xs
xsm
sm
md
lg

เกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์ที่ได้จากการอ่านจดหมายของบุคคลสำคัญ กับการคิดวิธีง่าย ๆ ในการสร้างจดหมายลับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน


พระราชหัตถเลขาที่จักรพรรดิ Napoleon ที่ 1 ทรงเขียนถึงพระราชินี Josephine (ซ้าย) กับคำแปล  “คุณชอบเป็นทุกข์ เพราะคุณคิดว่าฉันเป็นคนจิตใจโหดร้าย” (ขวา) ภาพจาก www.napoleon.org และ amatedynasty31



คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์มักเขียนลวดลายเป็นภาพวาดเหตุการณ์ ความนึกคิด และจินตนาการลงบนกระดาษ papyrus หรือหนังสัตว์ กระดูกสัตว์ ผนังถ้ำ เครื่องปั้นดินเผา และแผ่นดินเหนียวเป็นตัวอักษร เพื่อสื่อสารให้คนทั่วไปได้อ่านและคิด

หลังจากที่ชาว Mesopotamia รู้จักการประดิษฐ์อักษร เมื่อ 5,300 ปีก่อนแล้ว เนื้อหาในสื่อที่คนแถบนั้นนิยมเขียน มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับจำนวนสัตว์เลี้ยงที่มี ผลิตผลทางเกษตรกรรม และทรัพย์สินเงินทองที่มี เมื่อภาษามีวิวัฒนาการ ผู้คนก็เริ่มใช้การเขียนข้อความเพื่อสื่อสารถึงกัน เป็นการข้ามระยะทางในรูปของจดหมาย จากคนส่งถึงคนรับ โดยอาศัยการมีคนนำสาร

เช่น พ่อค้าชาว Mesopotamia ได้ส่งแผ่นจารึกที่มีภาษาเป็นอักษรรูปลิ่มไปถึงผู้รับที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร และได้เล่าเรื่องธุรกิจที่ทำ ความเป็นไปในครอบครัว การมีหนี้สิน การทะเลาะวิวาท และอื่น ๆ จดหมายบางฉบับมีซองดินเหนียวห่อหุ้มด้วย และมีชื่อของคนรับอยู่ปรากฏอยู่ที่บนซอง เพื่อป้องกันมิให้คนอื่นมาแอบอ่าน

จากแผ่นดินเหนียว วัสดุที่ใช้ในการเขียนจดหมายก็ได้เปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่น เช่น กระดาษ papyrus หนังสัตว์ และกระดาษธรรมดา จากนั้นความนิยมในการเขียนจดหมาย ก็ได้แพร่กระจายไปสู่อาณาจักรอียิปต์ กรีก และโรมัน ฯลฯ เพราะผู้คนเริ่มตระหนักได้ว่า เวลาผู้ได้รับจดหมายได้อ่านข้อความ เขาจะเข้าใจความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ของคนเขียนได้ดี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าผู้เขียนได้บรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่เขาเขียนจดหมายฉบับนั้นด้วย เนื้อหาในจดหมายก็จะกลายเป็นจารึกประวัติศาสตร์ และข้อมูลนั้นก็จะกลายเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สามารถส่งผ่านด้วยการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ จากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง เป็นการสื่อสารข้ามทั้งกาลเวลาและระยะทาง

คนแคระจากดินแดน Yam ที่ถูกนักสำรวจจับไปถวายเป็นนักเต้นรำในพระราชวังของฟาโรห์ Pepi ที่ 2  แห่งอาณาจักรอียิปต์ ภาพจาก http://www.ancient-origins.net/
นักประวัติศาสตร์ได้พบหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่า จดหมายที่โบราณที่สุด มีอายุประมาณ 4,300 ปี คือ พระราชหัตถเลขาของฟาโรห์ Pepi ที่ 2 แห่งอาณาจักรอียิปต์ ซึ่งพระองค์ทรงครองราชย์เมื่อ 2246-2152 ปีก่อนคริสตกาล สาระจดหมายฉบับนั้นมีใจความว่า พระองค์ทรงพระราชประสงค์จะให้นักสำรวจนาม Harkhuf รู้ว่า เวลาเขาเดินทางกลับจากดินแดน Yam (ซึ่งอาจจะเป็นประเทศ Nubia) ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของอียิปต์ในปัจจุบัน ให้นำคนแคระ (pygmy) ที่เป็นนักเต้นรำมาถวาย และให้นำคนเหล่านั้นกลับโดยทางเรือ เพื่อเป็นทาสรับใช้ในราชสำนัก

พระราชหัตถเลขาบนกระด าษ papyrus ที่พระนางคลีโอพัตราทรงเขียนถึงนักธุรกิจชาวโรมัน  ซึ่งเป็นพระสหายของ Mark Antony ภาพจาก www.reddit.com
สำหรับพระนาง Cleopatra (69-30 ปีก่อนคริสตกาล) แห่งอาณาจักรอียิปต์ ผู้ทรงมีความสัมพันธ์รักกับ Mark Antony ก็ได้ทรงบันทึกความรู้สึกของพระนางทางจดหมาย ที่เขียนเป็นภาษากรีก ซึ่งเป็นภาษาราชการ (เพราะอียิปต์ในเวลานั้น เป็นเมืองขึ้นของกรีก) ในจดหมายฉบับนั้นมีใจความที่กล่าวถึงการสู้รบของกองทัพอียิปต์ ภายใต้การนำของ Mark Antony กับกองทัพโรมัน ภายใต้การนำของจักรพรรดิ Augustus ที่แหลม Actium ในกรีซ ผลการรบปรากฏว่า กองทัพอียิปต์พ่ายแพ้ และทั้ง Mark Antony และ Cleopatra ก็ได้สิ้นพระชนม์ในเวลาไล่เลี่ยกัน ในเวลาต่อมาอาณาจักรอียิปต์ก็ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน

ด้านจักรพรรดิ Alexander มหาราช (356-323 ปีก่อนคริสตกาล) แห่งอาณาจักร Macedonia ผู้ทรงพิชิตอาณาจักรเปอร์เซีย กรีก และอียิปต์ ตลอดไปจนถึงอาณาจักรอินเดีย ก็ทรงโปรดให้ทหารม้านำพระราชสารของพระมารดามาให้พระองค์ทรงอ่านทุกวัน ตลอดเวลาที่เสด็จออกสงคราม

และในกรณีจักรพรรดิ Kangxi (1654–1722) แห่งราชวงศ์ Qing (ชิง) ของจีน ซึ่งทรงสนพระทัยในการศึกษาดาราศาสตร์กับคณิตศาสตร์มาก หลังจากที่ได้ทรงสดับจับฟังความรู้วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยจากบรรดามิชชันนารีที่นำมาเผยแพร่ศาสนาในจีน การที่ทรงรู้เรื่องของ Isaac Newton ทำให้มีตำนานเล่าว่า พระองค์ทรงส่งพระราชหัตถเลขาถึง Newton และทรงจ่าหน้าซองจดหมายเพียงว่า Mr. Newton, Europe แต่โลกไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่า Newton ได้รับจดหมายฉบับนั้นหรือไม่

ตามปกติเนื้อหาที่เขียนในจดหมายทั่วไป มักเป็นเรื่องส่วนตัวที่คนเขียนต้องการให้คนอ่านได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกของคนเขียนเพียงคนเดียว ให้เข้าใจความหมายและของการกระทำและให้รับรู้ความเป็นไปทุกเรื่อง และให้คนที่ได้รับจดหมายมีความผูกพันทางจิตใจกับคนเขียนเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้คนอื่นใดมาล่วงรู้เรื่องที่ตนเขียนเลย

พระนาง Mary Stuart พระราชินีแห่งสกอตแลนด์ ภาพจาก www.nationalgeographic.com
แต่ในกรณีของเจ้าหญิง Mary Stuart (1542-1587) ซึ่งเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้า James ที่ 4 แห่งราชอาณาจักรสกอตแลนด์ เมื่อสมเด็จพระราชบิดาเสด็จสวรรคต เจ้าหญิง Mary ได้เสด็จไปประทับที่ฝรั่งเศส เพื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับกษัตริย์ Francis ที่ 2 แห่งฝรั่งเศส เจ้าหญิงจึงทรงเป็นพระราชินีแห่งฝรั่งเศสด้วย แต่ทรงครองบัลลังก์ได้ไม่นาน เพราะพระสวามีทรงสิ้นพระชนม์ พระนางจึงเสด็จกลับสกอตแลนด์ในปี 1561 แต่เพราะพระนางทรงนับถือคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ในขณะที่ประชาชนชาวสกอตแลนด์ส่วนใหญ่นับถือคริสต์ศาสนา นิกายโปรแตสแตนท์ ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาชนจึงเกิดขึ้น ครั้นเมื่อนางได้เข้าพิธีสมรสกับ Lord Darnley (1545-1567) และพระสวามีคนที่สองทรงสิ้นพระชนม์ในสงคราม นางก็ได้ทรงสมรสใหม่กับ Earl of Bothwell (1535-1578) และทรงถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์แห่งสกอตแลนด์ เมื่อปี 1567 ให้พระโอรสของนางขึ้นครองราชย์แทน จากนั้นพระนาง Mary ก็เสด็จหนีไปอังกฤษ ในปี 1568 เพื่อทูลขอความช่วยเหลือจากสมเด็จพระราชินี Elizabeth ที่ 1 แห่งอาณาจักรอังกฤษ ผู้ทรงเป็นพระญาติชั้นลูกพี่ลูกน้อง แต่พระราชินี Elizabeth ที่ 1 ทรงไม่ไว้พระทัยของนาง Mary เพราะทรงคิดว่า พระนาง Mary จะอ้างถึงการมีสิทธิ์ในการขึ้นครองราชย์บัลลังก์ในอังกฤษ สมเด็จพระราชินี Elizabeth ที่ 1 จึงทรงจับพระนาง Mary ขังไว้ในคุก เป็นเวลานานถึง 19 ปี

พระราชินี Elizabeth ที่ 1 ภาพจาก Getty Images
ความคับแค้นใจที่ถูกกระทำนี้ ทำให้พระนาง Mary ทรงวางแผน จะปลงพระชนม์พระราชินี Elizabeth ที่ 1 ในปี 1586 ด้วยการส่งพระราชหัตถเลขาที่เขียนเป็นรหัสถึง Anthony Babington (1501-1586) ให้สังหารคนที่กักขังเธอ โดยใช้เพชฌฆาต 6 คน จดหมายฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม ปี 1586 ได้ถูกหน่วยสืบราชการลับของพระราชินี Elizabeth ที่ 1 ดักจับได้ เมื่อมีการถอดรหัส พระนาง Mary จึงถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 1587 ขณะมีพระชนมายุ 44 พรรษา โดยเพชฌฆาตใช้ขวานบั่นพระศอ จดหมายฉบับนั้นจึงได้ชื่อว่า “Gallows Letter” ซึ่งแปลว่า จดหมายตะแลงแกง

การประหารชีวิตได้เกิดขึ้นที่ปราสาท Fathering Hay ในวันประหารพระนาง Mary ทรงสวมชุดชั้นในสุดเป็นฉลองพระองค์สีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า พระนางทรงตกเป็นเหยื่อสังหารของพวกโปรแตสแตนท์

Gallows Letter หรือจดหมายตะแลงแกง ภาพจาก วิกิพีเดีย
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ หลังจากที่พระราชินี Elizabeth ที่ 1 สิ้นพระชนม์ในปี 1603 เพราะพระนางทรงเป็นโสด จึงไม่มีองค์รัชทายาทที่จะเป็นกษัตริย์อังกฤษองค์ต่อไป ดังนั้นโอรสของพระนาง Mary ก็ได้ขึ้นครองราชย์แทนในนาม สมเด็จพระเจ้า James ที่ 6 และพระองค์ได้ทรงจัดการรวบรวมอาณาจักรสกอตแลนด์กับอาณาจักรอังกฤษเข้าเป็นหนึ่งเดียวเรียก Kingdom of Great Britain ในปี 1707

การประหารพระนาง Mary Stuart ในปี 1572 ภาพจาก blog.historicenvironment.scot
ลุถึงปี 1612 สมเด็จพระเจ้า James ที่ 6 ก็ได้ทรงย้ายพระศพของพระมารดาที่เคยถูกฝังที่วิหาร Peterbrook ไปฝังที่มหาวิหาร Westminster ในลอนดอนแทน

ตัวอย่างจดหมายที่มีชื่อเสียงมากอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ จดหมายของ Napoleon Bonaparte (1769-1821) ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์และจอมทัพแห่งฝรั่งเศส ผู้ได้ขึ้นครองราชย์หลังจากปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี 1789

Napoleon Bonaparte เกิดที่เกาะ Corsica ซึ่งเคยอยู่ในความปกครองของอิตาลี และได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อปี 1769 Napoleon ได้เริ่มอาชีพโดยการเป็นทหาร และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนได้เป็นแม่ทัพ แล้วเป็นกษัตริย์ จากนั้นได้ทรงยกทัพไปบุกอิตาลี และประสบชัยชนะในปี 1799 เมื่อถึงปี 1804 ก็ได้ทรงสถาปนาพระองค์เป็นจักรพรรดิ Napoleon ที่ 1 และเริ่มปฏิรูปประเทศโดยการตราประมวลกฎหมาย Napoleon (Napoleon code) ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวสำหรับคนทุกคนในประเทศ และในทุกพื้นที่ โดยให้ทุกคนมีความเสมอภาคในฐานะที่เป็นพลเมืองของชาติ มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน มีเสรีภาพในการทำสัญญาจัดระเบียบเรื่องมรดกและความสัมพันธ์ นอกจากนี้ก็ไม่สนับสนุนให้กฎหมายขึ้นกับสถาบันศาสนาเพียงอย่างเดียวด้วย

ในด้านการทหาร พระองค์ทรงมีชัยในการทำสงครามหลายครั้ง แต่เมื่อพระองค์ทรงยกกองทัพบุกรัสเซีย ในปี 1812 กองทัพของพระองค์ทรงปราชัย เพราะความหนาวและการขาดแคลนอาหารของทหาร จึงทรงถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ในปี 1814 และทรงถูกเนรเทศไปประทับที่เกาะ Elba ประมาณ 10 เดือน แต่ทรงหนีออกมาได้ และได้ขึ้นครองราชย์อีกครั้งหนึ่งในปี 1815 พระองค์ก็ทรงออกศึกต่อสู้กับกองทัพอังกฤษอีก และทรงปราชัยในการทำสงครามที่ Waterloo เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ปี 1815 และทรงถูกเนรเทศไปประทับที่เกาะ Saint Helena ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก อีก 6 ปีต่อมาก็ทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ปี 1821 ขณะมีพระชนม์อายุ 51 พรรษา

เกาะ Elba (ซ้าย) กับเกาะ Saint Helena (ขวา) เป็นสถานที่ที่ Napoleon ทรงถูกเนรเทศไปครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ตามลำดับ ภาพจาก Encyclop?dia Britannica, Inc.
ขณะทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระราชินี Josephine ร่วม 200 ฉบับ โดยเนื้อหาในจดหมายเหล่านั้น มีข้อความทางประวัติศาสตร์ ความรู้สึกรักและความคิดถึงที่พระองค์ทรงมีต่อพระนาง Josephine มาก มีการบรรยายความเศร้า ความสำเร็จ ความหดหู่ในยามที่พระองค์ทรงอยู่ห่างไกลจากพระนาง และทรงเขียนข้อความในจดหมายด้วยถ้อยคำที่มีความรู้สึกลึกซึ้ง เช่น

“วันใดที่คุณเลิกรักผม หรือรักผมน้อยลง วันนั้นก็จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตผม”

“ผมไม่ขอให้คุณรักผมจนตราบชั่วนิจนิรันดร์ และคุณอาจจะนอกใจผมก็ได้ แต่ผมขอเพียงให้คุณมีความจริงใจกับผมก็พอ”

หรือเวลาใดที่จดหมายจาก Josephine มาถึง Napoleon ช้า พระองค์จะทรงมีพระอารมณ์หงุดหงิดและผิดหวัง แล้วพระองค์ก็จะทรงสารภาพต่อ Josephine ว่า ทั้ง ๆ ที่สงครามก็กำลังดำเนินอยู่ แต่พระองค์ก็ทรงรู้สึกหนักพระทัยยิ่งกว่า เมื่อไม่ได้รับข่าวคราวจาก Josephine เลย นี่คือจดหมายที่แสดงความรู้สึกด้านอ่อนโยนของจอมทัพผู้ที่ใคร ๆ ก็คิดว่าเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว ในที่สุดพระองค์ก็ทรงสารภาพต่อ Josephine ว่า Josephine เป็นทั้งความสุขและความทุกข์ของพระองค์ในเวลาเดียวกัน

ภาพวาดแสดงพิธีราชาภิเษกของจักรพรรดิ Napoleon ที่ 1 และพิธีสวมมงกุฎของพระราชินี Josephine ที่มหาวิหาร Notre Dame ในกรุง Paris เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี 1804 ซึ่งวาดโดย Jacques-Louis David ภาพจาก www.napoleon.org
พระราชหัตถเลขาที่ Napoleon ทรงเขียนถึง Josephine ในบางปี หนึ่งมีมากถึง 200 ฉบับ และทรงเขียนในช่วงปี 1796-1812 ทั้ง ๆ ที่ชื่อจริงของเธอมิใช่ Josephine แต่เป็นชื่อ Marie-Josèphe-Rose Tascher de La Pagerie หรือที่คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่า Rose แต่ Napoleon ทรงเรียกชื่อเธอว่า Josephine และชื่อนี้ก็ได้กลายเป็นชื่อที่คนทั้งโลกทุกวันนี้รู้จักเธอ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ปี 2004 ที่โรงแรม Drouot ใน Paris ได้มีการนำเอกสารที่ Napoleon ทรงเขียนออกประมูล เอกสารที่มี 84 หน้านี้ มีบทความที่ Napoleon ทรงเขียน 40 หน้า และอีก 44 หน้าเป็นเอกสารที่คนอื่นเขียน ผลการประมูลปรากฏว่า มีคนซื้อเอกสารนี้ไปในราคา 250,000 ยูโร (หรือประมาณ 15 ล้านบาท)

บันทึกความทรงจำของ Napoleon ที่ 1 ภาพจาก sanchosrarebooks.co.uk
วงการวรรณกรรมได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในบทความ 13 หน้าแรก ที่ Napoleon เขียน พระองค์ได้ทรงเขียนเนื้อหาหลายเรื่อง เช่น การวางแผนว่าจะทรงเขียนบันทึกจากความทรงจำ จากเหตุการณ์ทางทหารที่เกิดในสงคราม ความเป็นไปทางการเมืองในช่วงปี 1800-1802 การออกกฎหมายใหม่ การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ตลอดจนถึงได้มีความพยายามจะลอบสังหารพระองค์ด้วยการวางยาพิษ ที่ Rue Saint Nicaise อีกทั้งยังได้กล่าวถึง คนที่วางแผนจะล้มล้างการปกครองของพระองค์ด้วย

ในประเด็นที่ตามมา คือ ได้มีการกล่าวถึงความล้มเหลวในการทำสงครามที่อิตาลี เมื่อปี 1799 ซึ่งในเวลานั้นพระองค์ทรงประทับอยู่ที่อียิปต์ และได้ทรงพูดถึงการยึดครองเมือง Genoa ที่อิตาลี ตลอดจนกล่าวถึงการสู้รบในรัสเซียและออสเตรีย

การได้อ่านบันทึกของ Napoleon ทำให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีคิดและจิตสำนึกของ Napoleon ดีขึ้นมาก เช่นรู้ว่า เวลาได้อ่านข่าวแม่ทัพ Hannibal ยกกองทัพข้ามเทือกเขา Alps Napoleon ได้ทรงมีจินตนาการว่า พระองค์เป็น Hannibal และถ้าพระองค์อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น พระองค์จะทรงทำอะไร และอย่างไรบ้าง

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่ได้จากการอ่านเอกสารนี้ คือ มันเป็นต้นฉบับที่ Napoleon ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์จริง ๆ เพราะมีทั้งการขีดฆ่าคำผิด การใช้ตัวอักษรสะกดคำผิด และการใช้คำหลายคำที่ไม่เหมาะสม เพราะพระองค์มิได้ทรงเป็นชาวฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ 100% คือ มีเชื้อชาติอิตาเลียนเล็กน้อย เอกสารนี้จึงมีความแตกต่างจากเอกสารที่ตีพิมพ์ เพราะได้รับการแก้ไขโดยกองบรรณาธิการหนังสือก่อนจะเผยแพร่

การวิเคราะห์สไตล์การใช้ภาษาฝรั่งเศสของ Napoleon ทำให้เรารู้ว่า พระองค์ทรงไม่ถนัด เพราะพระองค์ทรงใช้ภาษาของชาวเกาะ Corsica ที่ไม่ใช่ภาษาฝรั่งเศสของชนชั้นสูง ดังนั้นจึงมีที่ใช้คำผิด และมีการสะกดคำผิดมากมาย เอกสารฉบับนี้ได้ถูกนำออกเผยแพร่ในลักษณะที่ไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ เลย เมื่อปี 1823 ซึ่งเป็นเวลา 2 ปี หลังจากที่ Napoleon ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว
ในตอนท้ายของเอกสาร พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงว่า พระองค์ใกล้จะเสด็จสวรรคตแล้ว เพราะถูกกลุ่มศักดินาในราชวงศ์อังกฤษวางแผนจะสังหาร และได้ทรงกล่าวถึงวาระสุดท้ายว่า ให้นำแม่ทัพคนสนิทนาม C.T. Marquis de Montholon มาจดคำอำลาโลกของพระองค์

Napoleon ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นโรคเดียวกับโรคที่ได้คร่าชีวิตพระราชบิดา แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนในเวลาต่อมาคิดว่า พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยการถูกวางยาพิษ (สารหนู) โดยฝีมือของอริราชศัตรู เพราะคนเหล่านั้นคิดว่า Napoleon อาจจะหวนกลับมาปกครองฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง เหมือนครั้งที่ทรงหลบหนีจากเกาะ Elba ได้ ดังนั้นถ้า Napoleon สิ้นพระชนม์เมื่อใด ยุโรปทั้งทวีปก็จะอยู่เย็นเป็นสุขเมื่อนั้น

เมื่อจดหมายธรรมดาทั่วไป เป็นจดหมายที่เขียนให้ใครก็ตามอ่าน สามารถจะเข้าใจได้อย่างไม่บิดเบือน แต่ในบางเวลาคนเราก็มีความลับ เช่น ในองค์กรทหาร หรือธนาคาร หรือหน่วยสอบสวนราชการลับ สังคมประเภทนี้จำเป็นจะต้องมีการสื่อสารด้วยข้อความต่าง ๆ ที่เป็นความลับ เพื่อไม่ให้ใครคนอื่นได้ล่วงรู้ และความต้องการนี้ ก็ได้ผลักดันให้เกิดวิทยาการสาขาเข้ารหัส (cryptography) ซึ่งคำนี้มาจากคำในภาษากรีก ว่า crypt ที่แปลว่า “ทำให้ลับ” หรือ “เข้ารหัส” และ graphy ที่แปลว่า “การเขียน”

จักรพรรดิ Julius Caesar ถูกบรรดาวุฒิสมาชิกในกรุงโรมสังหาร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 44 ปีก่อนคริสตกาล ภาพจาก Public domain, via Wikimedia Commons
ดังที่ประวัติศาสตร์ได้มีจารึกว่า เมื่อ 100 ปีก่อนคริสตกาล จอมเผด็จการและจอมทัพโรมันนาม Julius Caesar (100–44 ปีก่อนคริสตกาล) ในบางเวลาได้เขียนคำบัญชา โดยใช้รหัส เช่น เขียนคำว่า ATTACK AT DAWN (ซึ่งแปลว่า ให้โจมตี เมื่อยามฟ้าสาง) แต่ถ้าเขียนตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถ้าข้าศึกได้อ่านคำสั่งนี้ พวกเขาก็จะรู้ตัว ซึ่งจะทำให้การโจมตีมิได้ผล ดังนั้น Caesar จึงแปลงคำสั่งเป็นรหัสว่า XQQXZH XQ AXTK ที่ใคร ๆ ก็อ่านไม่รู้เรื่อง

จนกระทั่งรู้ว่า รหัสนี้ได้มาจากการย้ายตำแหน่งของตัวอักษรดังต่อไปนี้ คือ

รหัสของ Caesar ได้แทนอักษร A B C D E F G H I ด้วย X Y Z A B C D E F ตามลำดับ ภาพจาก www.scribd.com
แต่รหัสนี้ เป็นรหัสที่ไม่ยากสำหรับศัตรูที่จะถอดความ เพราะนักถอดรหัสมักจะสังเกตเห็นความเป็นระเบียบของตัวอักษรว่า เกิดจากการย้ายตำแหน่งของตัวอักษรเท่านั้นเอง

Blaise de Vigen?re ภาพจาก alchetron.com
ดังนั้น จึงได้มีความพยายามจะสร้างรหัสที่ยากในการถอดให้มากขึ้น เช่น คริสต์ศตวรรษที่ 16 Blaise de Vigenère (1523–1596) นักสร้างรหัสชาวฝรั่งเศส ได้สร้างรหัสแบบ Vigenere ด้วยการนำคำที่เป็นกุญแจ (key) เข้ามาใช้ในการเปลี่ยนอักษรในต้นฉบับ ดังนั้นคนที่จะอ่านรหัส จะต้องมีกุญแจที่คนเขียนใช้ เพื่อจะได้เข้าใจความหมายที่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อข้อความที่ใช้ส่ง คือ ATTACK AT DAWN และรหัสแบบ Vigenere ได้กำหนดให้ใช้กุญแจ คือ LEMONL EM ONLE ผลก็จะได้รหัสเป็น LXFOPV EF RNHR ซึ่งเป็นภาษาที่ไม่มีใครอ่านรู้เรื่อง ถ้าไม่รู้กุญแจ

ตาราง Vigen?re ที่ใช้ส่งข้อความว่า T H A N K Y O U โดยใช้กุญแจ C O V E R C O V E R ได้รหัสเป็น V V V R B A C P โดยใช้การเรียงอักษรจาก A ถึง Z ในแนวนอนและแนวดิ่ง จากนั้นก็ดูอักษร T ในแถวบนตามแนวนอน และดูอักษร C ในแถวแรกของแนวดิ่ง จุดตัดของเส้นที่ลากผ่าน T และ C คืออักษร V เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ภาพจาก Encyclop?dia Britannica, Inc.
ความยากลำบากในการส่งรหัสแบบนี้ก็คือ มีการเพิ่ม “กุญแจ” เข้ามาในการสร้างจดหมายลับ และนี่ก็คือ ความลับ ที่ผู้ส่งและผู้รับจะต้องใช้กุญแจเดียวกัน จึงจะสื่อสารถึงกันได้

ปัจจุบัน โลกมีการสร้างรหัสแบบ quantum แล้ว และจะกล่าวถึงเทคโนโลยี quantum information กับ quantum cryptography ในโอกาสหน้า

อ่านเพิ่มเติมจาก
1. Yuen, H. P. (31 July 2009). Physical Cryptography: A New Approach to Key Generation and Direct Encryption (PDF) (PhD thesis).
2. Quantum Key Distribution (QKD) and Quantum Cryptography (QC)". National Security Agency. Retrieved 16 July 2022. Public Domain This article incorporates text from this source, which is in the public domain.


ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์

+++++++++++++++++++++++++++++++++

แนะนำ E-book “100 นักฟิสิกส์พลิกโลก” เขียนโดศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน


อัจฉริยะ คือ บุคคลคุณภาพที่ทุกสังคมในโลกต้องการจะผลิตและมี เพราะบุคลากรที่มีความสามารถระดับพิเศษเหล่านี้ มีความสำคัญมากในการพลิกและเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืน ทั้งในด้านความคิด วิธีคิด และการเนรมิตความสะดวกสบายต่าง ๆ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยมนุษย์ในการต่อสู้ภัยพิบัติ และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้ยืนยงในโลกที่มีความซับซ้อนและความแปรปรวนสูง

การเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ นอกจากจะช่วยให้นักเรียน นิสิต ครูอาจารย์ และคนทั่วไป ได้เข้าใจความสำคัญของผลงานที่นักฟิสิกส์อัจฉริยะสร้างสรรค์แล้ว การเรียนรู้ประวัติยังช่วยผู้อ่านในการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีความมุ่งมั่นจะฟันฝ่าอุปสรรคและข้อจำกัดต่าง ๆ บนเส้นทางชีวิตที่จะนำตนไปสู่ความสำเร็จ อันจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง ครูอาจารย์ผู้สั่งสอนและบ่มเพาะความสามารถ ตลอดจนบิดามารดาผู้ให้กำเนิด และประเทศชาติที่ตนเป็นสมาชิกคนหนึ่ง ได้รู้สึกชื่นชมด้วย

ติดต่อผู้เขียนได้ที่ [email protected]