xs
xsm
sm
md
lg

การใช้ AI แปลภาษา Akkadian อายุ 5,000 ปี ในจารึกอักษรรูปลิ่มเป็นภาษาอังกฤษ และใช้ค้นหาแหล่งผลิตจารึกทะเลมรณะ (Dead Sea Scrolls)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน


จารึกอักษรรูปลิ่ม (cuneiform) (ซ้าย) กับจารึกทะเลมรณะ (Dead Sea Scrolls) (ขวา) ภาพจาก วิกีเดีย และ https://facsimile-editions.com/dss/



คงเป็นที่ยอมรับกันนะครับว่า วินาทีแรกที่มนุษย์รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อใช้ในการเขียน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมีอารยธรรม เพราะการเขียนเป็นภาษาสามารถนำมาซึ่งการสื่อสารสิ่งที่เป็นสาระความรู้ ตลอดจนความนึกคิด และข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยคนเราไม่ต้องใช้สมองในการจำมาก โดยที่คนรุ่นหลัง เวลาได้อ่านบันทึกหรือจารึกก็ไม่ต้องใช้เวลาหาความรู้เดิม ๆ ทั้งหมด จึงสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้บันทึกไว้ ก็สามารถรู้ได้ในทันที จึงมีเวลาจะพัฒนาความรู้นั้น เป็นการต่อยอดต่อไป หรืออาจจะต้องแก้ไขสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำผิดพลาดไป ดังนั้นการเขียน จึงเป็นวิธีการสื่อสารข้ามกาลเวลา และสถานที่ เป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และจินตนาการต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่นได้

นอกจากนี้ การเขียนที่ดียังช่วยให้คนเขียนรู้จักจัดระบบความคิดให้คนอ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวที่ซับซ้อนได้อย่างเป็นขั้นตอนด้วย ดังนั้นการเขียนจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของคนทุกคนที่มีการศึกษา

คำถามที่ชวนคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการเขียนนั้นมีมากมายเช่นว่า คนในแต่ละชาติเริ่มประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อใช้เขียนเป็นภาษาตั้งแต่เมื่อใด และตัวอักษรเหล่านั้นมีวิวัฒนาการด้านรูปร่าง และการออกเสียงอย่างไร ตลอดจนถึงเหตุใดภาษาโบราณหลายภาษา เช่น ภาษา Sumerian ภาษา Akkadian ภาษา Maya และภาษา Latin ฯลฯ จึงสูญพันธุ์

แผนที่แสดงดินแดน Mesopotamia เมื่อ 3,450 ปีก่อน ภาพจาก wikimedia
ถึงวันนี้ โลกมีภาษาประมาณ 7,000 ภาษา และยังมีภาษาโบราณจำนวนมากที่ยังไม่มีใครอ่านออก เช่น ภาษา Hittite และภาษาที่ใช้ในดินแดน Mesopotamia (ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก) ซึ่งได้บันทึกตัวอักษรที่มีลักษณะเป็นรูปลิ่ม เมื่อ 5,000 ปีก่อน จนทำให้เป็นที่สงสัยว่า คนที่เขียนจารึกเหล่านั้นได้มีการบรรยายถึงสงครามกรุง Troy หรือไม่ หรือได้บรรยายการใช้ชีวิตของคนในสมัยนั้นหรือไม่

ดังนั้น ถ้ามีการพบจารึกโบราณที่เป็นภาษาใดก็ตาม และมีคนอ่านจารึกนั้นออก เราก็จะรู้ว่า ผู้คนในยุคนั้นใช้ชีวิตอย่างไร เล่นอะไรในยามว่าง บ้านเมืองมีการปกครองอย่างไร และผู้คนมีความเชื่อในเรื่องอะไรบ้าง การรู้อดีตจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

รูปทรงเรขาคณิตที่เป็นฟันปลาและเส้นขนานพร้อมรายละเอียดบนเปลือกหอยที่พบในอินโดนีเซีย อายุ 500,000 ปี ภาพจาก www.nature.com
ในปี 2014 นักโบราณคดีชื่อ Josephine Joordens กับคณะ ได้ขุดพบหลักฐานมากมายที่แสดงว่า มนุษย์เริ่มรู้จักแกะสลักตัวอักษรเป็นภาพเชิงเรขาคณิต เช่น เป็นเส้นขนาน และเส้นฟันปลา (zigzag) ที่พบบนเปลือกหอย ณ หมู่บ้าน Trinil ใกล้เมือง East Jawa ในอินโดนีเซีย ในบริเวณใกล้แม่น้ำ Bengawan Solo ซึ่งเป็นบริเวณที่ Eugène Dubois (1858–1940) นักมานุษยวิทยาชาวดัชต์ ได้ขุดพบกระดูกของมนุษย์โบราณ Homo erectus ที่มีอายุ 500,000 ปี ซึ่งทุกคนรู้จักในนามมนุษย์ชะวา (Jawa Man)

อย่างไรก็ตาม ลวดลายที่ปรากฏบนเปลือกหอยนั้น ก็นับได้ว่าเป็นตัวอักษรที่โบราณที่สุด หลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ในสมัยก่อนนั้น ใช้เสียงพูดเท่านั้นในการสื่อสาร โดยมิได้มีการเขียนอักษรใด ๆ และภาษาที่ใช้เป็นภาษาที่แสดงด้วยใบหน้า ท่าทางและมือเป็นหลัก จนกระทั่งถึงเมื่อ 100,000 ปีก่อน มนุษย์ Homo sapiens ที่อาศัยอยู่ในถ้ำ Blombos ในประเทศแอฟริกาใต้ ได้รู้จักวิธีการสร้างตัวอักษร โดยการขีดเป็นริ้วรอยบนผนังถ้ำ แต่ก็ยังไม่เป็นตัวอักษร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า มนุษย์มีความสามารถในการใช้ภาษาเขียนแล้ว

พัฒนาการทางด้านภาษาได้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5,000 ปีนี้เอง ในสถานที่หลัก ๆ 4 แห่ง ได้แก่

1. ดินแดน Mesopotamia เมื่อ 5,400-5,100 ปีก่อนปัจจุบัน

อักษรรูปภาพ hieroglyphics ที่ใช้ในภาษาของฟาโรห์ แห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ ภาพจาก Icon72/Dreamstime.com
2. ในอียิปต์ เมื่อ 5,250 ปีก่อนปัจจุบัน

3. ในจีน เมื่อ 3,250 ปีก่อนปัจจุบัน

อักษรรูปภาพภาษา Maya (glyphs) ภาพจาก วิกิพีเดีย
และ 4. ใน Mesoamerica คือ ทวีปอเมริกากลาง เมื่อ 2,600-2,300 ปีก่อนปัจจุบัน เป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่ใช้แทนตัวอักษร (glyph)

การวิเคราะห์ลักษณะตัวอักษร (font) ได้ช่วยให้เรารู้ว่า คนเขียนที่เคยอาศัยอยู่ใน Mesoamerica ใช้วิธีอะไรในการบันทึกข้อมูล เพื่อทำธุรกิจค้าขาย และสำหรับสัญลักษณ์รูปภาพ (pictogram)ที่ใช้ในภาษาจีนนั้น มีแสดงประเพณีการกราบไหว้บรรพบุรุษ เป็นต้น

นักประวัติศาสตร์โบราณยังได้พบอีกว่าจักรวรรดิ Akkadian ซึ่งตั้งอยู่ใน Mesopotamia ระหว่างแม่น้ำ Tigris กับแม่น้ำ Euphrates (ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศ Syria, Türkiye และ Iran) เป็นอาณาจักรแห่งแรกของโลกนี้ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ Sargon of Akkad เมื่อ 2,350 ปีก่อนคริสตกาล ผู้คนใช้ภาษา Akkadian ที่เขียนด้วยอักษร cuneiform ด้านจักรวรรดิ Sumerian ก็ตั้งอยู่ใน Mesopotamia เช่นกัน และอยู่ติดทางใต้ของอาณาจักร Akkadian โดยมีเมืองสำคัญ เช่น Ur, Uruk, Eridu, Lagash กับ Nippur อาณาจักรนี้จึงประกอบด้วยนครรัฐ (city states) อันเป็นเมืองที่มีการปกครองของตนเอง คล้ายประเทศขนาดเล็ก

โดยภาษาที่นับว่าโบราณที่สุด คือ ภาษา Sumerian ซึ่งได้ถือกำเนิดเมื่อ 5,100 ปีมาแล้ว และถูกจารึกเป็นตัวอักษรรูปลิ่ม (cuneiform) ที่ได้จากการตัดต้นอ้อในแนวเฉียง ให้ปลายมีลักษณะแหลม เพื่อใช้กดเป็นลวดลายลงบนแผ่นดินเหนียว แล้วนำแผ่นดินเหนียวนั้นไปตากแดดจนแห้งหรือเข้าเตาเผา

นักประวัติศาสตร์ได้พบว่า โลกมีจารึกอักษรรูปลิ่มทั้งหมดประมาณ 500,000 ชิ้น ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะที่ไม่สมบูรณ์แบบ คือ แตกหักบ้าง โดยเราปัจจุบันสามารถเห็นและอ่านจารึกเหล่านี้ได้ที่พิพิธภัณฑ์ British Museum ในอังกฤษ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 130,000 ชิ้น ที่ Istanbul Archaeological Museum ในตุรกี มีประมาณ 73,000 ชิ้น และที่ Penn Museum แห่งมหาวิทยาลัย Pennsylvania ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประมาณ 30,000 ชิ้น

จารึกมหากาพย์ Gilgamesh ที่กล่าวถึงตำนานของกษัตริย์ Gilgamesh แห่งเมือง Uruk เมื่อ 4,000 ปีก่อน ทั้งหมดมี 12 แผ่น และขณะนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Sulaymaniyah Museum ใน Iraq ภาพจาก วิกิพีเดีย
แต่แผ่นจารึกที่สำคัญที่สุด เพราะเก่าแก่ที่สุด คือ จารึกที่ขุดพบ ณ เมือง Nineveh เป็นเรื่องเล่าชื่อมหากาพย์ Gilgamesh ที่กล่าวถึง การเดินทางแสวงหาความเป็นอมตะที่เขียนเป็นภาษา Akkadian และภาษา Babylonian

บางจารึก cuneiform ยังได้กล่าวถึงความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา ตัวบทกฎหมาย และความรู้ทางดาราศาสตร์ในสมัยนั้น บางจารึกกล่าวถึงรายการทรัพย์สิน (inventory) ของผู้ครองนครกฎเกณฑ์การแจกจ่ายเบียร์ให้คนงาน โดยเขียนเป็นอักษรภาพ (pictograph) ซึ่งสื่อความหมายโดยใช้ภาพแทน แต่ไม่มีการออกเสียงกำกับภาพ

จักรพรรดิ Cyrus มหาราช กับจารึกชื่อทรงกระบอก Cyrus (Cyrus cylinder) ภาพจาก Gary Dorning/Armstrong Institute of Biblical Archeology และวิกิพีเดีย
จารึกสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง คือ จารึก Cyrus มหาราช ที่พบในกรุง Babylon จารึกนี้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของ Cyrus มหาราช (559-530 ปีก่อนคริสตกาล) เมื่อ 2539 ปีก่อน มีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่ยาว 27.9 เซนติเมตร โดยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองดินแดน Persia (ประเทศ Iran ในปัจจุบัน) เนื่องในวโรกาสที่ Cyrus มหาราช ทรงจับกุมกษัตริย์ Nabonidus ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ครองกรุง Babylon สำเร็จโทษ จารึกยังได้กล่าวถึงความช่วยเหลือที่ Cyrus มหาราช ทรงมีต่อชาวเมืองที่ถูกทหารชาว Babylon จับตัวไปเป็นเชลยด้วย และยังได้กล่าวถึงการนำเทวรูปต่าง ๆ กลับมาประดับเมือง รวมถึงการบูรณะมหาวิหารในกรุง Jerusalem ในส่วนของจารึกที่เกี่ยวกับกฎหมายนั้น ก็เป็นที่ยอมรับว่า นี่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลก นอกจากนี้ก็มีการบรรยายประเพณีหนึ่งที่ว่า ทุกครั้งที่กษัตริย์พระองค์ใหม่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์จะต้องทรงออกพระราชบัญญัติว่าจะปฏิรูปอาณาจักรของพระองค์ประเทศอย่างไรบ้าง

สงครามในอาณาจักร Akkadian กับหน้ากากที่ทำด้วยสำริดของกษัตริย์ Akkadian ภาพจาก www.thecollector.com
การพบจารึกอักษรรูปลิ่มเขียนเป็นภาษา Akkadian นั้น ก็เพราะเป็นภาษาโบราณที่เป็นต้นกำเนิดของภาษา Arabic กับภาษา Hebrew โดยอาณาจักร Akkadian มีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่นคร Akkad

การถอดความในจารึกเมื่อศตวรรษที่ 19 ได้ทำให้โลกเข้าใจและรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วรรณกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของชาว Akkadian รู้ความเป็นมาและรู้อารยธรรมในสมัยนั้น

ในการอ่านจารึกโบราณที่เป็นภาษา Akkadian นี้ นักอ่านจารึก เช่น Henry Rawlinson และ Edward Hincks ได้เริ่มอ่านจากจารึก Behistun ที่พบเมื่อ 2,550 ปีก่อน อันเป็นรัชสมัยของกษัตริย์ Darius ที่ 1 แห่งอาณาจักร Persia โดยจารึกนี้มีเขียนเป็น 3 ภาษาอยู่ด้วยกัน คือ ภาษาเปอร์เซียโบราณ ภาษา Elamite และภาษา Akkadian ในเบื้องต้นนักวิชาการได้ถอดความในจารึกที่เป็นภาษาเปอร์เซียโบราณก่อน เพื่อใช้เป็นแกนหลักในการเทียบเคียงกับการถอดความในภาษาอื่น

เช่น ในปี 1857 สมาคม Royal Asiatic Society ของอังกฤษ จึงส่งสองภาษาที่ยังไม่ได้ถอดความไปให้นักวิชาการ 4 คน เพื่อถอดความ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอักษรรูปลิ่มบางชิ้นแตก ทำให้ข้อความหลายส่วนขาดหาย ประโยคจึงไม่ปะติปะต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้นส่วนที่แตกจะอยู่แยกกระจัดกระจาย จนไม่รู้ว่าชิ้นใดเคยอยู่ติดชิ้นใด การเชื่อมโยงชิ้นต่าง ๆ เป็นงานที่ยากเกินที่จะใช้สมองคน

Gordin จากมหาวิทยาลัย Ariel ใน Isarael ผู้ใช้ AI ถอดความในจารึกที่เป็นภาษา Akkadian ให้เป็นภาษาอังกฤษ ภาพจาก www.openu.ac.il
ดังนั้นเมื่อถึงวันนี้ นักถอดความในจารึกจึงได้หันมาใช้ AI แล้วนี่ก็นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการทำงานด้านนี้ เช่น Shai Gordin จากมหาวิทยาลัย Ariel ใน Isarael ได้ใช้ AI ถอดความในจารึกที่เป็นภาษา Akkadian เป็นภาษาอังกฤษ การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Bilingual Evaluation Understudy (BLEU) ซึ่งเป็นมาตรวัดคุณภาพของการแปลด้วย AI ที่ทุกคนใช้การเปรียบเทียบคุณภาพการแปลโดย AI กับการแปลโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ดังนั้นคะแนนของการแปล จึงมีค่าตั้งแต่ 1-100 และถ้าได้คะแนน 37 ก็นับว่าค่อนข้างดีแล้ว ข้อสังเกตหนึ่งในการใช้ AI แปลจารึก คือ ถ้าประโยคสั้นหรือยาวระดับปานกลาง การแปลโดย AI จะทำได้ดีที่สุด แต่ถ้าประโยคนั้นยาว การแปลให้ครอบคลุมทุกความหมาย เป็นเรื่องที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ดี

จึงเป็นว่าตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา นักวิจัย AI ได้พัฒนาอุปกรณ์ให้รู้จักสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในภาษา ให้รู้จักวิธีสร้างประโยคที่ขาดหาย และรู้จักจับคู่แผ่นอักษรรูปลิ่มที่แตกแยก เพื่อนำมาปะติดปะต่อให้เป็นแผ่นเดียวกัน

ดังนั้นในปี 2025 นักวิจัย AI จึงสามารถตีพิมพ์บทสวดสรรเสริญเทพเจ้า Marduk แห่งอาณาจักร Babylon ได้ ซึ่งเพลงนี้ได้ถูกประพันธ์ขึ้นเมื่อ 2,100 ปีก่อน จากเนื้อเพลงที่มี 250 บรรทัด (line) AI ได้ช่วยค้นหาเนื้อเพลงที่ขาดหาย เมื่อนักแปล AI ได้สร้างเนื้อเพลงให้สมบูรณ์แบบ แล้วก็ยังใช้ AI แปลภาษาอังกฤษที่ถอดความแล้ว กลับไปเป็นภาษา Akkadian เพื่อตรวจสอบด้วย

จึงเป็นว่าตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา AI ได้ประสบความสำเร็จในการแปลภาษา Akkadian เป็นภาษาอังกฤษ จากชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่แตกกระจัดกระจาย เพื่อหาความเชื่อมโยงอักษรรูปลิ่มที่แตกหัก ในการสร้างบทความที่สมบูรณ์แบบ


จารึกแห่งทะเลมรณะ (Dead Sea Scrolls) ก็เป็นอีกจารึกหนึ่งที่ AI ได้เข้ามาเฉลยแหล่งกำเนิดที่มาของจารึกนี้ โดยนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีทางเคมี ผสมผสานกับเทคโนโลยี AI ในการศึกษาตัวอักษรที่ปรากฏในจารึก

องค์การ European Research Council (ERC) ที่ให้นักวิจัยเลือกทำวิจัยได้อย่างอิสระ ได้จัดตั้งกองทุนวิจัย เพื่อตอบคำถามว่า จารึกทะเลมรณะ ถือกำเนิดจากสถานที่ใด เพราะการรู้แหล่งที่มาของจารึกสามารถจะบอกได้ว่า โลกโบราณในสมัยนั้นมีการติดต่อสัญจรกันอย่างไรและใช้วิธีใด ความมุ่งมั่นที่จะหาว่าจารึกทุกม้วนมาจากแหล่งที่ใดบ้างจะทำให้รู้ว่าสถานที่ใดบ้างเป็นศูนย์กลางการผลิตจารึก ที่ใดบ้างเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในสมัยนั้น และจากดินแดนเหล่านั้น ความรู้ได้แพร่หลายจากสังคมหนึ่ง ไปอีกสังคมหนึ่งได้อย่างไร

ดินแดนโบราณคดี Qumran ในทะเลทราย Judea ซึ่งเป็นสถานที่พบจารึกทะเลมรณะ ภาพจาก HADAR YAHAV
ในปี 1947 ที่ทะเลทราย Judea ชื่อ ได้มีเด็กเลี้ยงแพะวัยรุ่น 2 คนชื่อ Muhammed edh-Dhib กับ Khalil Musa เป็นชาว Bedouin เผ่า Ta'amireh ที่ร่อนเร่อยู่ในทะเลทราย ได้พบจารึก 7 ม้วน ในภูเขาใกล้ทะเล Dead Sea ซึ่งนับว่าเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาษาที่ใช้ในการเขียนจารึกเป็นภาษา Hebrew โดยมีการบรรยายถึงการสร้างมหาวิหารที่ 2 (Second Temple) ในเมือง Jerusalem เมื่อ 510 ปีก่อนคริสตกาล โดยชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากเมือง Babylon เป็นยุคของกษัตริย์ Herod มหาราช โดยกองทัพโรมันได้เผาทำลายวิหารไปในปี 70 เมื่อครั้นที่เกิดสงครามระหว่างชาวยิวกับกองทหารโรมัน และเป็นเวลาเดียวกับที่มีการเขียนจารึกทะเลมรณะขึ้น

ประเด็นที่ทุกคนสงสัยและใคร่รู้ก็คือ จารึกนี้ถูกผลิตขึ้นมาจากสถานที่ใด โดยชนเผ่าใด เมื่อไร ก่อนที่จะถูกเด็ก 2 คนซึ่งเป็นกลุ่มชนชาว Bedouin พบ

ผู้เชี่ยวชาญในการอ่านจารึกทะเลมรณะ ภาพจาก BYU professor of Hebrew Donald Parry
ในการตอบคำถามเหล่านี้ องค์กร ERC ได้ประกาศมอบรางวัลมูลค่า 100 ล้านบาท (2.5 ล้านยูโร) แก่ Miaden Popovic แห่งมหาวิทยาลัย Groningen ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อิสราเอล โดยใช้เวลา 5 ปี โครงการนี้มีชื่อเป็นทางการว่า Tracing Scribes and Scrolls เพื่อใช้ AI ในการพิจารณาตัวอักษรในจารึกแต่ละตัว ที่ใช้ในการเขียนบนจารึก และโครงการนี้ได้รับการขยับขยายเพิ่มเติม คือ นอกจากจะให้ศึกษาลักษณะเฉพาะของจารึกแล้ว ยังให้ค้นหาว่าวัสดุที่ใช้ในการทำจารึกเป็นวัสดุอะไร ค้นหาเครือข่ายทางสติปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชนที่มีการสร้างและเผยแพร่จารึก

วิธีที่ใช้ในการศึกษาจารึก คือ นำตัวอย่างของจารึกจำนวนประมาณ 250 ตัวอย่าง มาวิเคราะห์ ทั้งที่ทำด้วยหนังสัตว์ กระดาษ papyrus และศึกษาหมึกที่ใช้ โดยใช้เทคโนโลยีฟิสิกส์และเคมี AI เช่น multispectral infrared imaging, radiation dating, DNA analysis และ microscopy analysis เพื่อวิเคราะห์ลายมือของคนเขียน เสมือนว่าจารึกทะเลมรณะเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางอารยธรรมในโลกโบราณ

ต้นอ้อที่ใช้ทำกระดาษ papyrus ภาพจาก SCIENCE SOURCE / SCIENCE PHOTO LIBRARY และ www.worldhistory.org
จากนั้นจารึกทะเลมรณะก็ได้ถูกนำมาจากชุมชน Qumran ในทะเลทราย Judea เพื่อไปเปรียบเทียบกับจารึกบนกระดาษ papyrus ของชาวอียิปต์โบราณ นี่จึงเป็นครั้งแรกของงานวิจัยที่ทำเพื่อใช้โดยการเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า จารึกได้ใช้วัสดุชนิดใด ข้อมูลจึงสามารถช่วยติดตามแหล่งที่มาของวัสดุดิบเหล่านั้น เพื่อนำมาสร้างจารึก และเปิดเผยข้อมูลจะเชื่อมโยงระหว่างแหล่งกำเนิด กับศูนย์กลางการเรียนรู้ของสังคม ณ เวลานั้นด้วย

ข้อมูลทางเคมีที่ได้จากจารึก ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์ จึงช่วยให้พบรูปแบบที่ใช้ในการทำงานวิเคราะห์วัสดุโบราณอื่น ๆ ด้วย

โครงการ Tracing Scribes and Scrolls นี้ จึงเป็นโครงการวิจัยด้านโบราณคดีที่ใช้ AI ที่ใหญ่ที่สุด ในการศึกษาข้อมูลทางอารยธรรมของจารึกทะเลมรณะ เพราะการวิจัยจะให้ข้อมูลและเปิดหน้าต่างให้เราปัจจุบันเห็นโลกสติปัญญาของชาวทะเลทราย Judea การนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยลายมือและภาษาของคนโบราณด้วย AI จะตอบคำถามนักวิจัยได้ว่า ความสามารถของคนในสมัยนั้นแตกต่างอย่างไรจากคนปัจจุบัน และช่วยให้รู้ว่า จารึกถูกสร้างขึ้น ณ ที่ใด สร้างอย่างไร และความรู้ในจารึกได้ถูกนำไปเผยแพร่อย่างไร ตลอดจนทำให้เรารู้ว่าเนื้อหาในจารึกมีบทบาทมาก-น้อยเพียงใดต่อสังคมในเวลานั้นด้วย

ขั้นตอนการวิจัยลำดับต่อไปก็คือการสร้างฐานข้อมูล (database) ของสารเคมีทุกชนิด ที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างจารึก โดยสำนักงานโบราณคดีแห่งอิสราเอล (Israel Antiquities Authority) ได้รับมอบหมายให้เป็นคนอนุรักษ์ เก็บ และศึกษาจารึกทะเลมรณะทั้งหมด และกำลังจะทุ่มเทความพยายามในการศึกษาเรื่องนี้ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทุกรูปแบบ ทำให้พบว่าจารึกมีข้อมูลสารสนเทศมากมายเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทำจารึก ซึ่งเป็นแผ่นหนังสัตว์หรือกระดาษ และหมึก เพื่อตอบคำถามที่สำคัญเกี่ยวกับความเป็นมาของจารึกทะเลมรณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการและโลกโบราณคดีมาก

อ่านเพิ่มเติมจาก
1. Wang, Zhaohui Geoffrey, "TabletCraft: Bridging a 4,000-Year Cultural Gap with Bidirectional Akkadian NMT and Cuneiform Rendering", Proceedings of the 4th Workshop on Cross-Cultural Considerations in NLP (C3NLP 2026), pp. 132-136, 2026

2. Sonja Anderson (June 5, 2025), The Dead Sea Scrolls Changed Our Understanding of the Bible. Could Some of Them Be Even Older Than We Thought? - smithsonianmag.com


ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์