xs
xsm
sm
md
lg

ภัยสุขภาพซึ่งเกิดจากการบริโภคน้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนด้วย “สารหนู” (VDO Clip)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน



สารเคมีหลายชนิด เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นปัจจัยสำคัญที่แพทย์ปัจจุบันใช้ในการรักษาโรคและใช้เป็นปุ๋ยในการทำเกษตรกรรม ตลอดจนใช้ผลิตอาหารในการอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเพื่อความสะดวกสุขของทุกชีวิต ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงนำสารเคมีชนิดต่าง ๆ มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในหลากหลายสถานที่อย่างตลอดเวลา (คือ ใน 4 มิติ) การกระทำเช่นนี้ ได้ทำให้สารเคมีหลายชนิดมีโอกาสเล็ดลอดเข้าสู่วัฏจักรของน้ำ โดยการซึมซับเข้าไปในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณการใช้สารเคมีที่เพิ่มตลอดเวลาก็ยังเป็นดัชนีชี้บอกมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนที่สูงขึ้นๆ ด้วย





แต่ในเวลาเดียวกันความต้องการของมนุษย์ที่จะบริโภคน้ำสะอาดก็เพิ่มตามไปด้วย เพราะเราต้องการน้ำบริสุทธิ์ในการผลิตอาหาร ผลิตยา สร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในการทำอุตสาหกรรมขั้นสูง แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีความแปรปรวนมาก ซึ่งได้ทำให้น้ำสะอาดที่ปราศจากมลทินลดน้อยลง ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ทำให้โลกมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องมีการบริหารจัดการเรื่องน้ำสะอาดที่ทันสมัย คือ มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำน้ำมาใช้ซ้ำ ในการพัฒนาสารเคมีต่าง ๆ ที่สามารถสลายตัวได้เร็วและได้อย่างสมบูรณ์ คือ ไม่แปรสภาพเป็นสารพิษอื่น เวลาระบบที่ใช้สารตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสถานะภาพต่างๆ กัน

ทุกวันนี้เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนและระบบนิเวศมีสุขภาพดีขึ้น แต่เมื่อมนุษย์ได้สังเคราะห์สารเคมีชนิดใหม่ ๆ ตลอดเวลา และนำออกใช้ โดยไม่ได้ทดสอบคุณและโทษในระบบ ดังนั้นความรุนแรงของพิษการปนเปื้อนจึงเพิ่มตามไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เทคโนโลยีที่ล้าสมัย ที่เราเคยใช้ในการบำบัดจึงมีประสิทธิภาพน้อยลง


ปัจจุบันนักเทคโนโลยีนิยมใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น

วิธี extended filtration ซึ่งเป็นการกรองระยะยาว โดยใช้ระบบตัวกรอง (filter) ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อแยกสารเจือปน โดยมีการเดินเครื่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อกรองอนุภาคขนาดเล็กออกไป

หรือใช้เทคนิค activated carbon หรือที่เรียกว่า ใช้ถ่านกัมมันต์ ซึ่งเป็นคาร์บอนที่ผ่านกระบวนการเผาและถูกกระตุ้นด้วยความร้อนอุณหภูมิสูงและไอน้ำ เพื่อทำให้คาร์บอนมีโครงสร้างเป็นรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก โครงสร้างนี้จะทำให้คาร์บอนที่มีรูพรุนมากมาย จึงมีพื้นที่ผิวสูงมาก (ประมาณ 500-1,500 ตารางเมตร/กรัม) เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับ (adsorber) สารพิษดูดกลืนกลิ่นและสีของสารเจือปนได้เป็นอย่างดี


หรือใช้เทคโนโลยี advanced oxidation process ซึ่งเป็นกระบวนการบำบัดของเสีย โดยกระบวนการทางเคมี โดยใช้วิธีทำลายสารปนเปื้อนในน้ำ ด้วยการสร้างอนุมูลอิสระไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นสารออกซิแดนต์ที่มีพลังงานสูง ให้เข้าไปทำปฏิกิริยาเคมีกับสารอินทรีย์และมลพิษต่างๆ ให้เป็นโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก จนไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต

แต่บรรดาเทคโนโลยีเหล่านี้ก็มีข้อจำกัด เพราะทุกรูปแบบต้องใช้พลังงานและสารเคมี ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตผลที่เกิดจากการบำบัดก็อาจทำให้สารเคมีที่อุบัติใหม่ มีพิษยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ ด้านขยะพลาสติกที่ตามปกติมีขนาดเล็กระดับไมโครเมตร ถ้าถูกกำจัดไม่หมดก็อาจก่อโรคทางหลอดเลือดอุดตันในสมอง หรืออาจทำให้ยีน (gene) แสดงอาการต่อต้านสารปฏิชีวนะ หรือเปลี่ยนแปลงการทำงานของ gene หรือเพิ่มจำนวนแบคทีเรียในระบบนิเวศก็ได้

ทุกวันนี้เรายังไม่มีเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียที่สมบูรณ์แบบเลย นั่นคือ เรายังไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อนทุกชนิดได้อย่างหมดจด เพราะระบบมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการบำบัดที่อาจสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา เช่น ท่อระบายน้ำเสียอาจรั่วในทันที น้ำเสียจึงสามารถซึมลงไปรวมกับน้ำใต้ดิน ดังนั้นเวลาฝนตก น้ำทั้งหมด (ทั้งบนดินและใต้ดิน) จึงสามารถไหลไปรวมกัน ณ บริเวณอื่นได้ ทำให้บริเวณนั้นไม่ปลอดภัย หรือเมื่อฝนตกหนักจนน้ำท่วม ซึ่งหมายความว่า น้ำส่วนใหญ่ในพื้นที่นั้นจะเป็นน้ำที่ไม่ได้รับการบำบัดเลย

เมื่อเหตุและผลเป็นเช่นนี้ ในการให้เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียทำงานได้ดีอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องเน้นที่ต้นทาง โดยการลดปริมาณสารปนเปื้อนที่มาจากแหล่งกำเนิด

ในกรณีน้ำเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม วิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดได้ คือ ใช้สารเคมีที่สลายตัวทางชีวภาพได้ดี ส่วนสารเคมีที่มิใช่ตัวการหลักในการสร้างมลพิษ ก็ให้นำกลับมาใช้ซ้ำอีก เพื่อให้การปลดปล่อยของเสียทุกชนิดในสถานที่นั้นเป็นศูนย์

อนึ่ง ระดับการปลดปล่อยของเสียที่เป็นศูนย์นั้น มีตัวอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ในวงการอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งในกรณีหลังนี้อาจใช้สารที่ใช้ในกระบวนการย้อมสี ด้วยการทำสารให้บริสุทธิ์ที่สุดก่อน โดยการตกผลึก และนำมาใช้ซ้ำ ส่วนน้ำเสียที่เกิดขึ้น ก็ให้เข้ารับการบำบัดในโรงงานทันที ส่วนสารประกอบซิลิกอนในอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ ซึ่งใช้ในการผลิตแชมพู เพราะสารประกอบชนิดนี้ไม่เสื่อมสลายตัวง่าย ดังนั้นผู้ผลิตแชมพูจึงหันมาใช้สารที่ไม่ได้มีซิลิกอนเป็นองค์ประกอบแทน ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง ในวงการอุตสาหกรรมความงามก็เช่นกัน แทนที่จะใช้เม็ดพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ระดับไมโครเมตร ก็ให้ใช้เม็ด cellulose ที่มีขนาดเดียวกันแทน เพื่อกำจัดขยะไมโครพลาสติกไม่ให้เล็ดลอดออกสู่สิ่งแวดล้อม

ความนิยมที่จะมีเคมีสะอาด (green chemistry) เกิดจากความคิดจะไม่ใช้สารเคมีในการผลิตสินค้าต่าง ๆ ซึ่งถ้าจะว่ากันตามหลักการแล้ว การใช้สารเคมีในปริมาณที่น้อยลง จะทำให้สารตกค้างได้รับการออกแบบให้น้อยลง และถ้าสารเคมีนั้นสลายกลายสภาพเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและแร่ธาตุหมดก็เป็นเรื่องดี เช่น นักเคมีได้พัฒนาสาร linear alkylbenzene sulfonate (C18H30O3S) ซึ่งเป็นสารลดแรงตึงผิว (anionic surfactant) ที่มีใช้ในผงซักฟอกและน้ำยาทำความสะอาด เพื่อใช้แทนสาร tetra propylene sulfonate ซึ่งเป็นสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ที่เป็นพิษ และเคยนิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรมผงซักฟอกและสารทำความสะอาด เมื่อ 70 ปีก่อน


ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย สารเคมีทุกชนิดก่อนจะคิดนำมาใช้ จะต้องได้รับการทดสอบอย่างแพร่หลายและติดต่อกันเป็นเวลานานว่า ผลสุดท้ายที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบเช่นไร เพราะการใช้สารตั้งต้นที่ดี ผลิตภัณฑ์สุดท้ายก็จะดีด้วย

ในประเทศเยอรมนี โรงงานใดที่ปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษออกสู่สาธารณะ โรงงานนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับในอัตราที่ขึ้นกับปริมาณมลพิษ ที่บอกได้จากความเข้มข้นของสารอนินทรีย์ อันได้แก่ สารหนู ปรอท แคดเมียม โครเมียม ตะกั่ว และ ทองแดง ว่า มีผลกระทบต่อไข่ปลาอย่างไร มาตรการนี้มีผลทำให้การใช้สารพิษในวงการอุตสาหกรรมลดน้อยลง

ตัวชี้วัดอื่นๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษได้แก่ การวัดผลกระทบทางด้านพันธุกรรม และการรบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine) เป็นต้น

การตรวจหา arsenic โดยวิธีง่าย ๆ คือ ใช้การทดสอบแบบ Marsh โดยการนำสารตัวอย่างมาทำปฏิกิริยากับกรดกำมะถันและสังกะสี ถ้าสารทดสอบมี arsenic ก็จะเปลี่ยนไปเป็นก๊าซ arsine และถ้ามีการเผาก๊าซนั้นต่อ ก๊าซก็จะสลายไปเป็นตะกอนสีเงิน-ดำ ปัจจุบันนี้ไม่นิยมใช้วิธีนี้แล้ว ภาพจาก www.compoundchem.com

และถ้าร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้รับสารหรูแล้ว ก็อาจสำแดงอาการ ดังภาพ


จะอย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีโดยมนุษย์ที่มีปริมาณมากขึ้นๆ ตลอดเวลา อาจทำให้การประเมินภัยหรือการกำหนดขอบเขตความเป็นพิษอาจจะไม่ทันการณ์และเหมาะสม แต่ก็อาจสามารถทำได้ระดับหนึ่ง คือ การบังคับให้ทุกวงการอุตสาหกรรมใช้สารประกอบทางเคมีที่ทุกคนรู้ดีว่าปลอดภัย คือ มีพิษน้อย และสลายตัวเร็ว ซึ่งจะทำให้สภาวะแวดล้อมและสุขภาวะของทุกคนในสังคมมีความปลอดภัยในระยะยาว


เมื่อไม่นานมานี้ ปัญหาน้ำปนเปื้อนด้วยสารหนู ได้เป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างภัยสุขภาพอย่างหนักหนาสาหัสในหลายพื้นที่ของทวีปเอเชียตอนใต้ เช่น พม่า ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม และบังคลาเทศ โดยเฉพาะในประเทศบังคลาเทศนั้น ในการสำรวจเมื่อ 20 ปีก่อน ได้พบว่ามีสาร arsenic ปนเปื้อนในน้ำใต้ดินมาก จนทำให้ประชากรประมาณ 3.5 ล้านคน ได้รับสาร arsenic มาก จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น เป็นโรคผิวหนังและมะเร็ง ฯลฯ


มนุษย์ได้รู้จัก "สารหนู" (arsenic) มานับเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว แต่รู้จักในรูปของสารประกอบ มิใช่ในสภาพเป็นแร่บริสุทธิ์ ชื่อ arsenic มาจากคำในภาษากรีกว่า arsenikon ที่มีสีเหลืองสดใส เหมือนสีของแร่หรดาล แต่ชื่อนี้ทำให้หลายคนสับสนกับคำกรีกว่า arsenikos ที่มีความหมายแสดงความเป็นเพศชาย แต่คำกรีกนี้ก็ได้ผันแปรมาจากคำในภาษาอารบิกว่า al-zarnik อีกทอดหนึ่ง ซึ่งคำนี้ในภาษาอารบิกแปลว่า "สีทองคำ"


ในปี 1634 ในการแปลตำรา National History ของ Pliny (ค.ศ.23-79) ผู้แปลได้กล่าวถึงแร่หรดาลว่า ถูกขุดพบในประเทศซีเรีย เพื่อให้ศิลปินในเวลานั้นใช้ในการระบายสีภาพ แร่นี้มีความเปราะและแตกหักได้ง่ายเหมือนแก้ว ส่วนคำ orpiment (ที่แปลว่า หรดาล) เป็นมาจากคำละตินว่า auri-pigmentum ซึ่งเป็นสารประกอบ arsenic sulfide ที่มีสูตรเคมีเป็น As2S3 ด้าน Pedanius Dioscorides (ค.ศ.40-90) และ Pliny ก็ได้เคยกล่าวถึง arsenic ชนิดที่สองว่ามีสีแดงสด และมีชื่อว่า sandarach เป็นแร่ realgar ที่มีสูตรเคมีเป็น As2S4 คำ realgar นี้ เป็นคำในภาษาอารบิกที่แปลงมาจากคำ rabjal-gar ที่แปลว่า ฝุ่นในถ้ำ

แม้ว่าสารประกอบ arsenic จะมีหลายสี คือ สีทอง สีแดง แต่ arsenic สีขาวนับเป็น arsenic ที่มีพิษรุนแรงที่สุด เพราะมัน คือ arsenic oxide ที่เกิดจากการเผา arsenic sulfide ในอากาศ

Nicolas Lémery (1645–1715) ซึ่งเป็นเภสัชกรชาวฝรั่งเศส และเป็นแพทย์หลวง แห่งราชสำนักสมเด็จพระเจ้า Louis ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้เคยกล่าวเตือนเรื่องการใช้ arsenic ในการรักษาไข้ว่า มันอาจจะเป็นพิษต่อร่างกาย

ส่วนการเรียกชื่อ arsenic ว่า สารหนูนั้น เพราะผู้คนในอดีตเคยใช้สารชนิดนี้ในการฆ่าหนู (rat poison) แม้จะเป็นสารพิษ แต่ถ้าใช้ในปริมาณน้อยที่เหมาะสม มันก็ใช้เป็นยารักษาโรคบางชนิดได้ เพราะ Pliny กับ Dioscorides ก็ได้เคยใช้สารหนูในการกัดติ่งเนื้อ (protrusion) และถ้าใช้ดื่มกับน้ำผึ้ง เพื่อให้ลำคอสะอาดและเสียงที่เปล่งออกมาจะสดใส

แผนที่ทางธรณีวิทยาของเอเชียอาคเนย์ฉบับปัจจุบันได้แสดงให้เห็นว่า ดินแดนแถบนี้มีแหล่งน้ำใต้ดิน ที่มี arsenic ปนเปื้อน เพราะดินดอนสามเหลี่ยมของบังคลาเทศนั้น ประกอบด้วยดินตะกอน (sediment) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งได้ถือกำเนิดเมื่อ 10,000 ปีก่อน และดินตะกอนนี้ มีบทบาทในการปลดปล่อยสาร arsenic ที่มีสะสมในดินออกได้ง่าย


แผนที่นำออกเผยแพร่ใน วารสาร Nature Geoscience (L. Winkel et al. Nature Geosci. doi:10.1038/ngeo254; 2008) ได้แสดงให้เห็นว่า ในแม่น้ำแดง (Red River) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาว 1,149 กิโลเมตร โดยมีต้นน้ำที่ถือกำเนิดในมณฑลยูนนาน ของประเทศจีน ได้ไหลผ่านภาคเหนือของเวียดนาม (ผ่านเมืองหลวงฮานอย) ลงสู่อ่าวตังเกี๋ย การมีชื่อว่า แม่น้ำแดง เพราะสีของน้ำเป็นสีแดงอมน้ำตาล ซึ่งเกิดจากตะกอนดินปริมาณมาก การสำรวจสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงกับดินแดนที่อยู่ในบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและอิรวดีในพม่าก็แสดงว่ามีแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนด้วย arsenic ในปริมาณมาก จนเกินระดับความปลอดภัย เช่นกัน

ถ้าดูสภาพพื้นดินทั่วไปจะไม่สามารถจะให้ข้อมูลที่แสดงความเป็นไปของสิ่งที่อยู่ใต้ดินได้ ในทำนองเดียวกันกับการดูพื้นห้อง ก็ไม่สามารถจะบอกความเป็นไปใต้พื้นห้องได้

ดังนั้นนักธรณีวิทยาจึงไม่รู้สึกแปลกใจที่รู้ว่า ดินดอนสามเหลี่ยมอิรวดีมีสารหนู (arsenic) มากการสำรวจหมู่บ้านในแถบนี้ 25 แห่ง พบว่าบ่อน้ำกว่า 67% มี arsenic เจือปน จึงทำให้ผู้คน 3.5 ล้านคน ตกอยู่ในภาวะอันตราย เพราะเหตุว่า arsenic เกิดในดินตะกอนที่อยู่ใต้ดิน และน้ำใต้ดินได้ไหลชะสาร arsenic มาด้วย ทำให้การบริโภคน้ำนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ


การปนเปื้อนพวกโลหะหนักในดินแถบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ในเมียนมาที่มุ่งหาทองคำและแร่หายาก สร้างความวินาศสันตะโรด้านสิ่งแวดล้อมในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า การวิเคราะห์ทำให้ได้พบข้อมูลว่ามีเหมือง 833 แหล่ง ที่ปราศจากการควบคุมมลภาวะ โดยมี 86 แหล่งที่เป็นเหมืองแร่หายาก ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของเหมือง 86 แหล่งนี้ ได้เปิดทำการตั้งแต่ปี 2024-2026 ภาพจาก Facebook: Pollution Control Department

สำหรับมาตรฐานความปลอดภัยของสารหนูที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดไว้ คือ ในน้ำ 1 ลิตร จะต้องมี arsenic น้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัม (10 ไมโครกรัม/ลิตร) และไม่ควรเกิน 0.05 มิลลิกรัม แต่ในบางบริเวณพื้นของประเทศไทยเมื่อ 40 ปีก่อน ได้มีการพบว่าที่อำเภอร่อนพิบูลย์ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการพบแร่ arsenopyrite ที่เหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเป็นสารประกอบชนิดหนึ่งของ arsenic และในปี 2019 ที่อำเภอบ้านค่าย ในจังหวัดระยอง ก็ได้มีการพบสารประกอบ arsenic ในบ่อ 40 บ่อ ในปริมาณ 0.3 ไมโครกรัม/ลิตร และในเวลาต่อมาที่ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมก็มีดินที่ปนเปื้อน arsenic ซึ่งมาจากการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและของเสีย เช่นกัน


สำหรับคนทั่วไป เวลาร่างกายได้รับพิษจากสารหนู (arsenic poisoning) แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยการใช้ ยาขับสารพิษหรือยาต้านพิษ (chelating agents) ซึ่งมีกลไกจับอะตอมสารหนูในเลือดและเนื้อเยื่อ แล้วขับออกทางปัสสาวะหรืออุจจาระ
ยาหลัก ๆ ที่แพทย์เลือกใช้ ได้แก่ :

1.ยาขับสารพิษหลัก (chelating agents)พวก

(a) Unithiol (DMPS) : เป็นยาตัวเลือกแบบรับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือดและกล้ามเนื้อ ยานี้มีประสิทธิภาพสูง ให้ผลกระทบข้างเคียงต่ำ และนิยมใช้แพร่หลายในหลายประเทศ

(b)Succimer (DMSA) : ซึ่งเป็นยาชนิดรับประทาน มีความปลอดภัยและผลข้างเคียงน้อยกว่า BAL มักใช้ในการรักษาภาวะพิษแบบไม่รุนแรง ซึ่งต้องใช้การรักษาอย่างต่อเนื่องหลังจากอาการเฉียบพลันเริ่มคงที่แล้ว


(c)Unithiol (DMPS) : เป็นยาตัวเลือกแบบรับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือดและกล้ามเนื้อ ยานี้มีประสิทธิภาพสูง ให้ผลกระทบข้างเคียงต่ำ และนิยมใช้แพร่หลายในหลายประเทศ

2. การรักษาประคับประคองและสนับสนุน (supportive care)

นอกจากการใช้ยาต้านพิษหลักโดยตรงแล้ว แพทย์อาจจะใช้วิธีรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เนื่องจากสารหนูส่งผลกระทบทางลบต่อหลายระบบในร่างกาย ด้วยวิธี

- การให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ (IV fluids): เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำ (กรณีท้องเสียหรืออาเจียนรุนแรง) และช่วยรักษาการทำงานของไต

- การล้างท้องหรือยาล้างลำไส้ (gastric lavage / bowel irrigation): พิจารณาทำในกรณีที่เพิ่งกลืนกินสารหนูเข้าไปไม่นาน เพื่อลดการดูดซึม

- การฟอกเลือด (hemodialysis): ซึ่งอาจนำมาใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะไตวายร่วมด้วย


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อ่านเพิ่มเติมจาก : Kabir R, Sinha P, Mishra S, Ebenebe OV, Taube N, Oeing CU, Keceli G, Chen R, Paolocci N, Rule A, Kohr MJ (2021-04-01). "Inorganic arsenic induces sex-dependent pathological hypertrophy in the heart". American Journal of Physiology. Heart and Circulatory Physiology. 320 (4): H1321–H1336. doi:10.1152/ajpheart.00435.2020. ISSN 1522-1539. PMC 8260381. PMID 33481702


ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์