xs
sm
md
lg

จากลูกหนี้เน่าสู่เจ้าของธุรกิจ“วาวี” สร้างชื่อกาแฟไทยออร์แกนิคขั้นพรีเมียม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

“ไกรสิทธิ์ ฟูสุวรรณ” เป็นอีกคนที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 จนธุรกิจโฆษณาที่เคยรุ่งเรืองต้องปิดตัว พร้อมมีภาระหนี้สินที่ไม่สามารถจะชำระได้อีกกว่า 5 ล้านบาท จนต้องตกเป็นหนี้เสีย

ท่ามกลางปัญหาดังกล่าว กลับเป็นจุดเริ่มต้นสร้างอาชีพใหม่ ทำร้านกาแฟเล็กๆ ซึ่งได้รับความนิยมและเติบโตเรื่อยมา จนสามารถล้างหนี้ และปัจจุบันธุรกิจยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง พร้อมกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ในฐานะกาแฟไทยออร์แกนิคระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ “กาแฟวาวี” (WAWEE COFFEE)
บรรยากาศภายในร้าน กาแฟวาวี
กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟวาวี จำกัด เล่าย้อนเหตุการณ์เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว หลังต้องตกเป็นลูกหนี้ NPL (Non-Performing Loan) ภาวะจิตใจย่ำแย่ หวาดผวาทุกครั้งที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เพราะเกรงเจ้าหนี้จะโทรมาทวงเงิน ตัดสินใจหนีไปประกอบอาชีพใหม่ในพื้นห่างไกลยากจะถูกตามตัวได้ โดยเปิดเคาน์เตอร์กาแฟเล็กๆ ขนาดแค่ 1.5x5 เมตร ณ ปางช้างแม่สา จ.เชียงใหม่

“ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้เป็นคอกาแฟพันธุ์แท้ แต่ที่เลือกจะขายกาแฟ เพราะทำเลเหมาะสม ใช้เงินลงทุนแค่หลักหมื่น ของแต่งร้านก็เอามาจากบ้าน ใช้ชื่อ “กาแฟวาวี” เพราะต้องการยกย่องแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟที่มาจากยอดดอยวาวี จ.เชียงราย ซึ่งเวลานั้น ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากนัก ซึ่งวันแรกที่เปิด ขายได้แค่ 187 บาทเอง แต่หลังจากนั้น ก็ดีขึ้นตามลำดับ ปัจจัยสำคัญมาจากเวลานั้น กระแสนิยมกาแฟสดในเมืองไทยเพิ่งเริ่มต้น การแข่งขันยังไม่สูงมาก ประกอบกับศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม รวมถึง ลูกค้าช่วยแนะนำ นำมาพัฒนากาแฟให้ถูกใจลูกค้ามากขึ้น” ไกรสิทธิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้น

และจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด หลังขายกาแฟมาได้ 3-4 ปี สะสมเงินทุนได้ก้อนหนึ่ง นำมาเปิดร้านกาแฟเต็มรูปแบบที่ถนนนิมมานเหมินทร์ ซึ่งถือเป็นร้านกาแฟติดเครื่องปรับอากาศ ภายในตกแต่งสไตล์ล้านนาร่วมสมัย แห่งแรกใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งร้านแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง สร้างชื่อให้ “กาแฟวาวี” เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แถมต่อยอดธุรกิจด้วยการขายแฟรนไชส์ นอกจากนั้น ขายวัตถุดิบเมล็ดกาแฟคั่วสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์ตัวเอง และรับจ้างผลิตให้แก่แบรนด์ต่างๆ อีกจำนวนมาก

จากที่หันมาประกอบอาชีพขายกาแฟ เขาใช้เวลาประมาณ 5 ปี สร้างรายได้นำไปปลดหนี้ได้ทั้งหมด แถมยังลงทุนขยายธุรกิจต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน มีร้านกาแฟทั้งหมด 20 สาขา อยู่ในกรุงเทพฯ 3 สาขา ที่เหลือกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ โดยแบ่งเป็นเปิดเอง 9 สาขา และแฟรนไชส์ 11 สาขา นอกจากนั้น มีโรงคั่วกาแฟของตัวเองที่ได้มาตรฐานระดับสากล กำลังผลิตกว่า 50 ตันต่อปี ผลประกอบการเมื่อปีที่แล้ว (2559) ประมาณ 60 กว่าล้านบาท

หลังจากดำเนินธุรกิจ มาเกือบ 2 ทศวรรษ ไกรสิทธิ์ เผยก้าวต่อไปของกาแฟวาวี จะ “รีแบรนด์” โดยมุ่งยกระดับสู่กาแฟระดับพรีเมียมจากประเทศไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อฉีกหนีการแข่งขันจากแบรนด์ใหญ่ๆ ในตลาดที่เน้นด้านขยายสาขาเป็นสำคัญ

“ตลาดธุรกิจกาแฟสดยังเติบโตได้อีกมาก เพราะการดื่มกาแฟกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนไทยไปแล้ว ดังนั้น แบรนด์ใหญ่ๆ จึงมุ่งขยายสาขาให้มากที่สุด เพื่อจะครอบคลุมทำเลสำคัญๆ หวังจับลูกค้าทุกกลุ่ม ในขณะที่เราเป็นเอสเอ็มอี ไม่มีเงินทุนที่จะแข่งขยายสาขาจำนวนมากได้ ดังนั้น ผมเลือกจะจับลูกค้าในกลุ่มเจาะจง โดยมุ่งลูกค้าที่ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพกาแฟ และคุณค่าของแหล่งที่มาของกาแฟ” เจ้าของธุรกิจ อธิบาย

หนทางที่จะสร้างแบรนด์โฉมใหม่นั้น กาแฟวาวีมุ่งคว้ามาตรฐานการผลิตกาแฟสำคัญๆ จากทั่วโลก เพื่อจะการันตีคุณภาพ และที่สำคัญ กำลังยกระดับสินค้าให้เป็น “กาแฟไทยออร์แกนิค” โดยสร้าง “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟวาวี ออร์แกนิค” ในเนื้อที่กว่า 9 ไร่ ที่ ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ภายใต้งบลงทุนกว่า 45 ล้านบาท
มีส่วนสร้างรายได้ให้แก่ชาวไทยภูเขา
ไกรสิทธิ์ ขยายความต่อว่า ภายในศูนย์แห่งนี้ จะเปิดให้ผู้สนใจเข้าพักผ่อน และเรียนรู้กระบวนการผลิตกาแฟครบวงจรตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ถึง “ปลายน้ำ” เผยแพร่แนวทางส่งเสริมเกษตรกรท้องถิ่นให้หันกลับมาปลูกกาแฟออร์แกนิค และหวังว่า เมื่อคนกลุ่มนี้ กลับไปแล้ว จะช่วยไปบอกเล่าถึงที่มาของกาแฟวาวี ซึ่งจะช่วยสร้างแบรนด์ให้เกิดคุณค่าทางจิตใจของลูกค้าเป้าหมาย

“ที่ผ่านมา เราทำต้นน้ำ กลางน้ำ เพื่อจะได้สินค้า “ปลายน้ำ” นำไปขายลูกค้า แต่แผนธุรกิจจากนี้ ผมจะพาลูกค้าย้อนกลับไปรู้จักกลางน้ำ และต้นน้ำ รับรู้ว่ากาแฟที่เขาดื่มเข้าไปนั้น มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกร และสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่า มันจะทำให้แบรนด์เรามีคุณค่าลึกซึ้งมากกว่าที่ผ่านมา” เจ้าของธุรกิจ ระบุ
ผลิตในมาตรฐานระดับสากล
สำหรับการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่ปัจจุบันมีเครือข่ายอยู่ 47 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย จะแนะนำให้ปลูกกาแฟด้วยมาตรฐานความปลอดภัย เช่น อบรมการทำปุ๋ยหมักธรรมชาติ และทำระบบบำบัดน้ำเสีย จากนั้น จะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด 10-15% และหากปลูกได้ถึงมาตรฐานออร์แกนิคจะให้ราคาสูงกว่าตลาดถึง 20-30% รวมถึง ทำกิจกรรมส่งเสริมอื่นๆ ควบคู่ เช่น ให้ทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลานเกษตรกร เป็นต้น

“ผมพยายามให้เกษตรกรในเครือข่ายของเราเห็นประโยชน์ของการทำเกษตรด้วยมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากจะขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าปลูกโดยเคมีแล้ว คุณภาพชีวิต สุขภาพของเขา รวมถึงสิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้นด้วย” ไกรสิทธิ์ เสริม


จากแผนรีแบรนด์ให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของต้นน้ำดังกล่าว ควบคู่กับขยายตลาดส่งออกไปจีน และอาเซียน รวมถึงขยายกำลังผลิตของโรงคั่ว เขาเชื่อว่า จะผลักดันผลประกอบการปีนี้ (2560) มูลค่าถึง 100 ล้านบาท และในอนาคต เมื่อผลผลิตเมล็ดกาแฟที่เข้าไปส่งเสริมเกษตรกรให้เพาะปลูกระบบอินทรีย์ มีปริมาณมากเพียงพอตามความต้องการแล้ว จะมุ่งสร้างแบรนด์ “กาแฟวาวี” ให้ชัดเจนในฐานะกาแฟออร์แกนิคไทยระดับพรีเมียมต่อไป

เพราะเคยล้มทางการเงิน ไกรสิทธิ์ ยอมรับว่า ทุกวันนี้ วิธีคิดและทำธุรกิจของตัวเองเปลี่ยนไป จากเดิมเคยทำงานด้านโฆษณา ได้เงินง่าย รวดเร็ว และครั้งละจำนวนมาก ทำให้จับจ่ายอย่างขาดความระมัดระวัง เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น จึงปรับตัวไม่ได้ ทุกวันนี้ การทำธุรกิจจึงเน้นรอบคอบ การลงทุนจะดูความเป็นไปได้ของตลาดเป็นสำคัญ แม้อาจจะเติบโตช้าแต่เชื่อว่ามั่นคงมากกว่า

อดีตที่เคยผิดพลาด ถูกนำมาใช้เป็นบทเรียน สร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะกาแฟไทยคุณภาพระดับพรีเมียมที่อยู่เคียงคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายคลิกที่นี่เลย!! * * *


กำลังโหลดความคิดเห็น...