xs
xsm
sm
md
lg

สสว.คาด GDP SME ปี 63 โตร้อยละ 3.0-3.5 รับอานิสงส์โครงการรัฐฯ ตั้งเป้าช่วย ผปก.กว่า 380,000 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยภาพรวมสถานการณ์ธุรกิจ SME ในปี 2562 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ในส่วนปี 2563 มีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 3.0-3.5 ปัจจัยบวกมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โครงการลงทุนขนาดใหญ่ การเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจ e-Commerce คาดสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้กว่า 380,000 ราย

ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
เผยว่า ภาพรวมสถานการณ์ SME ปี 2562 ที่ผ่านมาจากจำนวนตัวเลขผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวม 3,084,290 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 13,950,241 ราย คิดเป็น 85.5% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ SME ปี 2562 โดยข้อมูลในรอบ 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม) เมื่อเปรียบเทียบช่วงเดียวกันของปี 2561 พบว่าการส่งออกเอสเอ็มอีมีมูลค่า 1.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาคิดเป็น 2.1% ซึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เครื่องจักรคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ โดยประเทศคู่ค้าหลักของเอสเอ็มอีไทย ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอียู โดย GDP SME ปี 2562 มีมูลค่าประมาณ 7.14 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 3.5-4.0

สำหรับการจัดตั้งและยกเลิกกิจการในปี 2562 ในรอบ 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม) เมื่อเทียบกับปี 2561 พบว่าเอสเอ็มอีมีการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการใหม่ 63,359 ราย ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.43% กิจการที่จัดตั้งใหม่สูงสุดได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป บริการด้านวิทยุและโทรทัศน์ และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนการยกเลิกกิจการ มีจำนวน 14,273 ราย ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.56% กิจการที่ยกเลิกสูงสุด ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป บริการนันทนาการและอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ แนวโน้มปี 2563 คาดว่า GDP จะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 2.7-3.2 ขณะที่การขยายตัวของ GDP SME จะอยู่ที่ร้อยละ 3.0-3.5 ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โครงการลงทุนสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จากภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่ทดแทนนักท่องเที่ยวจากจีน เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี และการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ e-Commerce

จากการประเมินสถานการณ์ สสว.พบว่า แม้ว่าในปี 2563 ยังมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าหากยังมีความยืดเยื้อ การแข็งค่าของเงินบาท สัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การขอสินเชื่อของเอสเอ็มอีจากสถาบันการเงินยังคงทำได้ยาก รวมถึงกระแสของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแย่งส่วนแบ่งของธุรกิจในรูปแบบดั้งเดิม แต่มีสัญญาณที่เป็นแนวโน้มที่ดีไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล รวมถึงการที่ภาครัฐระดมสรรพกำลังเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านแนวทางสำคัญที่จะเป็นการสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตและอยู่รอดได้

นอกจากนี้ สัญญาณการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเห็นได้จากการขยายตัวของธุรกิจ e-Commerce ซึ่งมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท ในปัจจุบันธุรกิจ Food delivery ซึ่งในปี 2562 มีการประมาณการมูลค่าของธุรกิจดังกล่าวรวมไม่น้อยกว่า 33,000-35,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี เช่นเดียวกับธุรกิจปล่อยห้องพักผ่านแพลตฟอร์ม Airbnb ซึ่งจากข้อมูลพบว่าผู้ประกอบการไทยมีรายได้จากการปล่อยห้องพักผ่าน Airbnb ในปี 2562 รวมมูลค่าถึง 33,000 ล้านบาท จำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นการปล่อยเช่าในเมืองรอบกรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเอสเอ็มอีไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่กระแสเศรษฐกิจดิจิทัลค่อนข้างดี และจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหากได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐเพราะเป็นหนทางให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาด เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศในระยะเวลาที่รวดเร็ว นอกจากเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายแล้วยังสามารถลดต้นทุนด้านการตลาดได้อีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เอสเอ็มอีโดยเฉพาะ Micro SMEs สามารถดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตได้ แนวทางการส่งเสริมในปี 2563 นี้รัฐบาลจึงมุ่งสนับสนุนงบประมาณการส่งเสริมเอสเอ็มอี วงเงินรวมกว่า 2,686 ล้านบาท สสว.เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ดำเนินงานผ่านแผนงานบูรณาการพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล มีหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมเอสเอ็มอีรวม 23 หน่วยงานจาก 9 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ ดำเนินโครงการร่วมกันไม่น้อยกว่า 17 โครงการ มีงบประมาณรวม 1,738 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่การดำเนินงานโดย สสว.โดยตรงวงเงิน 948 ล้านบาท

ภายใต้แผนส่งเสริมเอสเอ็มอีในปี 2563 จะมุ่งเน้น 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1. สร้างผู้ประกอบการใหม่ให้ดำเนินธุรกิจแบบ Smart MSME 2. ขับเคลื่อน MSME สู่เศรษฐกิจดิจิทัล 3. พัฒนา Micro SME ให้ได้มาตรฐานสินค้าเข้าสู่ตลาดและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ 4. สร้างการตระหนักรู้เรื่องการใช้ Data ให้เป็นประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจ 5. ส่งเสริม SME ที่ผลิตสินค้าให้ต่อยอดธุรกิจการค้าบริการ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและยกระดับรายได้

ทั้งนี้ สสว.พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย 3 ล้านรายทั่วประเทศ เมื่อนำเกณฑ์รายได้มาใช้พบว่า 2.6 ล้านรายเป็นธุรกิจไมโคร กล่าวคือ มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือไม่เกิน 150,000 บาทต่อเดือนและจ้างงานไม่เกิน 5 คน ดังนั้น โครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2563 จึงให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือไมโคร เป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ สสว.มีศูนย์ OSS ที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการให้คำปรึกษาแนะนำและส่งต่อผู้ประกอบการให้ได้รับการส่งเสริม สนับสนุน จากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึง สสว.ยังได้สานต่อการพัฒนาฐานข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์กลาง ภายใต้ชื่อ “SMEONE” หรือ www.smeone.info ซึ่งรวบรวมข่าวสารข้อมูล องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งเชื่อมบริการกิจกรรมและโครงการต่างๆ ในการส่งเสริม สนับสนุนเอสเอ็มอีของภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องและแอปพลิเคชัน SME Connext เป็นต้น

ขณะเดียวกัน เพื่อสนองนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงมาตรฐานสินค้าและบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้สินค้าของผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น สสว.มีแนวทางประสานความร่วมมือกับ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ สสว. และกระทรวงการคลังในการขยายบทบาทการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเพิ่มเติมจากสินค้าเกษตรและอาหารไปสู่สินค้าอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริา ญี่ปุ่น อียู เป็นต้น ภายใต้การดำเนินงานส่งเสริมเอสเอ็มอีในปี 2563 สสว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการยกระดับความสามารถในการทำธุรกิจได้ไม่น้อยกว่า 380,000 รายทั่วประเทศ

* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายคลิกที่นี่เลย!! * * *



กำลังโหลดความคิดเห็น...