ผู้คนทุกชนชาติมักมีความเชื่อในเรื่องและข้อมูลประวัติศาสตร์มากมายหลายเรื่องว่า “เป็นเรื่องจริง” ทั้ง ๆ ที่ในเวลาต่อมาได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นข้อมูลดีเก๊ การที่เป็นเช่นนี้มิใช่เพราะชุมชนนั้นไม่ฉลาด แต่เพราะสติปัญญาของคนเรา ไม่สามารถแบ่งแยกเรื่องเล่าที่ถูกบิดเบือนไปจากเรื่องที่เกิดจริงได้ โดยสาเหตุสำคัญหลายประการ เช่นว่า การได้ยิน ได้ฟัง “นิทาน” ซ้ำ ๆ จนมีความรู้สึกว่า สิ่งที่ได้ยินคือเรื่องจริง หรือเรื่องที่ได้ยินตรงกับความเชื่อของตนที่รู้มาก่อน บางคนก็เชื่อเรื่องต่าง ๆ เพราะคนพูดมีชื่อเสียงและมีอำนาจ แต่บางคนก็อ้างว่าเขาเชื่อตามคนส่วนมาก นอกจากนี้บางคนก็เชื่อเพราะได้เห็นหลักฐานปลอมที่ถูกปรับแต่งจนดูเสมือนจริง การไม่ทราบแหล่งที่มาของเรื่อง และการไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูล เพราะเรื่องที่พูดถึง เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมาก จนยากที่จะเข้าใจ นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนถูกหลอกได้ง่าย และคนบางคนก็เชื่อคนพูดตามความเป็นจังหวัดนิยม ศาสนานิยม หรือภาคนิยม ดังนั้นจึงเชื่อตามอารมณ์ที่ปราศจากการวิเคราะห์ ยิ่งกว่าจะเชื่อตามหลักฐานที่เห็น
เมื่อความเชื่อมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มาจากเหตุผลส่วนตัวและส่วนรวมดังที่ได้กล่าวมานี้ ดังนั้นจึงมีเรื่องบางเรื่องที่ใคร ๆ ก็คิดว่าจริง แต่ไม่จริง เนื้อเรื่องจึงสามารถเปลี่ยนได้ ถ้ามีการพบหลักฐานใหม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ความจริงสำหรับเรื่องบางเรื่องจึงมี “ครึ่งชีวิต” เหมือนครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี และนี่ก็คือจิตวิญญาณในการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งในบางครั้งและโอกาสหลายครั้งความจริงที่ถูกพบใหม่ มักจะถูกสังคมรอบข้างต่อต้านอย่างรุนแรง (ทัวร์ลง) ทำให้นักวิชาการบางคนผิดหวังมากจนต้องฆ่าตัวตายก็มี
ดังเช่นกรณีของ Galileo Galilei (1564-1642) ผู้ซึ่งเชื่อว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ อันเป็นความเชื่อที่ขัดแย้งกับคำสอนในคริสต์ศาสนา ณ เวลานั้น เขาจึงถูกศาสนจักรบังคับให้ถอนความคิด และห้ามเผยแพร่ความเชื่อด้วย แต่ Galileo ก็ยืนยันไม่ถอน (และไม่ถูกบังคับให้เดินออกจากที่ประชุม) ศาลจึงสั่งให้เขาถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้านจนเสียชีวิต ในปี 1642
จนกระทั่งปี 1728 ความจริงที่ Galileo เชื่อ จึงได้รับการยืนยัน เมื่อ James Bradley (1693-1762) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้พบปรากฏการณ์คลาดแสงของดาวฤกษ์ (stellar aberration) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โลกกำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์จริง หลักฐานนี้จึงได้พิสูจน์ความจริงที่ Galileo เชื่อ หลังจากที่ Galileo ได้จากไปแล้วเป็นเวลานานถึง 86 ปี
ด้าน Ignaz Semmelweis (1818-1865) ซึ่งเป็นแพทย์ชาวฮังการี ผู้ที่เสนอให้ศัลยแพทย์ล้างมือให้สะอาดก่อนลงมือผ่าตัด ทำคลอดให้สตรีมีครรภ์ ด้วยสารละลายคลอรีน เพราะเขาเชื่อว่าคราบเลือดและฝุ่นที่ติดอยู่บนชุดสครับ (scrub) ของแพทย์ มีส่วนในการทำให้หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเสียชีวิต (ในสมัยนั้นยังไม่มีทฤษฎีเชื้อโรคของ Louis Pasteur (1822-1895) ที่แถลงว่า โรคติดเชื้อเกิดจากแบคทีเรีย) การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานมายืนยันว่าความสกปรกของแพทย์ทำให้คนตาย จึงทำให้เขาถูกบรรดาแพทย์ทั้งหลายออกมาบูลลี่ และปรักปรำอย่างรุนแรง จนทำให้ Semmelweis สติแตก ต้องเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลจิตเวช และเสียชีวิตในปี 1865 ขณะมีอายุเพียง 47 ปี
ครั้นเมื่อ Pasteur ได้พบว่า จุลชีพที่มีบทบาทสำคัญในการหมักเบียร์และการเน่าเสียของอาหาร และการให้ความร้อนแก่อาหารสามารถฆ่าจุลชีพได้ จากนั้น Joseph Lister (1825-1912) ก็ได้นำหลักการนี้ไปใช้ในการผ่าตัด โดยใช้สารฆ่าเชื้อ (antiseptic) เขาก็ได้ปฏิรูปศัลยศาสตร์ ด้วยการใช้กรด carbolic หรือ phenol ฆ่าเชื้อที่บาดแผล หรือที่ผิวหนัง
ความคิดของ Semmelweis จึงได้รับการยืนยันว่าจริง โดย Pasteur และ Lister แต่คนที่พบความจริงนี้ ได้ถูกสังคมในเวลานั้นประณามและเหยียดหยามว่าบ้า แต่ในที่สุดโลกก็ได้ยกย่องด้วยการยอมรับว่า เขาคือคนที่ช่วยชีวิตของสตรีมีครรภ์ทุกคนที่กำลังเป็นมารดา ด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ให้ที่กรุง Budapest และที่มหาวิทยาลัย Semmelweis ในฮังการี
สำหรับบุคลากรที่กล่าวว่า “ความจริงนั้นยิ่งใหญ่ และจะมีชัยในที่สุด” เขา คือ Zerubbabel ซึ่งเป็นผู้นำบรรดาชาวยิวที่ถูกจับเป็นเชลยในกรุง Babylon และเป็นคนที่มีชื่ออยู่ในเรื่องเล่า Book of Zechariah ว่า ได้เข้าแข่งขันในการตอบคำถามว่า “สิ่งใดทรงพลังที่สุดในโลก”
Zerubbabel ได้เป็นหนึ่งในสามขององครักษ์ในจักรพรรดิ Darius ที่ 1 แห่งอาณาจักร Persia เมื่อ 2,600 ปีก่อน ก็ได้เข้าแข่งขันด้วย
โดยองครักษ์คนแรกได้ตอบว่า “เหล้าองุ่น” เพราะเหล้าสามารถทำให้คนทุกคนที่ดื่ม ขาดสติสัมปชัญญะ เหล้าจึงควบคุมผู้คนได้
องครักษ์คนที่สองได้ตอบว่า “กษัตริย์” คือ ผู้ที่ทรงพลังมากที่สุด เพราะทรงสามารถบังคับให้คนทุกคนกระทำตามคำบัญชาได้ และแม้กระทั่งเวลาพระองค์บรรทม ก็มีองครักษ์ยืนพิทักษ์คุ้มครอง
แต่ Zerubbabel กลับได้ตอบว่า “สตรี” เพราะ สตรีเป็นผู้ให้กำเนิดคนทุกคน และสตรีจะมีอำนาจเหนือกษัตริย์ผู้ทรงลุ่มหลงรักเธอ กระนั้นทุกคนก็ตกอยู่ใต้พลังของเหล้าองุ่น
และ Zerubbabel ก็ได้กล่าวเสริมว่า แต่สิ่งที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ “ความจริง” เพราะความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ขึ้นกับฐานะ อำนาจ ตัณหาของใคร และในไม่ขึ้นกับกาลเวลา ในขณะที่เหล้าองุ่น กษัตริย์ และสตรี ต่างก็เป็นวัตถุชั่วคราวที่มีวันแตกสลาย แต่ “ความจริง” จะคงไว้ซึ่งความเป็นนิจนิรันดร์ ดังนั้นความจริง จึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากกว่าสตรี กษัตริย์ และเหล้าองุ่น ด้วยเหตุนี้ความจริงจึง “stronger than all things”
เมื่อได้สดับรับฟังจักรพรรดิ Darius ที่ 1 ก็ทรงพอพระทัยในคำตอบของ Zerubbabel มาก จึงตรัสอนุญาตว่า Zerubbabel จะขออะไรก็จะให้ Zerubbabel จึงทูลขอให้พระองค์ทรงปลดปล่อยทาสชาวอิสราเอลทุกคนให้เดินทางกลับประเทศ เมื่อ 515 ปีก่อนคริสตกาล และให้สร้างมหาวิหาร Solomon ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทดแทนวิหารเดิมที่เคยถูกกองทัพ Babylon เผาทำลาย วิหารใหม่จึงได้ชื่อว่า Second Temple แต่ในที่สุดก็ถูกกองทัพโรมันทำลายอีกในปี 70
วิทยาศาสตร์เป็นวิทยาการที่มีจุดมุ่งหมายจะค้นหาความจริง โดยมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่อาจจะศึกษาเรื่องเดียวกัน แต่ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเหตุการณ์การอ้างว่าใครพบความจริงก่อน จึงเป็นเรื่องปกติ และในการแอบอ้างนั้นก็อาจจะมีการกล่าวถึงความแท้จริงของข้อมูลที่ตนใช้ และความแท้ปลอมของข้อมูลที่ฝ่ายตรงกันข้ามใช้ด้วย
กรณีวิวาทะทางวิชาการที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในประวัติวิทยาศาสตร์มีมากมาย ได้แก่
กรณี Isaac Newton (1642–1727) กับ Robert Hooke (1635-1703) ที่ได้วิวาทกันด้วยเรื่อง ใครคือผู้พบแรงโน้มถ่วงเป็นคนแรก เพราะคนทั้งสองต่างก็รู้ว่า เอกภพมีแรงดึงดูดที่กระทำระหว่างวัตถุสองก้อน แต่เมื่อ Newton เป็นผู้ที่สามารถใช้คณิตศาสตร์พิสูจน์ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ได้ เครดิตการพบแรงโน้มถ่วงจึงตกเป็นของ Newton แต่เพียงผู้เดียว ชัยชนะในครั้งนั้นได้ทำให้ Newton มีบารมีมากและแค้นมาก จึงสั่งให้ทำลายรูปวาดเหมือน (portrait) ของ Hooke ทุกรูป จนหมดสิ้น และปล่อยให้ Hooke ตกระกำลำบาก จนเสียชีวิตอย่างอนาถา
กรณีพิพาทระหว่าง Isaac Newton กับ Wilhelm Leibniz (1646-1716) ก็เช่นกัน ได้มีการโต้แย้งเรื่อง ใครคือผู้สร้าง calculus เป็นคนแรก นี่ก็เป็นสงครามวิชาการที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติระหว่างอังกฤษกับเยอรมัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีลูกศิษย์และสาวกมากมาย อีกทั้งมีศักดิ์ศรีของชาติตนเป็นเดิมพัน ผลการศึกษาความจริงในเรื่องนี้ ก็ปรากฏว่าคนทั้งสองได้สร้างวิชา calculus อย่างเป็นอิสระจากกัน คือ ต่างคนต่างสร้าง โดยไม่ได้ลอกเลียนกัน แต่ใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกัน ณ วันนี้ สัญลักษณ์ที่ Leibniz ใช้ เป็นที่นิยมยิ่งกว่า เช่น Leibniz ใช้ dy/dt ส่วน Newton ใช้ y ̇ หรือ Leibniz ใช้ dy/dx และ Newton ใช้ y^' เป็นต้น
สำหรับการพบความจริงที่ว่า เปลือกทวีปมีการเลื่อนตัว ที่ Alfred Wegener (1880-1930) ได้เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1912 ก็เช่นกันว่า ทวีปต่าง ๆ ของโลกเคยอยู่ติดกันเป็นมหาทวีปเดียวกัน (Pangaea) แล้วได้แตกแยกจากกัน โดย Wegener ได้ใช้ฟอสซิลของสัตว์และรูปลักษณ์ของขอบทวีปว่า แสดงให้เห็นว่าสามารถสอดรับเข้ากันได้ดีเหมือนตัวจิ๊กซอว์ (jig-saw) แต่นักธรณีวิทยาจำนวนมากไม่เชื่อ เพราะ Wegener ไม่สามารถอธิบายกลไกทางธรรมชาติที่ทำให้เปลือกทวีปเคลื่อนที่ได้ แต่ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย เมื่อ Wegener ได้ตายจากไปแล้วถึง 30 ปี
บรรดาตัวอย่างดังที่กล่าวมานี้ จึงช่วยให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า กว่าทุกคนจะรู้ความจริงในธรรมชาติของบางเรื่อง อาจจำเป็นต้องใช้เวลานาน จึงจะเป็นที่ยอมรับ
ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความเท็จที่ว่า Sir Cyril Burt (1883–1971) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ได้วิจัยพบว่า สติปัญญาของคน ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม โดยเขาได้ศึกษาฝาแฝดเหมือน (identical twins) ที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างอยู่แยกกัน เพื่อหาข้อสรุปว่า ระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยอะไรมีผลต่อความฉลาดมากกว่ากัน และพบว่า พันธุกรรม คือ ตัวแปรสำคัญที่กำหนด IQ ได้
แต่หลังจากที่ Burt ได้เสียชีวิตไปแล้ว นักวิจัยรุ่นหลังได้ศึกษารายละเอียดของข้อมูลที่ Burt ใช้ และพบว่าข้อมูลหลายส่วนถูกปรุงแต่งขึ้นมาอย่างจงใจ จนทำให้ได้ข้อสรุปทางสถิติว่า ข้อสรุปนั้นไม่น่าจะเป็นจริง เพราะ Burt ได้ตั้งใจฮั้วข้อมูล
Burt เป็นนักจิตวิทยาการศึกษาชาวอังกฤษ ผู้เคยครองตำแหน่งศาสตราจารย์จิตวิทยา แห่ง University college ที่มหาวิทยาลัย London และมีความเชื่ออย่างรุนแรงว่าสติปัญญา เป็นสิ่งที่สามารถถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลานได้ โดยกระบวนการทางพันธุกรรม และใช้ฝาแฝดเหมือน (identical twins) ที่ได้รับการเลี้ยงดูแยกกัน และพบว่าแฝดทั้งคู่มีสติปัญญา (IQ) ในระดับใกล้เคียงกันมาก แม้จะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และหลังจากที่ Burt ได้จากโลกไปแล้ว ข้อสรุปของ Burt ก็ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เพราะนักจิตวิทยาคนอื่น ๆ เช่น Leon J. Kamin (1927-2017) เริ่มสงสัยข้อมูลที่ Burt ได้ให้ไว้ในงานวิจัย เพราะพบว่า แม้จำนวนคู่แฝดที่ Burt ใช้ จะเพิ่มมากสักเพียงใดก็ตาม แต่ค่าสหสัมพันธ์ (correlation) ของ IQ คู่แฝด ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งตามหลักสถิติแล้วค่าสหสัมพันธ์จะต้องเปลี่ยน ดังนั้นเมื่อค่าสหสัมพันธ์ไม่เปลี่ยน นั่นแสดงว่า Burt ได้ใช้ข้อมูลทิพย์ ที่เขาสร้างขึ้นเอง โดยไม่ได้ลงมือวัดจริง และใช้ตัวอย่างจริง
ค่าสหสัมพันธ์ คือ ค่าที่ใช้แสดงว่า ตัวแปรสองตัวมีความเกี่ยวข้องกันมาก-น้อยเพียงใด เช่น ถ้าแฝดคนหนึ่งมี IQ สูง และอีกคนหนึ่งก็มี IQ สูงด้วย นั่นแสดงว่า สหสัมพันธ์มีค่าเป็นบวก (+) แต่ถ้าคนหนึ่งมี IQ ต่ำ และอีกคนหนึ่งมี IQ สูง ค่าสหสัมพันธ์ก็จะเป็นลบ (-) ด้วยเหตุนี้สหสัมพันธ์ จึงมีค่าตั้งแต่ -1 ถึง +1 และถ้ามีค่าเท่ากับ 0 นั่นแสดงว่า ค่าสองค่านั้นไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กันเลย
ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ Burt ใช้ตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 1943 จนถึงปี 1966 Kamin ได้พบว่า
ในปี 1943 Burt ใช้แฝด 15 คู่ ได้ค่าสหสัมพันธ์ = 0.77
ในปี 1953 เขาใช้แฝด 21 คู่ ได้ค่าสหสัมพันธ์ = 0.771
ในปี 1958 เขาใช้แฝด 30 คู่ ได้ค่าสหสัมพันธ์ = 0.771
และ ในปี 1966 เขาใช้แฝด 53 คู่ ได้ค่าสหสัมพันธ์ = 0.771
Kamin ได้เห็นตัวเลขเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 แล้ว และรู้สึกสงสัย แต่ไม่กล้าตั้งข้อสังเกต เพราะในเวลานั้น Burt มีฐานันดรศักดิ์ทางสังคมสูง คือ เป็นถึงท่าน Sir และมีอิทธิพลทางวิชาการมาก จนกระทั่ง Burt เสียชีวิต Kamin จึงกล้าออกมาพูด โดยใช้หลักการทางสถิติที่ว่า ตัวเลขไม่เคยโกหก (หรือโกง) เมื่อจำนวนคู่แฝดเพิ่มจาก 15 เป็น 53 ค่าสหสัมพันธ์ก็ควรจะเปลี่ยนจาก 0.77 เป็น 0.75 หรือ 0.784 แทนที่จะเป็น 0.771
และการได้ทศนิยมที่ตรงกันถึงสามตำแหน่งในทุกกรณี จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ Kamin จึงสรุปที่ระดับความเชื่อมั่น 99.994% ว่า Burt โกงตัวเลขอย่างแน่นอน และเขาได้เผยแพร่ความจริงนี้ในหนังสือ “The Science and Politics of IQ” เมื่อปี 1974 ผลงานนี้จึงมีนัยยะว่า Burt ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาเอง และความจริงนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข่าวระดับนานาชาติ แต่ Burt ก็ได้ตายจากไปตั้งแต่ปี 1971 ดังนั้นจึงไม่สามารถแถลงแก้ข้อกล่าวหาใด ๆ ต่อสังคมได้
บทเรียนที่ได้จากกรณีศึกษานี้ก็คือ แม้ข้อสรุปจากการทดลองจะดูสวยและสนับสนุนทฤษฎีจนทุกคนนึกเป็นเรื่องจริง แต่ข้อมูลที่นำมาเสนอนั้น จะต้องให้คนอื่นสามารถนำไปตรวจสอบได้ หรือทำซ้ำได้ หรือคำนวณย้อนกลับได้ เพื่อป้องกันกระบวนการสแกมเมอร์ทางวิทยาศาสตร์
การศึกษาในเวลาต่อมาได้แสดงให้เห็นว่า พันธุกรรมมีบทบาทบ้างในการกำหนด IQ แต่มิใช่สาเหตุหลักเพียงสาเหตุเดียว
กรณี Burt กับ Kamin เป็นเหตุการณ์ที่เกิดหลังจากคู่กรณีคนหนึ่ง ได้เสียชีวิตไปไม่นาน คือ ภายในเวลาสามปีเท่านั้นเอง แต่ในกรณีของ Claudius Ptolemy (100-170) กับ Jean Baptiste Joseph Delambre (เดอแลมเบร) (1749-1822) คู่กรณีมีชีวิตในช่วงเวลาที่ห่างกันมากถึง 1,600 ปี กระนั้นความจริงก็ยังไล่ล่าหาคนคดโกงกันจนเจอ
Claudius Ptolemy เกิดที่อียิปต์ ซึ่งในเวลานั้นได้ตกเป็นอาณานิคมของกรีก และเป็นนักดาราศาสตร์ที่ทำงานอยู่ที่เมือง Alexandia Ptolemy ได้เสนอแบบจำลองของเอกภพ โดยการให้โลกเป็นจุดศูนย์กลาง และให้ดาวดวงอื่น ๆ ทุกดวงโคจรไปรอบโลก แต่ในเวลาต่อมาแบบจำลองนี้ก็ได้ถูกยกเลิกไป โดย Nicolaus Copernicus (1473-1543)
ความจริงที่ถูกเปิดเผยส่วนหนึ่งก็คือ Ptolemy มิได้เป็นคนที่ทำงานวิจัยด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมผลงานของคนอื่น ๆ มาเรียบเรียงเป็นผลงานของตนเอง ครั้นเมื่อถึงยุคมืด ตำราของ Ptolemy ได้สาบสูญไปจากโลก และปราชญ์อาหรับได้พบตำราของ Ptolemy จึงนำตำราไปเผยแพร่ในอิตาลี เมื่อปี 1405 และมีผลทำให้ชาวยุโรปทั้งทวีปมีประสบการณ์ตื่นรู้ ซึ่งได้นำไปสู่การถือกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา (Renaissance) ในที่สุด
ก่อนยุคของ Ptolemy โลกมีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งชื่อ Hipparchus (190-120 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า ถ้าโครจะทำแผนที่โลกให้ถูกต้อง นักทำแผนที่คนนั้นจะต้องรู้ดาราศาสตร์ เพื่อใช้ความรู้กำหนดตำแหน่งของเส้นรุ้งและเส้นแวง และตำแหน่งของสถานที่ต่าง ๆ บนโลก Ptolemy ได้แบ่งเส้นศูนย์สูตรออกเป็น 360 ส่วนเท่า ๆ กัน (เป็นองศา) และลากเส้นผ่านจุดเหล่านั้นในแนวตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร เพื่อเชื่อมต่อระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้เป็นเส้นแวง จากนั้นก็ลากเส้นต่าง ๆ ให้ขนานกับเส้นศูนย์สูตรเป็นเส้นรุ้ง
แต่ Ptolemy ใช้ตัวเลขเส้นรอบวงของโลกผิดพลาด คือ ใช้ตัวเลขของ Posidonius (135–50 ปีก่อนคริสตกาล) ที่มีค่า 30,000 กิโลเมตร แทนที่จะใช้ 40,000 กิโลเมตร ตามการวัดของ Eratosthenes (276–195 ปีก่อนคริสตกาล) ความผิดพลาดในการสร้างแผนที่จึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ตำรา Guide to Geography ของ Ptolemy นั้นมีแผนที่ด้วย และเป็นตำราที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วยุโรปยุคกลาง
ด้าน Jean Baptiste Joseph Delambre เป็นนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียงในการวัดระยะทางจากขั้วโลกเหนือถึงเส้นศูนย์สูตร โดยใช้เส้นแวงที่ลากผ่านเมือง Dunkirk, Paris, Bourges ในฝรั่งเศสถึงเมือง Barcelona ในสเปน แล้วใช้ระยะทางที่วัดได้ในการกำหนดความยาวมาตรฐาน 1 เมตร
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ในเดือนมิถุนายนของปี 1792 Delambre กับ Pierre François André Méchain (1744-1804) ได้ออกเดินทางจาก Paris โดยมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์จำนวนมากติดตัวไปด้วย Delambre นั้นเดินทางขึ้นทางเหนือ และ Méchain เดินทางลงทางใต้
ในเวลานั้น Paris กำลังอยู่ในสภาพที่วุ่นวายโกลาหลและกลัวกิโยตินมาก เพราะเป็นช่วงเวลาหลังการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ ในปี 1789 และคณะปฏิวัติก็ได้สร้างความหวังว่า คนฝรั่งเศสทุกคนจะมีเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันหมด และทุกคนต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชาติ เพราะต่างก็มีความสามารถมากเพียงพอ ดังนั้น Delambre กับ Méchain จึงมีความคิดจะวัดขนาดของโลก และให้ขนาดเป็นตัวกำหนดหน่วยวัดเป็นความยาวมาตรฐาน 1 เมตรว่ามีค่า 1/10 ล้าน ของระยะทางจากขั้วโลกเหนือถึงเส้นศูนย์สูตร
คนทั้งสองได้ใช้เวลานาน 7 ปี ในการวัดระยะทางนี้ โดยได้ไต่ขึ้นไปบนภูเขาสูง ข้ามแม่น้ำทะเลและที่ราบ จนในที่สุดก็วัดระยะทางตามที่ต้องการได้ จึงได้จำลองความยาวของไม้เมตร เพื่อนำไปถวายแด่จักรพรรดิ Napoleon Bonaparte ที่ 1 (1769-1821) ของขวัญชิ้นนี้ ได้ทำให้ Napoleon ทรงพอพระทัยมาก จนถึงกับตรัสว่า “ชัยชนะในการทำสงคราม มีเกิดและมีดับ (คือ มาแล้วก็ไป) อย่างไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แต่ไม้เมตรนี้ จะอยู่คู่โลกให้ทุกคนได้ใช้อย่างนิจนิรันดร์”
ในปี 1817 Delambre ได้ศึกษาตำราของ Ptolemy และได้เห็นข้อมูลดาราศาสตร์ที่ Ptolemy อ้างถึงเรื่อง equinoxes, solstices กับ lunar eclipse ฯลฯ จึงพบว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับที่ตนวัดได้ จึงตั้งประเด็นสงสัยว่า Ptolemy ได้ใช้ข้อมูลของคนอื่นมาอ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับทฤษฎีที่ตนเชื่อ นั่นคือ Delambre คิดว่า Ptolemy สร้างทฤษฎีภูมิศาสตร์ของโลกขึ้นมาก่อน แล้วคำนวณระยะทางต่าง ๆ ทั้งเส้นรุ้ง และเส้นแวง จากนั้นก็ได้นำเสนอเป็นตัวเลข โดยอ้างว่าได้ตัวเลขจากการวัดจริง
ในปี 1977 Robert R. Newton (1918-1991) ก็เป็นนักดาราศาสตร์อีกคนที่ได้เรียบเรียงตำราชื่อ “The crime of Claudius Ptolemy” โดยได้กล่าวหาเช่นเดียวกับ Delambre ว่า Ptolemy บิดเบือนข้อมูล นี่จึงเป็นกรณีที่คล้ายกับ Cyril Burt ที่ได้ใช้ข้อมูลผิด ๆ เพื่อสนับสนุนทฤษฎีที่ตนเชื่อ
บทเรียนที่ได้จากการศึกษากรณีเหล่านี้ คือ นักวิจัยจะต้องวัดจริง เห็นจริง และไม่เอาข้อมูลของคนอื่นมาใช้แทนการทดลองจริง เพราะถ้าข้อมูลดีเกินคาด ความเหลือเชื่อจะนำไปสู่การสงสัย และแม้ข้อมูลของคนที่ตนนำมาใช้นั้นจะมีศักดิ์ศรีสูงส่งสักปานใด แต่ข้อมูลก็ต้องได้รับการทำซ้ำ พิสูจน์ซ้ำ เพื่อจะได้นำทุกคนไปสู่ความจริงในที่สุด แม้ว่ากิจกรรมนั้น จะบรรลุไปแล้วกว่าพันปีก็ตาม
อ่านเพิ่มเติมจาก "Definitions of Fact, Theory, and Law in Scientific Work". 16 March 2016.
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์
+++++++++++++++++++++++++++++++++
แนะนำ E-book “100 นักฟิสิกส์พลิกโลก” เขียนโดย ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
อัจฉริยะ คือ บุคคลคุณภาพที่ทุกสังคมในโลกต้องการจะผลิตและมี เพราะบุคลากรที่มีความสามารถระดับพิเศษเหล่านี้ มีความสำคัญมากในการพลิกและเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืน ทั้งในด้านความคิด วิธีคิด และการเนรมิตความสะดวกสบายต่าง ๆ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยมนุษย์ในการต่อสู้ภัยพิบัติ และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้ยืนยงในโลกที่มีความซับซ้อนและความแปรปรวนสูง
การเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ นอกจากจะช่วยให้นักเรียน นิสิต ครูอาจารย์ และคนทั่วไป ได้เข้าใจความสำคัญของผลงานที่นักฟิสิกส์อัจฉริยะสร้างสรรค์แล้ว การเรียนรู้ประวัติยังช่วยผู้อ่านในการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีความมุ่งมั่นจะฟันฝ่าอุปสรรคและข้อจำกัดต่าง ๆ บนเส้นทางชีวิตที่จะนำตนไปสู่ความสำเร็จ อันจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง ครูอาจารย์ผู้สั่งสอนและบ่มเพาะความสามารถ ตลอดจนบิดามารดาผู้ให้กำเนิด และประเทศชาติที่ตนเป็นสมาชิกคนหนึ่ง ได้รู้สึกชื่นชมด้วย
ติดต่อผู้เขียนได้ที่


