(หัวเราะ)” นี่ก็เหมือนกัน ก็ห่วงลูกค้าว่าเดี๋ยวเขามาแล้วเขาไม่เจอ
ในอนาคตร้านนี้นะครับ ก็จะปรับเปลี่ยน ก็จะโยกย้ายไปอยู่หน้าตลาด แล้วความเป็น “โปร” มันก็จะมีมากขึ้น ความที่จะเป็นเชฟ “ตัวเอง” ก็จะมีมากขึ้นในเรื่องของอาหาร ก็จะมีหลากหลายขึ้นมาอีก แล้วก็ขยายเวลาในการขายให้นานขึ้นกว่าเดิมอีกแน่นอน เพราะว่ารับปากกับเจ้าของตลาดไว้แล้วว่าจะไม่เก็บร้านเร็ว(หัวเราะ)
กำไรคือความสุข “ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น” สไตล์อินดี้ จากฝีมือ Chef ระดับภัตตาคาร ในราคาสุดเบา 69 บาท เป็นอาชีพในวัยเกษียณที่ทำด้วยใจรักความอิสระจริง ๆ ร้านข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น “อุซางิจัง” เริ่มเปิดขายตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00น. จนถึงของหมด(ไม่เกิน20.00น.) เชฟบอกว่าต่อวันคือจะขายเฉพาะในช่วงเย็นแบบนี้ จะไม่มีเปิดเดลิเวอรี่ในช่วงกลางวันเพิ่มเติม ซึ่งหากใครสนใจอยากลองชิมรสชาติของข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นสไตล์อินดี้ฝีมือเชฟหรือคนที่สนใจอยากจะเรียนวิชาทำกินเกี่ยวกับอาหารและขนมไทย ก็ลองไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเชฟได้ พิกัดหลัก: ตลาดอินดี้ปิ่นเกล้า(MRTสถานีบางยี่ขัน) เป็นตลาดเย็นที่สามารถไปเจอกับเชฟได้ทุกวัน
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด


