xs
xsm
sm
md
lg

ปฐมบทของวรรณกรรม Iliad กับ Odyssey และความเชื่อต่าง ๆ ที่ยังสืบทอดมาจนทุกวันนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพหน้าปกของหนังสือ The Iliad & The Odyssey: In Prose - Homers Greek Epics with Selected Writings จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์  Wine Dark Press ภาพจาก www.storytel.com
ตลอดชีวิตของคนเราทุกคนมักได้ยินและได้ฟังเรื่องเล่าหรือนิทานบางเรื่องที่ทำให้เราจดจำได้ตราบจนชีวิตจะหาไม่ สำหรับคนในโลกตะวันตกก็เช่นกัน เพราะแทบทุกคนจะเคยอ่านมหากาพย์ Iliad กับ Odyssey ที่กวีตาบอด Homer (ซึ่งมีชีวิตเมื่อประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล) ได้ขับร้องบรรยายเกี่ยวกับสงครามที่กองทัพเรือกรีกบุกโจมตีกรุง Troy ซึ่งเนื้อหาที่ปรากฏในวรรณกรรมนี้ ได้สร้างความประทับใจให้คนอ่านอย่างไม่รู้เลือน เมื่อได้ “เห็น” ภาพของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต “เห็น” จินตนาการที่มหัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อของ Homer “เห็น” วัฒนธรรมและความเชื่อในเทพเจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัตว์ประหลาดทั้งหลาย จนเราอาจจะถือได้ว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ได้วางรากฐานของการประพันธ์ในอารยธรรมตะวันตกอย่างแท้จริง

Homer กวีตาบอดชาวกรีก เจ้าของบทประพันธ์ Iliad & Odyssey  ภาพจาก Bruno Bernier/Fotolia
เพราะผู้อ่านได้ทั้งความรู้ทางประวัติศาสตร์และอรรถรสทางภาษา โดย Homer ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ที่คนสมัยนั้นใช้ในการทำสงคราม รวมทั้งได้ทราบซึ้งในความเศร้าโศก ความโกรธ ความกลัว การสูญเสีย เคราะห์กรรม ความทนทุกข์ทรมานทางกายและใจ ความอัศจรรย์ของเวทมนต์คาถา การสาปแช่ง การผจญภัย ความอดทน การเสียสละ ความสงสาร การทรยศหักหลัง ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความรักและความผูกพันระหว่างคนในครอบครัว ตลอดจนถึงความตายที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้

แม้ในอดีตเมื่อ 2,850 ปีก่อน จะเป็นยุคสำริด (Bronze Age) ที่ยังไม่มีอักษรเขียน จะมีก็แต่ภาษาพูด ดังนั้นการศึกษาเล่าเรียนของทุกคนในยุคนั้นจึงใช้วิธีท่องจำ และนี่ก็เป็นวิธีที่ Homer ใช้ในการประพันธ์ โดยได้ท่องกาพย์กลอนที่ตนจำได้ ให้เศรษฐีหรือผู้ที่มีฐานะดีได้นั่งฟังเพลิน ๆ ในบ้าน เพื่อหารายได้ให้ตน และในกรณีวรรณกรรมที่ท่องมีความยาวมาก ก็อาจต้องใช้คนสองคนมาสลับบทท่องคนละครึ่ง แล้วมีดนตรีประกอบ เพื่อให้เจ้าของบ้านรู้สึกสนุกและเพลิดเพลิน ดังที่มีหลักฐานปรากฏเป็นภาพวาดปูนเปียกบนผนังบ้านในเมือง Pylos ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศกรีซ และเป็นเมืองสำคัญในอาณาจักรแห่งกษัตริย์ Nestor ที่นิยมให้กวีขับร้องกาพย์กลอน โดยมีคนดีดพิณคลอเสียงท่อง

เพราะเนื้อหาในบทกลอนของ Homer เป็นที่ชื่นชมและนิยมฟังกันมาก ดังนั้นบรรดานักท่องบทประพันธ์แทบทุกคนในยุคนั้นจึงอ้างว่าเป็นบทประพันธ์ของ Homer ที่ได้แต่งขึ้นจากความทรงจำและจากการได้ยินมา หลังจากที่กรุง Troy ได้ล่มสลายไปแล้วถึง 400 ปี ความถูกต้องและสมบูรณ์ของเนื้อหาทุกตอนในกาพย์กลอน จึงเป็นสิ่งที่คนอ่านทุกคน เวลาอ่านบทประพันธ์เรื่องนี้ พึงสังวรณ์

วรรณกรรมของ Homer ได้แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนแรกชื่อ Iliad ซึ่งกล่าวถึง สาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามกรุง Troy และตอนที่สองชื่อ Odyssey ซึ่งกล่าวถึงการเดินทางของ Odyssey กลับบ้านเกิดที่ Ithaca ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ในทะเล Ionian ของกรีซ

ประตูสิงโต (Lion Gate) แห่งอาณาจักร Mycenae ที่เมือง Argolis ใน Greece  ภาพจาก http://www.worldhistory.org/
การได้ยินได้ฟังวรรณกรรมของ Homer ได้ทำให้ชาว Mycenaean ซึ่งเป็นบรรพชนของชาวกรีก เมื่อ 1600-1100 ปี ก่อนคริสตกาล โดยมีเมืองสำคัญชื่อ Mycenae และ Pylos มีความรู้สึกรักชาติมาก จนถึงกับได้สร้างมหาวิหารอุทิศเพื่อถวายแด่กษัตริย์ Agamemnon แห่งอาณาจักร Mycenae ซึ่งเป็นแม่ทัพผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ได้บุกยึดและเผากรุง Troy จนสำเร็จ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัฒนธรรมและประเพณีการยกย่องผู้พิชิตสงครามเป็นวีรบุรุษก็ได้เกิดขึ้นในโลก และแม้แต่จักรพรรดิ Alexander มหาราช แห่ง Acarnania (356-323 ปีก่อนคริสกาล) เวลาออกศึกสงครามก็ทรงนำวรรณกรรม Iliad ไปทรงพระอักษรด้วยก่อนบรรทม เพราะทรงคิดว่าพระองค์ คือ นักรบ Achilles ทีได้กลับชาติมาเกิดใหม่

แผนที่ตั้งกรุง Troy ภาพจาก www.researchgate.net
หลังจากที่กรุง Troy ถูกทำลายและเผาจนหมดสภาพแล้ว ความเจริญรุ่งเรืองต่าง ๆ ของเมืองก็ได้กลายเป็นตำนาน จนทำให้นักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาพากันต่างก็ได้กล่าวถึงอารยธรรมสมัย Troy เช่น กวีโรมัน Virgil (เมื่อ 70-19 ปีก่อนคริสตกาล) ในมหากาพย์ Aeneid ที่ตนแต่ง ก็ได้กล่าวถึงกรุงTroy ด้าน Geoffrey Chaucer (1343-1400) และ William Shakespeare (1564-1616) กวีอังกฤษ ตลอดจนถึง Hector Berlioz (1803–1869) คีตกวีชาวฝรั่งเศส ต่างก็ได้กล่าวถึงกรุง Troy ในบทประพันธ์ที่เขียน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็นกรุง Troy ด้วยตา แต่ทุกคนก็เชื่อว่ากรุง Troy มีจริง โดยที่ไม่มีหลักฐานใด ๆ ทางประวัติศาสตร์มาสนับสนุนเลย

คำถามประเด็นนี้ ได้ทำให้นักประวัติศาสตร์หลายคนคิดว่าวรรณกรรม Iliad กับ Odyssey เป็นจินตนาการเชิงประวัติศาสตร์ ที่ผู้คนในอดีตได้เล่าสู่กันฟัง เพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจเท่านั้นเอง แม้แต่ Herodotus (484–425 ปีก่อนคริสตกาล) นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีก ก็ได้พยายามค้นหาซากของกรุง Troy แต่ไม่พบ

Heinrich Schliemann  ภาพจาก http://web.sas.upenn.edu
กระนั้นก็มีบุรุษคนหนึ่งนามว่า Heinrich Schliemann (1822-1890) ซึ่งมีความเชื่ออย่างปักใจว่า กรุง Troy มีจริง และแม้ใครจะคิดอย่างไร Schliemann ก็ไม่สนใจฟัง เพราะเขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะต้องขุดหาซากเมือง Troy ให้พบ

Schliemann เกิดที่เมือง Neubukow ในเยอรมนี เป็นบุตรของนักเทศน์ เมื่ออายุ 7 ขวบ บิดาได้ให้หนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งที่บรรยายเกี่ยวกับเมือง Troy การอ่านหนังสือเล่มนั้น ได้ทำให้ Schliemann สนใจวิชาโบราณคดีมาก เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน ดังนั้น Schliemann จึงต้องหางานทำเป็นเด็กขายผลไม้ในตลาด และได้ไปทำงานต่อเป็นคนรับใช้ในเรือโดยสาร ครั้นเมื่อเรืออับปาง และ Schliemann โชคดีที่รอดชีวิต จึงไปทำงานด้านบัญชีที่เมือง Amsterdam ในเนเธอร์แลนด์ การทำงานหลายอาชีพและในหลายประเทศ ได้ทำให้เขารู้ภาษามากถึง 8 ภาษา ครั้นเมื่อธุรกิจที่เมือง Leningrad ในรัสเซียประสบความสำเร็จมาก Schliemann จึงมีฐานะมั่งคั่ง และได้ตัดสินใจเปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวอเมริกัน จากนั้นก็ได้เดินทางไปทัศนศึกษาด้านโบราณคดีดินแดนในตะวันออกใกล้ เช่น Syria, Greece, Turkey และ Egypt เพื่อศึกษาด้านประวัติศาสตร์ของโลกโบราณ และได้เกษียณชีวิตทำงานเมื่ออายุ 41 ปี จากนั้นได้เข้าศึกษาวิชาโบราณคดีอย่างเป็นระบบในมหาวิทยาลัยที่ Paris เพื่อออกค้นหากรุง Troy ซึ่งเป็นนครในฝันอันสูงสุดของตน

ภาพแสดงกรุง Troy ที่ตั้งอยู่บนเนิน Hissarlik (ซ้าย) และภาพตัดขวางขั้นตอนการขุดซากกรุง Troy (ขวา)  ภาพจาก www.amazon.sg และ Bibi Saint-Pol. Wikimedia Commons. Public Domain
Schliemann ได้ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงจากการอ่านวรรณกรรมของ Homer ว่า Troy ตั้งอยู่บนเนินสูงที่อยู่ใกล้ทะเล และเมื่อเขาเดินทางถึงประเทศ Turkey ก็ได้เห็นเนินดินสูงเนินหนึ่ง ในหมู่บ้าน Hissarlik (คำ ๆ นี้ในภาษาตุรกี แปลว่า ป้อมปราการ) ซึ่งยอดเนินถูกตัดจนเป็นแนวราบ Schliemann รู้สึกสังหรณ์ใจว่า นี่คงเป็นสถานที่ตั้งของ Troy ตามที่ Homer ได้บรรยายไว้เป็นแน่ จึงว่าจ้างคนงานนับร้อยลงมือขุดหา Troy ทันที หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลตุรกี

อัญมณีเครื่องประดับที่ขุดพบในกรุง Troy โดย Schliemann  ภาพจาก The researchers
ครั้นเมื่อคนงานขุดลงไปได้ลึกประมาณ 10 เมตร ก็ได้เห็นซากกำแพงเมืองจริง ๆ การขุดที่ดำเนินติดต่อกันหลายปี ได้ทำให้เขาค้นพบซาก Troy ทั้งเมืองและก่อนที่จะหยุดการขุดค้นหาเพียงวันเดียว คนงานของ Schliemann ก็ได้พบอัญมณีเครื่องประดับมากมายที่ถูกฝังในดินมาเป็นเวลานานนับสองพันปี เขาจึงลอบนำทรัพย์สมบัติที่มีค่าเหล่านั้นกลับประเทศกรีซ

เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงทำให้คนทั้งโลกประจักษ์ชัดว่า กรุง Troy มีจริง และ Schliemann คือ คนที่พบ Troy

ในปี 1991 นักโบราณคดีกลุ่มอื่น ได้ขุดหาซากปรักหักพังในเมือง Troy ต่อ (แต่มิใช่ค้นหาม้าไม้นะครับ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งตื่นเต้น) และได้พบกำแพงเมืองที่ทำด้วยกำแพงดินเหนียวหนา 5 เมตร ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า ชาวเมืองได้พยายามซ่อมแซมกำแพงเมืองหลายครั้ง นอกจากนี้ก็ยังได้พบหลักฐานว่า ตัวเมืองได้เคยถูกเผาหลายครั้ง และเมืองได้ถูกทำลายในที่สุดด้วยปรากฏการณ์แผ่นดินไหว หลักฐานเหล่านี้ จึงตอกย้ำว่ามหากาพย์เรื่อง Iliad กับ Odyssey ของ Homer มีข้อมูลพื้นฐานทางโบราณคดีที่เป็นจริง

Frank Calvert ภาพจาก วิกิพีเดีย
สำหรับประเด็นว่า ใครคือผู้พบ Troy ตัวจริงนั้น ก็มีเรื่องที่น่าถกให้เถียงอีกเช่นกันว่า Frank Calvert (1828–1908) ต่างหากที่เป็นคนพบ Troy เพราะ Schliemann ได้ขโมยความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของ Troy จาก Calvert ไป

Calvert เป็นชาวอังกฤษ ที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี จึงมีโอกาสได้ไปศึกษาหาความรู้ในต่างประเทศ ครอบครัว Calvert มีบ้านที่ตั้งอยู่ ณ ช่องแคบ Dardanelles ในตุรกี มาตั้งแต่ปี 1830 Calvert จึงมีโอกาสรู้จักผู้คนในพื้นที่ดีว่า ดินแดนที่เขาอาศัยอยู่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านโบราณคดีมาก เพราะเคยเป็นพื้นที่ที่จักรพรรดิ Alexander มหาราช ทรงปกครอง Calvert ซึ่งมีอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ จึงรู้ข้อมูลทางด้านโบราณคดีและโบราณสถานต่าง ๆ มากมาย เช่น รู้ว่าหมู่บ้าน Pınarbaşı มิใช่ตำแหน่งที่ตั้งของเมือง Troy อย่างแน่นอน แต่ที่เนิน Hissarlik อาจจะใช่ ประจวบกับในเวลานั้น Schliemann ได้มาเยือนตุรกี และ Calvert ได้เล่าให้ Schliemann ฟังเกี่ยวกับเนิน Hissarlik ว่า อาจจะเป็นสถานที่ตั้งของกรุง Troy ซึ่ง Schliemann ก็เชื่อ จึงได้ลงมือขุดทันที และหลังจากที่เวลาผ่านไปเพียงสองเดือน Schliemann ก็ได้พบซากเมืองและกำแพง จึงได้เขียนผลงานออกมาเป็นหนังสือเกี่ยวกับกรุง Troy ที่เขาพบ

เมื่อเป็นเช่นนี้เครดิตการล่วงรู้ของ Calvert ก็หายไปในทันที เพราะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โลกก็ได้รู้จัก Troy ของ Schliemann มิใช่ Troy ของ Calvert

นาง Helen ภาพจาก Wikimedia CommonsPublic Domain
ย้อนอดีตไปเมื่อ 2850 ปีก่อนที่อารยธรรม Mycenean กำลังเจริญรุ่งเรือง เพราะมีกองทัพที่เข้มแข็ง แม่ทัพจึงมักยกทัพโจมตีอาณาจักรอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่รายรอบ เช่น อาณาจักร Hittite และอาณาจักร Dorian ครั้นเมื่อพิชิตอาณาจักรใดได้ ก็จะจับผู้ชายไปเป็นทาส และจับผู้หญิงไปเป็นนางบำเรอและคนใช้ วรรณกรรม Iliad ของ Homer ซึ่งถือกำเนิดเมื่อประมาณ 750 ปีก่อนคริสตกาล ได้กล่าวถึง เจ้าชาย Paris ซึ่งเป็นพระราชบุตรในกษัตริย์ Priam แห่ง Troy ได้ลักพาพระนาง Helen ซึ่งเป็นพระราชินีในกษัตริย์ Menelaus แห่งเมือง Lacedaemon กลับ Troy

เหตุการณ์นี้ ได้เป็นชนวนชักนำให้กษัตริย์ Agamemnon ทรงกรีฑาทัพเรือจากพันธมิตรทุกหนแห่ง เมื่อ 1250 ปีก่อนคริสตกาล มุ่งหน้าบุกTroy และได้โจมตีเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เมืองTroy ด้วย เช่น เมือง Thebe,Pedasos, Thermi และ Lyrnessus เพื่อตัดกำลังทัพเหล่านั้นที่จะยกมาช่วย Troy

หลังจากที่ได้สู้รบกันเป็นเวลานาน 10 ปี กองทัพกรีก ซึ่งปักหลักตั้งฐานทัพอยู่ที่อ่าว Beşike ที่อยู่ห่างจาก Troy ประมาณ 8
กิโลเมตร ก็ได้ส่งทหารเข้าต่อสู้ด้วยหอกยาวและม้าศึก การสู้รบได้ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รวมถึงวีรบุรุษในสงคราม เช่น Achilles กับ Hector ด้วย

Laocoon ศาสดาพยากรณ์กับบุตรชาย 2 คนที่ถูกเทพ Poseidon ส่งงูทะเลมาฆ่า เพราะได้กล่าวห้ามชาวเมือง Troy ไม่ให้ลากม้าไม้เข้าเมือง ภาพจาก serpents - Pieter Claesz Soutman
กองทัพกรีกได้ประดิษฐ์ม้าไม้กลวง เพื่อให้ทหารได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายใน แล้วถอยทัพกลับไปเพื่อหลบซ่อนตัว ครั้นเมื่อชาว Troy ได้เห็นม้าไม้ก็พากันคิดว่า ทหารกรีกคงสร้างขึ้นเพื่อทูลถวายแด่เทพธิดาAthena ดังนั้นจึงพากันลากม้าไม้เข้าเมือง เพราะเชื่อว่าม้าไม้คงช่วยปกป้องเมืองได้

แม้จะมีคนกล่าวห้าม เช่น Laocoon และ Cassandra แต่ก็ไม่มีใครฟัง เพราะเจ้าหญิง Cassandra เอง ก็ถูกเทพ Apollo กล่าวคำสาปไว้ว่า ไม่ว่านางจะพูดอะไรก็ตาม จะไม่มีใครเชื่อ (ถ้าCassandra ทรงฉลาดขึ้นหน่อยและทรงไหวตัวทันสักนิด แล้วตรัสว่า พวกเราลากม้าไม้เข้าเมืองเถอะ ประวัติศาสตร์โลกก็จะเปลี่ยนไปในทันที)

หลังจากที่กรุง Troy แตกและกษัตริย์ Priam ถูกสังหาร ในปี 550 เมืองก็ถูกเผาจนราบคาบ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาTroy ก็เป็นเมืองที่ถูกโลกลืมจนหายไปจากประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์

ในเวลาต่อมาอีกไม่นาน อาณาจักร Mycenean ก็ล่มสลายตาม และเมื่ออาณาจักรโรมันรุ่งเรือง ๆ ขึ้น ชาวโรมันก็ได้กล่าวถึง Odysseus กษัตริย์แห่ง Ithaca ในนามที่เป็นภาษาโรมันว่า Ulysses ซึ่งมีศัตรูคนสำคัญ คือ ยักษ์ตาเดียว Cyclops เทพแห่งทะเล คือ Poseidon นางแม่มด Circe ผู้สาปลูกเรือของ Odysseus ให้เป็นหมู

แม้ว่าเมือง Troy จะล่มสลายไปนานแล้วก็ตาม กระนั้นประเพณีและความเชื่อต่าง ๆ ของชาวกรีกในสมัยนั้น ก็ยังยืนยงมาอยู่จนทุกวันนี้ โดยเฉพาะความเชื่อในเทพเจ้า เพราะชาวกรีกโบราณต้องเผชิญหน้ากับผู้คนในอารยธรรมอื่น ๆ เช่น Roman, Phoenician, Egypt, Persian ฯลฯ จากการมีปฏิสัมพันธ์ทางด้านการค้าขาย และการทำสงคราม ความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ชักนำให้ชาวกรีกนำอารยธรรมต่างชาติเข้ามาผสมผสานกับอารยธรรมของตนเอง เช่น นำเทพเจ้าของต่างชาติเข้ามาเทียบเคียงกับเทพเจ้าของตน แล้วได้ผสมผสานการนับถือเทพเจ้ากับประเพณีความเชื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน กลายเป็นอารยธรรมลูกผสม (hybrid) เช่น ในอารยธรรมกรีก มีเทพ Zeus แห่งยอดเขา Olympus เมื่อได้ผสมผสานกับเทพ Amun ของอารยธรรมอียิปต์ ก็ได้กลายเป็นเทพ Zeus-Ammun ให้คนทั้งสองชาตินับถือร่วมกัน ด้านเทพ Heracles ของกรีก (ซึ่งในเวลาต่อมาก็คือเทพโรมันชื่อ Hercules) กับเทพ Melqart ของชาว Phoenician ก็ได้เป็นเทพ Hercules-Melqart เป็นต้น

การผสมผสานประเพณีความเชื่อทางศาสนาที่เกิดขึ้น ได้ทำให้อารยธรรมต่าง ๆ แพร่หลายสู่กันและกัน ดังนั้นหลังจากที่ Alexander มหาราช ทรงพิชิตสงครามไปค่อนโลกแล้ว ความเชื่อทางศาสนาของชาวกรีกก็ได้ผสมผสานเข้ากับความเชื่อของท้องถิ่นอื่น ขนบธรรมเนียมประเพณีของกรีกก็ได้แพร่กระจายไปสู่วัฒนธรรมอื่นด้วย เป็นวัฒนธรรมลูกผสม แม้แต่ประเพณีการสาปแช่งโดยเทพเจ้าก็มีการกระทำทั่วไปในหลายประเทศ โดยแทนที่จะอ้างถึงเทพเจ้า ก็อ้างถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่มีในสากลโลก เป็นต้น

การผสมผสานการนับถือเทพร่วมกันนี้ ได้ทำให้ผู้คนต่างชาติมีความเข้าใจกันดียิ่งขึ้น เช่น ที่อียิปต์มีแหล่งน้ำใกล้ทะเลทราย
(Oasis) ชื่อ Siwa และที่นั่นมีศาสดาพยากรณ์ ซึ่งเชี่ยวชาญการทำนายเหตุการณ์ในอนาคตประจำอยู่ แม้แต่จักรพรรดิ Alexander มหาราช ขณะประทับในอียิปต์ เวลาจะเสด็จออกสงครามก็จะทรงเดินทางไปดูดวง เพื่อทูลขอคำแนะนำจากศาสดาพยากรณ์ที่โอเอซิสชื่อ Siwa นี้ด้วย

ในส่วนของตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าชาวกรีก ที่คนปัจจุบันทั่วโลกยังนิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ได้แก่

เทพ Atlas ภาพจาก Michael Onisiforou/Shutterstock.com
เทพ Atlas ซึ่งเป็นบุตรของเทพTitan และเป็นพระเชษฐาในเทพแห่งไฟ Prometheus เทพ Atlas ได้ถูกเทพ Zeus ทรงสาปให้แบกโลกและแบกสวรรค์ไว้ชั่วนิจนิรันดร์ ครั้นเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นเวลาที่โลกเริ่มรู้จักการทำแผนที่ และนักภูมิศาสตร์ชื่อ Gerardus Mercator (1512-1594) ซึ่งเป็นชาว Flemish (ที่อยู่ในเบลเยียมปัจจุบัน) ได้นำรูปเทพ Atlas มาขึ้นเป็นหน้าปกของหนังสือแผนที่ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แผนที่ปัจจุบันจึงมีชื่อเรียกว่า atlas

เทพธิดา Echo ในวรรณกรรมเรื่อง Metamorphoses ของกวีกรีกชื่อ Ovid (43-17 ปีก่อนคริสตกาล) Echo คือ นางไม้ที่สิงสถิตตามภูเขา แต่นางได้ทำให้เทพธิดา Hera ซึ่งเป็นพระมเหสีในเทพ Zeus พิโรธ เพราะนางได้เฝ้าสนทนากับHera อย่างต่อเนื่อง จนทำให้เทพ Zeus มีโอกาสนอกพระทัย ดังนั้นเทพธิดา Hera จึงทรงลงโทษ Echo โดยการสาปให้นางพูดอะไรใหม่ ๆ ไม่ได้เลย นอกจากจะพูดทบทวนสิ่งที่คนอื่นพูด นี่จึงเป็นเสียงที่สะท้อนกลับมาเท่านั้น ในวรรณกรรมนี้ นาง Echo ได้หลงรักเทพ Narcissus ผู้ไม่เคยสนใจใยดีนางเลย เพราะเขาหลงรักเงาของตนเอง ในที่สุดนางก็หัวใจสลาย และสิ้นใจตาย เหลือแต่เสียงสะท้อนของนางที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ได้ยินอยู่ทุกวันนี้

Echo (ซ้าย) กับ Narcissus (ขวา) ผู้กำลังชะโงกดูเงาตัวเองในลำธาร ภาพจาก John William Waterhouse
เทพ Narcissus ในตำนานกรีก เป็นบุตรชายรูปงามของเทพแห่งแม่น้ำ Cephissus ผู้หลงรักและลุ่มหลงภาพสะท้อนของตนเองอยู่ที่ริมลำธาร โดยไม่ละสายตา และไม่กินอาหารมด ๆ จนกระทั่งเสียชีวิต เพราะร่างกายขาดสารอาหาร และร่างได้เปลี่ยนไปเป็นดอกไม้ชื่อ narcissus

อาการหลงรักตัวเองระดับรุนแรงเช่นนี้ เป็นอาการป่วยทางจิตใจชนิดหนึ่ง ที่นักจิตวิทยาได้ใช้คำบอกอาการว่า narcissism

Odysseus กับลูกน้องขณะกำลังเผชิญหน้ากับนาง Siren  ภาพจาก Ferens Art Gallery / Bridgeman Images
เทพธิดา Siren ในวรรณกรรมเรื่อง Odyssey นั้น Odysseus กับลูกน้องได้เผชิญกับนาง Siren ซึ่งมีเสียงและรูปร่างที่ทรงเสน่ห์ จนทำให้ผู้คนหลงใหลในเสียงอย่างลืมตาย เพราะเวลานางร้องเพลง เสียงเพลงจะทำให้บรรดากะลาสีทั้งหลายมีอาการจังงังดังต้องมนตร์สะกด และแล่นเรือไปอย่างไร้ทิศทาง จนกระทั่งเรือเกยหินโสโครกและอับปางลง และ Odysseus พบว่ามีวิธีเดียวที่จะให้ลูกน้องหลบเลี่ยงหลีกภัยจาก Siren ได้ ก็คือ ให้ทุกคนอุดหูด้วยขี้ผึ้ง เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียง ส่วน Odysseus เองก็ใช้เชือกมัดตัวเองเข้ากับเสากระโดงเรืออย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้ตนกระโจนลงจากเรือว่ายน้ำไปหานาง Siren

ปัจจุบันคำ Siren จึงเป็นคำที่ใช้ในความหมายเกี่ยวกับผู้หญิงที่ใช้เสน่ห์ยั่วยวนผู้ชายให้หลงใหลจนเสียคน แต่เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน คำ ๆ นี้ ได้ใช้เรียกอุปกรณ์ดนตรีที่เวลาเล่นแล้วมีเสียงออกมา เพื่อแสดงการเตือนภัยที่จะเกิดขึ้นกับเรือโดยสาร ปัจจุบันคำนี้ยังใช้กับรถพยาบาลที่เคลื่อนที่บนถนนในยามฉุกเฉินด้วย

เทพ Pan ภาพจาก sacredwicca.com
เทพ Pan ในตำนานเทพเจ้าของกรีก เป็นเทพที่บนศีรษะมีเขาคล้ายแพะ และมีหน้าที่พิทักษ์ปกป้องฝูงแกะกับป่าไม้ ตลอดจนถึงการเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ผู้ชอบเล่นเครื่องดนตรีขลุ่ยแพน (panpipe) ซึ่งทำให้เกิดเสียงลึกลับ ที่ทำให้คนที่ได้ยินเสียงนั้นมีอาการสับสนกระวนกระวายมาก แม้กระทั่งสัตว์ก็ตกใจกลัวและตื่นตระหนก จนต้องวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง หรือแม้แต่คนที่มีสติดีก็อาจจะมีอาการกระวนกระวายและตกใจกลัวมาก จนแทบจะเสียสติ อาการนี้มีชื่อเรียกทางจิตวิทยาว่า panic

ในปัจจุบัน Pan เป็นชื่อดวงจันทร์บริวารดวงหนึ่งของดาวเสาร์ด้วย

เทพ Tantalus ที่ถูกลงโทษโดย Zeus ภาพจาก https://alchetron.com
เทพ Tantalus ในตำนานกรีก เป็นกษัตริย์ผู้ทรงปกครองเมือง Lydia และเป็นพระราชบุตรใน Zeus ซึ่งทรงถูกพระบิดาลงโทษ โดยให้ยืนอยู่ในน้ำที่ท่วมถึงพระศอ (คอ) และที่เหนือผิวน้ำมีกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยผลไม้ แต่เวลา Tantalus รู้สึกหิว ทุกครั้งที่เอื้อมพระหัตถ์ไปเด็ดผลไม้จากกิ่ง กิ่งไม้ก็จะถอยหนีจากพระหัตถ์ทุกครั้งไป และทุกครั้งที่จะทรงดื่มน้ำ น้ำก็ลดระดับลงในทันที

ปัจจุบันชื่อนี้ได้ถูกแปลงไปเป็นคำกริยา tantalize ที่มีความหมายว่า เป็นการยั่วเย้าให้รู้สึกมีความต้องการอย่างรุนแรง แต่ความต้องการนั้นก็ถูกขัดขวางไม่ให้สัมฤทธิ์ผล

ด้านวีรบุรุษสงครามแห่ง Troy นาม Hector เป็นพระราชบุตรองค์โตในกษัตริย์ Priam แห่งกรุง Troy ในวรรณกรรม Iliad เขาเป็นราชบุตรที่จงรักภักดีต่อพระราชบิดามาก และนักรบที่เก่งกล้าสามารถ แต่มิใช่เป็นนักเลงดังความหมายที่ใช้ในปัจจุบัน การกลับความหมายในเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 เมื่อมีแก๊งนักเลงใน London ได้ตั้งฉายาแก๊งของตนเองว่า Hector ซึ่งแสดงความกล้าหาญ และความเป็นผู้ชายในแก๊ง แต่ในปัจจุบันคำว่า hector เป็นคำกริยาที่ใช้แสดงว่า เวลาใคร hector ก็คือ เขากำลังวางมาดนักเลง เพื่อข่มขู่หรือบูลลี่คนอื่น ๆ ให้รู้สึกกลัว

วรรณกรรมไทยที่โบราณที่สุด จะมีการสร้างเป็นภาพยนต์ไหมครับ

อ่านเพิ่มเติมจาก Wilson, Emily (13 December 2023). "First Woman to Translate Homer's Odyssey Into
English: How Modern Bias Is Projected Onto Antiquity". Time. Archived from
the original on 12 July 2025. Retrieved 11 May 2026.


ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์