หากมีคนถามคุณว่า คุณต้องการจะไปเยือนดินแดนที่ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์เลย ตลอดเวลานับพันล้านปี และที่นั่นมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -248 องศาเซลเซียส ถึง -225 องศาเซลเซียส
คำตอบก็คงเป็นว่า ไม่ครับ/ค่ะ ขอบคุณ
แต่นี่ก็คือสถานที่ที่นักวิทยาศาสตร์จากจีน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ ได้ส่งยานอวกาศไปโคจรผ่านเพื่อถ่ายรูปและพุ่งชน ตลอดจนแสวงหาสถานที่ ๆ จะลงจอด
ในภาพรวมสถานที่นี้อยู่ห่างจากโลกตั้งแต่ 323,300-405,500 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาการเดินทางด้วยจรวดนาน 3 วัน อีกทั้งเป็นบริเวณที่มีหลุมอุกกาบาต หุบเหว และเนินสูงมากมาย และที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์มีแอ่งชื่อ South Pole Aitken Basin ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 2,500 กิโลเมตร และมีความลึกโดยเฉลี่ยเท่ากับ 10 กิโลเมตร นอกจากนี้ที่ขอบแอ่งก็เป็นเนินสูงจากก้นแอ่งถึง 18 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงจากขอบฟ้าไม่เกิน 2 องศาเหนือขั้วใต้ของดวงจันทร์ ด้วยเหตุนี้เงามืดภายในหลุมจึงมีอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ และนั่นก็หมายความว่า ยานใด ๆ ที่จะส่งไปดวงจันทร์ที่ในแอ่ง Aitken จะไม่สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการทำงานได้เลย
แม้จะเป็นสถานที่ที่หนาวเย็นมหาโหด จนสิ่งมีชีวิตขั้นสูงก็ไม่สามารถเจริญพันธุ์ได้ แต่สถานที่นี้ก็มีน้ำแข็ง (water ice) มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง ก๊าซมีเทนแข็ง และก๊าซแอมโมเนียแข็ง ที่ได้ปะปนอยู่กับหินและดินบนดวงจันทร์ ซึ่งน้ำแข็งเหล่านี้สามารถเป็นเชื้อเพลิงให้มนุษย์อวกาศที่จะไปทำงานบนดวงจันทร์ได้มีโอกาสใช้
เพราะบนดวงจันทร์ไม่มีบรรยายกาศใด ๆ เลย ดังนั้นรังสี cosmic ที่มาจากอวกาศอันไกลโพ้น จึงสามารถพุ่งชนมนุษย์อวกาศที่กำลังทำงานที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ จนทำให้มนุษย์อวกาศที่ไม่สวมชุดอวกาศเป็นอันตรายถึงชีวิต
แม้ดวงจันทร์จะถือกำเนิดภายหลังโลกประมาณ 200 ล้านปี จากการถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เท่าดาวอังคารพุ่งชน แต่มนุษย์ก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติทุกประเด็นบนดวงจันทร์ เราไม่เข้าใจว่าเหตุใด ดาวเคราะห์ที่อยู่วงใน เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร จึงมีดวงจันทร์ ศูนย์ดวง ศูนย์ดวง หนึ่งดวง และสองดวง ตามลำดับ แต่ดาวเคราะห์วงนอก เช่น ดาวพฤหัสบดี มีดวงจันทร์มากถึง 115 ดวง และดาวเสาร์มีดวงจันทร์มากถึง 295 ดวง
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้ว่าเชื้อรา (fungi) ที่มีบนโลกสามารถเจริญเติบโตและสืบพันธุ์บนดวงจันทร์ได้หรือไม่ เพราะถ้าสืบพันธุ์ได้ นั่นหมายความว่าสิ่งมีชีวิตสามารถจะอุบัติได้บนดวงจันทร์ ดังนั้นมนุษย์โลกจะต้องพยายามไม่ให้มีการนำเชื้อราจากโลกติดไปกับจรวดที่พุ่งชนดวงจันทร์
ความสำคัญอีกประการหนึ่งของดวงจันทร์ที่มีต่อวงการวิทยาศาสตร์ คือ ด้านของดวงจันทร์ที่หันออกจากโลกตลอดเวลา เป็นด้านไกลที่ไม่มีใครเคยเห็น จนกระทั่งมนุษย์อวกาศได้ถูกส่งไปโคจรอ้อมดวงจันทร์ในโครงการ Apollo 8 ของสหรัฐอเมริกา การมีจานโทรทัศน์วิทยุติดตั้งบนด้านไกลของดวงจันทร์ จะทำให้จานโทรทัศน์ไม่มีวันได้รับคลื่นวิทยุใด ๆ รบกวน ด้วยเหตุนี้ดวงจันทร์จึงเป็นสถานที่วิเศษที่นักดาราศาสตร์จะศึกษาดาราศาสตร์วิทยุ (radio astronomy)
แม้มนุษย์จะได้เห็นดวงจันทร์มานานหลายล้านปี แต่มนุษย์ก็ได้เริ่มศึกษาดวงจันทร์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 1609 นี้เอง เมื่อ Galileo Galilei (1564-1642) ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ชาวอิตาลี แห่งมหาวิทยาลัย Padua ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่เขาสร้าง เห็นผิวดวงจันทร์มีสีกระดำกระด่าง คือ มืดบ้าง สลัวบ้าง และสว่างบ้าง Galileo จึงมีจินตนาการว่า ผิวเรียบ คือ ทะเล และบริเวณมืด คือ ภูเขาและหุบเหว เหมือนภูมิทัศน์บนโลก Galileo จึงวาดภาพสเก็ตช์ของผิวดวงจันทร์ลงในหนังสือ Sidereus Nuncius (Starry Messenger) พร้อมกันนั้นก็ได้วาดภาพแผนที่ของดวงจันทร์อย่างหยาบ ๆ ลงในหนังสือด้วย ในปี 1610 (รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ) ผลงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของ Galileo คือ การได้พบดวงจันทร์ 4 ดวง ของดาวพฤหัสบดี
อย่างไรก็ตามในเวลาไล่เลี่ยกัน Simon Marius (1573-1624) ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ก็ได้เห็นดวงจันทร์ทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดีด้วย
อีก 350 ปีต่อมา นักดาราศาสตร์จึงได้เริ่มสำรวจดวงจันทร์อย่างเป็นระบบ
ในวันที่ 4 มกราคม ปี 1959 รัสเซียได้ส่งยานอวกาศ Luna 1 โคจรผ่านดวงจันทร์ ที่ระยะห่าง 6,000 กิโลเมตร และพุ่งไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ Luna 1 จึงเป็นวัตถุชิ้นแรกที่มนุษย์สร้าง ซึ่งได้ไปโคจรรอบดวงอาทิตย์เสมือนเป็นดาวเทียม
ในเดือนตุลาคม ปี 1959 รัสเซียได้ส่งยาน Luna 3 ไปโคจรอ้อมไปทางด้านหลังดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
ในเดือนมกราคม ปี 1966 รัสเซียส่งยาน Luna 9 ไปลงจอดบนดวงจันทร์ได้เป็นผลสำเร็จ
ในเดือนธันวาคม ปี 1968 ยาน Apollo 8 ได้นำมนุษย์อวกาศ Frank Borman, Jim Lovell และ William Anders ไปโคจรอ้อมดวงจันทร์ ทั้งสามจึงเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้เห็นด้านหลังของดวงจันทร์ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
ในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1969 ยาน Apollo 11 ได้นำมนุษย์อวกาศ 2 คน ชื่อ Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ไปลงสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก และมี Michael Collins โคจรคอยรับมนุษย์อวกาศทั้งสองเหนือดวงจันทร์
ในปี 1970 ยาน Luna 16 ของรัสเซีย ได้นำหินและดินบนดวงจันทร์กลับโลก
เดือนเมษายน ปี 1972 ยาน Apollo 16 ของสหรัฐอเมริกา ได้นำดินและหินหนัก 93.9 กิโลกรัมกลับโลก
เดือนธันวาคม ปี 1972 ยาน Apollo 17 นำมนุษย์อวกาศชุดสุดท้ายลงไปสำรวจดวงจันทร์ ทำให้ NASA มีมนุษย์อวกาศทั้งหมด 12 คน ที่ได้เดินไปเหยียบย่ำบนดวงจันทร์
ในปี 1990 ยาน Hiten ของญี่ปุ่น ได้พุ่งชนดวงจันทร์ ญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่สาม (หลังรัสเซียและสหรัฐฯ) ที่ประสบความสำเร็จในการยิงจรวดจากโลกถึงดวงจันทร์
ในปี 1994 ยาน Clementine ของสหรัฐฯ ได้ถ่ายภาพผิวของดวงจันทร์ที่บริเวณขั้วใต้ โดยใช้แสงที่มีความยาวคลื่นต่าง ๆ และ “เห็น” ที่บริเวณนั้นมีน้ำแข็ง
ในปี 2007 ดาวเทียม Kaguya ของญี่ปุ่น ที่ถูกส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ได้ทำแผนที่ภูมิศาสตร์ของดวงจันทร์ เพื่อใช้ค้นหาแร่มีค่าชนิดต่าง ๆ โดยการถ่ายภาพด้วยรังสี UV (ultraviolet) และรังสี IR (infrared)
ลุถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2007 จีนได้ส่งยานอวกาศ Chang'e 1 พุ่งชนดวงจันทร์อย่างจงใจ
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2008 อินเดียได้ส่งยาน Chandrayaan 1 เข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ แต่ยานประสบอุบัติเหตุตก โดยก่อนยานจะพุ่งชนผิว ยานได้บันทึกภาพการเห็นโมเลกุลของน้ำและ hydroxyl ที่บริเวณใกล้ผิวดวงจันทร์
ในเดือนธันวาคม ปี 2013 ยาน Chang'e 3 ของจีน ได้โคจรไปลงจอดบนด้านหลังของดวงจันทร์ และเห็นชั้นดินที่มีสภาพเหมือนลาวาจากภูเขาไฟ
ในเดือนธันวาคม ปี 2022 KPLO (Korea Pathfinder Lunar Orbiter) หรือ ดานูริ (Danuri) เป็นยานอวกาศของประเทศเกาหลีใต้ลำแรกที่ถูกส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์
ในเดือนมกราคม ปี 2024 ญี่ปุ่นได้ส่งยาน SLIM (Smart Lander for Investigating Moon) ไปลงจอดบนดวงจันทร์ ญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่ 5 ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางด้วยจรวดถึงดวงจันทร์
ในเดือนมิถุนายน ปี 2024 ยาน Chang'e 6 ของจีน ได้ลงจอดที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ ในบริเวณแอ่ง Aitken
ในเดือนเมษายน ปี 2026 สหรัฐฯ ได้ส่งมนุษย์อวกาศ 4 คน ไปในยาน Artemis 2 เพื่อโคจรรอบดวงจันทร์ แล้ววกกลับโลก โดยไม่ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ การเดินทางครั้งนั้นใช้เวลาทั้งหมด 9 วัน
และในเดือนสิงหาคม ปี 2026 จีนได้ประกาศเลื่อนการส่งยาน Chang'e 7 ที่จะนำอุปกรณ์วัดทิศทางและพลังงานของรังสี cosmic ของนักวิทยาศาสตร์ไทยขึ้นไปด้วย โดยคาดว่าจะส่งยานขึ้นไปในปี 2027
โครงการ Change’e 7 มีโครงการร่วมมือระหว่างไทยกับจีน ที่มีชื่อเต็มว่า Chang'e 7 MATCH จากคำเต็มว่า Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope (คำว่า Hodoscope มีรากศัพท์มาจากคำ hodos ซึ่งแปลว่า เส้นทาง และคำว่า skopein ที่แปลว่า สังเกต ฉะนั้น Hodoscope จึงแปลว่า อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับทิศทางของอนุภาค เพื่อคำนวณพลังงาน ตลอดจนความเข้มของรังสีที่อุปกรณ์ได้รับ) อุปกรณ์นี้ ที่สร้างโดยนักวิทยาศาสตร์ไทย-จีนจะถูกนำไปติดตั้งบนยาน Chang'e 7
ยาน Chang'e 7 มีองค์ประกอบ 4 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่
1. orbiter ที่จะถูกส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ ยานจึงเป็นเสมือนดาวเทียมที่ทำงานโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ บน orbiter ยังมีอุปกรณ์ remote sensing ที่ใช้ laser ทำแผนที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อค้นหาน้ำ ไฮโดรเจน โพแทสเซียม แร่หายาก และฟอสฟอรัส และมีอุปกรณ์ตรวจวัดสนามแม่เหล็กของดวงจันทร์ มีกล้องถ่ายภาพสามมิติ มีเรดาร์ มีอุปกรณ์ spectroscope ที่ทำงานโดยใช้รังสีอินฟราเรด มีอุปกรณ์รับรังสีแกมมา และอนุภาคนิวตรอนจากอวกาศที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการจะศึกษา
2. lander คือ ยานหุ่นยนต์ที่ลงจอดมีสี่ขา สำหรับใช้เดินไปทบนผิวดวงจันทร์ บนยานมีกล้องถ่ายภาพ มีอุปกรณ์วัดความรุนแรงของปรากฏการณ์แผ่นดินไหวด้วย
3. rover คือ ยานขนาดเล็กที่จะแยกตัวออกจาก lander เพื่อขับผ่านบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ บน rover มีเรดาร์และอุปกรณ์ magnetometer ที่ใช้วัดสนามแม่เหล็ก มีอุปกรณ์ Raman spectrometer ที่ใช้วัดปริมาณสสารที่ระเหยง่าย เช่น น้ำแข็ง หรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง ตลอดจนใช้ศึกษาองค์ประกอบของสารเหล่านี้ ทั้งที่อยู่บนผิวและใต้ผิว เป็นระยะทางลึกประมาณ 1 เมตร
4. hopper คือ ยานกระโดด ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์หุ่นยนต์ที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นที่สุด เพราะมี 6 ขา ยานนี้สามารถกระโดดเป็นระยะทางสั้น ๆ ได้ ขาทั้ง 6 ของยานจะช่วยในการทรงตัว เวลาไต่ไปในพื้นที่ชัน โดยไม่ล้มคว่ำ เพื่อจะลงไปในส่วนที่ลึกของแอ่งอุกกาบาต เป็นบริเวณที่มีเงามืดปกคลุมอยู่ตลอดเวลา และไม่มีแสงแดด ดังนั้นยานจึงต้องได้รับการออกแบบให้ทำงานได้ โดยไม่ต้องใช้แสงอาทิตย์ บน hopper มีอุปกรณ์วิเคราะห์น้ำ/ดินบนดวงจันทร์ด้วย
ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการศึกษาจะถูกนำส่งไปยังยาน Queqiao 2 (เชวเฉียวสอง) ที่กำลังโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ เพื่อส่งข้อมูลทั้งหลายกลับโลก
อุปกรณ์ MATCH เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบและสร้างโดยทีมนักดาราศาสตร์ไทยของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษารังสี cosmic พลังงานสูง เช่น electron ที่มีพลังงานตั้งแต่ 1-120 MeV (MeV = 1,000,000 electron vol) proton ที่มีพลังงาน 28-100 MeV อนุภาคแอลฟา ที่มีพลังงาน 60-400 MeV อุปกรณ์ MATCH มีมวลทั้งหมด 4.85 กิโลกรัม และเป็น 1 ใน 6 ของอุปกรณ์ที่ได้รับการติดตั้งในยาน orbiter
นอกจากนี้ยาน orbiter ยังมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ประดิษฐ์โดยนักวิทยาศาสตร์ 6 ชาติ ซึ่งได้แก่ Egypt, Bahrain, Switzerland, Italy, Russia และ Thailand
โดยโครงการของอิตาลีนั้นจะทำหน้าที่วัดระยะทางที่ยานโคจรเหนือผิวดวงจันทร์ เพื่อศึกษาความแปรปรวนของสนามโน้มถ่วงและสนามแม่เหล็ก อุปกรณ์ของ Russia จะศึกษาฝุ่นและละอองดินบนดวงจันทร์ ส่วนอุปกรณ์ของ Switzerland จะวัดรังสีที่สะท้อนจากโลกสู่ดวงจันทร์ นั่นหมายความว่าอุปกรณ์ MATCH ของไทยจะสำรวจสภาพอากาศเหนือดวงจันทร์ ที่จะรับรังสี cosmic และอนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศ ว่ามีมากเพียงใด เมื่อใด รุนแรงเพียงใดในระยะยาวเป็นปี เพื่อจะให้รู้ว่ามนุษย์อวกาศที่ทำงานอยู่บนผิวดวงจันทร์จะปลอดภัยหรือมีภัยเมื่อใด
นักวิทยาศาสตร์ได้รู้มานานร่วม 100 ปีแล้วว่า โลกได้รับรังสี cosmic จากอวกาศในปริมาณมากตลอดเวลา แต่เพราะโลกมีบรรยากาศและสนามแม่เหล็กห่อหุ้ม ดังนั้นมนุษย์จึงปลอดภัย แต่บนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศใด ๆ เลย ดังนั้นเราจึงไม่รู้ภัยจากรังสี cosmic บนดวงจันทร์ว่าจะรุนแรงเพียงใด
ในปี 1912 Victor Hess (1883-1964) ในวัย 29 ปี ได้พบรังสี cosmic เขาจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัย Graz ในออสเตรีย และได้อพยพมาสหรัฐอเมริกา เพื่อทำงานวิจัยกับ Paul Drude (1863-1906) ผู้ให้สัญลักษณ์ของเร็วแสงว่า c และได้ล้มป่วยในภายหลังด้วยโรคซึมเศร้า จึงฆ่าตัวตาย
ในสมัยนั้น Pierre และ Marie Currie ผู้ศึกษาธรรมชาติของปรากฏการณ์กัมมันตรังสี อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันทั้งโลก และยิ่งเมื่อได้เห็นอุปกรณ์ electroscope ที่ประกอบด้วยแผ่นทองคำเปลวสองแผ่น เวลามีประจุจะแยกออกจากกัน แต่เวลาทิ้งไว้นาน ๆ ประจุจะหายไป ทำให้แผ่นหุบเข้า แทนที่จะกางออก อุปกรณ์นี้จึงใช้สำหรับการทดสอบการมีหรือไม่มีรังสี และ Hess ได้พบว่า ถ้านำอุปกรณ์ขึ้นที่สูง ปริมาณรังสีที่อุปกรณ์ได้รับน่าจะลดลง เช่น ที่ระยะสูง 10 เมตรเหนือพื้นดิน ปริมาณรังสีจะลดลงถึง 85% และที่สูง 1 กิโลเมตร ปริมาณรังสีน่าจะลดลงเหลือ 0.1 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อ Hess โดยสารไปในบอลลูนที่ระยะสูง เขากลับพบว่าปริมาณรังสีที่อุปกรณ์ electroscope ได้รับยิ่งมาก นั่นแสดงว่า ยิ่งสูง ยิ่งมีรังสีที่ตามองไม่เห็นในปริมาณมาก
เมื่อเขาต้องการจะรู้ที่มาของรังสีเหล่านี้ จึงโดยสารขึ้นบอลลูนในเวลากลางคืน และก็พบในทำนองเดียวกันว่า ที่ยิ่งสูงยิ่งมีรังสีมาก ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงไม่ใช่แหล่งที่มาของรังสีที่เขาสงสัย เช่น ที่ระยะสูง 1-2 กิโลเมตร เขาวัดค่ารังสีจากอวกาศได้ปริมาณหนึ่ง แต่ที่ระยะสูงกว่า 5 กิโลเมตร ปริมาณรังสีจะพบมากเป็น 2 เท่า ของค่าที่วัดได้เดิม
Hess ยังได้ขึ้นบอลลูน เพื่อตรวจรับรังสีจากอวกาศขณะเกิดสุริยุปราคาด้วย และพบว่าปริมาณรังสีก็ยังมากเหมือนเดิม ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงไม่ใช่ตัวกลางของรังสีที่ electroscope ได้รับ
ในปี 1913 Hess จึงสรุปว่า รังสีไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่มาจากนอกโลก คือ จากอวกาศ อีก 10 ปีต่อมา Robert Millikan (1868-1953) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1923 จึงเรียกชื่อรังสีลึกลับนี้ว่า รังสี cosmic ทั้งที่มันไม่ใช่รังสี แต่เป็นอนุภาคที่มีพลังงานสูง แต่ชื่อรังสี cosmic ก็ยังเป็นที่ติดปากทุกคนมาจนทุกวันนี้
ถึงปี 1936 Victor Hess ก็ได้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ จากการพบรังสี cosmic
ณ วันนี้ เรารู้ว่ารังสี cosmic มาจากอวกาศ เช่น จาก supernova รังสีมีประจุ ดังนั้นเวลาเคลื่อนที่ผ่านเข้ามาในบรรยากาศโลก มันจะถูกสนามแม่เหล็กโลกเบี่ยงเบนทิศทาง บ้างก็มีอันตรกิริยากับโมเลกุลอากาศ ทำให้มันสูญเสียพลังงานไปจนเกือบหมด จึงทำให้มนุษย์ สัตว์ และพืชไม่เป็นอันตราย แต่บนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศกลั่นกรองเลย ดังนั้นรังสี cosmic บนดวงจันทร์ จึงมีโอกาสทำอันตรายต่อร่างกายได้มาก เช่น ทำให้เซลล์กลายพันธุ์ เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคเกี่ยวกับสายตา หรืออาจเป็นมะเร็งได้
สำหรับค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงบนดวงจันทร์มีประมาณ 1 ใน 6 ของความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงบนโลก ดังนั้น การใช้ชีวิตอยู่บนดวงจันทร์เป็นเวลานาน ๆ จึงมีผลต่อความผุกร่อนของกระดูก
อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือ ปรากฏการณ์ตะวันออก-ตะวันตก (east-west effect) เพราะได้มีการพบว่า ความเข้มของรังสี cosmic ขึ้นกับตำแหน่งละติจูดบนโลก ดังนั้นการศึกษาว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นบนดวงจันทร์ได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ตามปกติ รังสี cosmic จากดวงอาทิตย์จะมีปริมาณน้อย ยกเว้นเวลาเกิดการปลดปล่อย Coronal Mass Ejection (CME) เวลาเกิดการระเบิดที่ผิวดวงอาทิตย์ ซึ่งถ้าเกิดจริง มนุษย์อวกาศบนดวงจันทร์ก็จะได้รับ CME เข้าไปอย่างเต็ม ๆ เพราะดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศกลั่นกรอง มนุษย์อวกาศก็อาจเสียชีวิตได้
สุดท้ายนี้ นักธรณีวิทยาก็สามารถคาดหวังว่าบนดวงจันทร์จะมีธาตุ helium-3 (He-3) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้ในปฏิกิริยา fusion เพื่อขับเคลื่อนยานอวกาศไปต่างดาวได้
ความคาดหวังทั้งหลายทั้งปวงนี้จะเป็นจริงในอีกไม่นาน เมื่อจีน รัสเซีย สหรัฐฯ อิสราเอล และชาติต่าง ๆ ได้ส่งยานอวกาศและมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์
อ่านเพิ่มเติมจาก Jones, Andrew (January 10, 2024). "China's Chang'e-6 probe arrives at spaceport for first-ever lunar far side sample mission". SpaceNews. Archived from the original on May 3, 2024. Retrieved June 25, 2024.
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์


