วันที่ 10 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนาและถอดบทเรียน เรื่อง “ป้องกันภัยความรุนแรงในสังคมไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา พร้อมแถลงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการป้องกันความรุนแรงในสังคมไทย ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม วช. 8 โดยมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และลดความรุนแรงในเด็กและเยาวชน สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาที่ปรากฏในสื่อ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สะเทือนใจและสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน จำเป็นต้องได้รับการป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจังและทันท่วงที
“วช. ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศด้านการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของประเทศ และผลักดันองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมา วช. สนับสนุนการวิจัยภายใต้กรอบเป้าหมาย ‘สังคมไทยไร้ความรุนแรง’ (Zero-Violence Society) และกลุ่มเรื่อง ‘สังคมคุณธรรม’ (Moral Society) เพื่อสร้างความเข้าใจถึงรากเหง้าและปัจจัยของปัญหาความรุนแรง พร้อมพัฒนาเครื่องมือและกลไกสำหรับการป้องกันตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงระดับสังคม”
ดร.วิภารัตน์ กล่าวต่อว่า ปัญหาความรุนแรงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีปัจจัยซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งด้านจิตวิทยา ครอบครัว สื่อ เทคโนโลยี การเข้าถึงอาวุธ ตลอดจนโครงสร้างทางสังคมที่เปราะบาง ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องสร้าง “ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ” บนฐานขององค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้สามารถค้นหาสัญญาณความเสี่ยง เฝ้าระวัง และเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ “ชุดความรู้และนวัตกรรม” จากนักวิจัยไทย จำนวน 8 ผลงานสำคัญ ได้แก่
1. นวัตกรรมแอปพลิเคชันสัญญาณความรุนแรง (Warning Sign) ของเด็กและเยาวชน โดย รองศาสตราจารย์
ดร.สุมนทิพย์ จิตสว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นและเฝ้าระวังพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เพื่อให้สามารถป้องกันและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
2. นวัตกรรมการคัดกรองทักษะยับยั้งชั่งใจในเด็กวัยเรียน โดย ดร.กนกพร ดอนเจดีย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่งเป็นระบบประเมินและคัดกรองเด็กวัยเรียนอายุ 6–12 ปี เพื่อค้นหาแนวโน้มพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น การขาดความอดทนรอคอย สมาธิจดจ่อ และความบกพร่องด้านทักษะการบริหารจัดการตนเอง (Executive Functions: EF) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาทักษะและปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
3. นวัตกรรมครอบครัวพลังบวก พร้อมระบบพี่เลี้ยงที่ปรึกษาในชุมชน โดย รองศาสตราจารย์ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เป็นนวัตกรรมที่มุ่งส่งเสริมการเลี้ยงดูเชิงบวก สร้างทุนชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชน พร้อมพัฒนาแกนนำและเครือข่ายพี่เลี้ยงในชุมชน เพื่อดูแล ให้คำปรึกษา และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนำไปสู่การสร้างครอบครัวเข้มแข็งและลดความรุนแรงในครอบครัว
4. ระบบตรวจจับและป้องกันอาชญากรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์ในพื้นที่สาธารณะแบบปิด โดย ดร.ภัทรัตน์ พันธุ์ประสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการตรวจตรา เฝ้าระวัง และป้องกันเหตุอาชญากรรมและเหตุรุนแรงด้วยอาวุธ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์
5. นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อป้องกันความรุนแรงในสังคม โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล มหาวิทยาลัยนเรศวร นำองค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยของความรุนแรงมาพัฒนากระบวนการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของสังคม ผ่านการประยุกต์ใช้ AI และสื่อหลากหลายรูปแบบ อาทิ ภาพยนตร์ ทัศนศิลป์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ และเทคโนโลยี AR/VR
6. นวัตกรรมมหาวิทยาลัยป้องกันอาชญากรรมและทักษะการเผชิญเหตุ โดย รองศาสตราจารย์ พันตำรวจเอก ดร.ธิติ มหาเจริญ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันด้านอาชญากรรมและความปลอดภัยให้แก่นักศึกษา บุคลากร และประชาคมมหาวิทยาลัย ให้มีความตระหนักรู้ สามารถป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทั้งในโลกดิจิทัลและสถานการณ์ความรุนแรง ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับการป้องกันอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ
7.นวัตกรรมแอปพลิเคชัน BeBrave เครื่องมือแจ้งเหตุความรุนแรงฉุกเฉิน โดย รองศาสตราจารย์.ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับการแจ้งเหตุฉุกเฉิน และไม่พึงประสงค์ สามารถประสานงานตำรวจในพื้นที่ได้ โดยมีจุดเด่นคือการผสานระหว่าง ความรวดเร็วในการแจ้งเหตุ ความแม่นยำของตำแหน่ง และความปลอดภัยแบบเงียบ (silent SOS)
8.นวัตกรรม School Health and Disaster–Violence Prevention (SHD-V): BREAK THE CYCLE เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ป้องกันความรุนแรง และพัฒนาโรงเรียนสุขภาวะดีและปลอดภัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทยนวัตกรรมเชิงระบบที่บูรณาการ 5 เสาหลัก ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางเพศ การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินสาธารณภัย และการป้องกันและลดความรุนแรง โดยเชื่อมโยงหลักสูตร สื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี การฝึกปฏิบัติ แผนโรงเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาและถอดบทเรียนจากนักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนากลไกป้องกันความรุนแรงอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การเฝ้าระวังสัญญาณความเสี่ยง การเสริมสร้างครอบครัวและทักษะเด็กและเยาวชน การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไปจนถึงการสร้างการรับรู้และภูมิคุ้มกันทางสังคม
ทั้งนี้ การจัดเสวนาและถอดบทเรียนในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ วช. ในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมจาก “องค์ความรู้” สู่ “การใช้ประโยชน์จริง” เพื่อสร้างระบบป้องกันความรุนแรงเชิงรุกที่สามารถเฝ้าระวังและเข้าแทรกแซงได้ก่อนเกิดเหตุ พร้อมเชื่อมโยงพลังความร่วมมือจากนักวิจัย ภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัย ครอบครัวเข้มแข็ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและความปลอดภัยของสังคม


