xs
xsm
sm
md
lg

สวทช. จับมือ มหาดไทย ส่งเครื่องยนต์ วทน. ขับเคลื่อน นบท. 69 ชูแนวคิด High Impact ปฏิรูปเศรษฐกิจภูมิภาค

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือ กระทรวงมหาดไทย โดยสถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดโครงการฝึกอบรม “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะนักบริหารงานเชิงพื้นที่ (นบท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ณ วิทยาลัยมหาดไทย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมีข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษเข้าร่วมการอบรมรวม 100 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ครอบคลุมทั้งกลุ่มงานอำนวยการ กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม กลุ่มงานยุทธศาสตร์ฯ กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล และกลุ่มงานบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด รวมถึงข้าราชการส่วนกลางและสายงานสนับสนุน เพื่อบ่มเพาะและยกระดับวิสัยทัศน์ของแม่ทัพผู้ขับเคลื่อนนโยบายในระดับท้องถิ่น ให้มีความพร้อมในการบริหารงานเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลและเทคโนโลยี



ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการวิจัย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ” พร้อมจุดประกายเพื่อติดอาวุธทางความคิดและส่งมอบเครื่องมือเทคโนโลยีให้แก่นักบริหารงานเชิงพื้นที่ นำไปปลดล็อกศักยภาพและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด โดยท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ถาโถมทั่วโลก ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสิ่งแวดล้อม และกระแส AI Disruption ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรและแรงงานแบบเดิม ที่มักติดหล่มกับการทำงานแบบ “ทำมากแต่ได้ผลลัพธ์น้อย” ไปสู่ “เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม” ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง หรือการ “ทำน้อยแต่ได้มาก” เพื่อให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและหมุดหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13


เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้อจำกัดด้านงบประมาณแผ่นดินซึ่งสะท้อนว่าภาครัฐไม่สามารถดำเนินโครงการในทุกเรื่องพร้อมกันได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนจากการดำเนินงานในลักษณะกระจายตัวแบบเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่ำและทำให้สูญเสียโอกาส ไปสู่การ “เลือกทำในเรื่องสำคัญ” ที่จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือสร้างผลกระทบสูงในวงกว้างแก่ประชาชนเป็นหลัก โดย สวทช. พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางเทคนิค (Technical Partner) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในทุกพื้นที่ เพื่อใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็น “คานงัด” ในการปลดล็อกศักยภาพของท้องถิ่น


ที่ผ่านมา สวทช. ได้นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าไปแทรกซึมและสร้างผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในมิติต่างๆ ได้แก่ ด้านการเกษตรและอาหารมูลค่าสูง ผ่านโครงการ “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” พัฒนาพื้นที่ในภาคอีสาน เพิ่มรายได้เกษตรกรผ่านการสร้างระบบผลิตและตลาดที่ยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ด้วยการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าสูงตลอดห่วงโซ่ เช่น ข้าว พืชหลังนา พืชผัก สมุนไพร และโคเนื้อ ควบคู่กับการท่องเที่ยวบนฐานทุนวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมพัฒนาโมเดลไม้ดอก “ปทุมมา” รองรับงานพืชสวนโลก ปี 2569 ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มอย่างยั่งยืน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาความเข้มแข็งของภาคการเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ ด้านการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล โดยการขยายผลแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ในช่วงปี 2569–2570 เพื่อนำระบบ AI เข้ามาช่วยรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาเมืองโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้ระบบราชการโปร่งใสและคล่องตัว และด้านสังคมและสุขภาพ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ดิจิทัลและแพลตฟอร์มดูแลผู้สูงอายุองค์รวมในชุมชน เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์


ในช่วงท้ายของการบรรยาย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการขับเคลื่อนในอนาคต โดยสนับสนุนให้นักบริหาร นบท. ร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศเชิงพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผสานพลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ สวทช. ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะไม่เพียงแต่ช่วยลดความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณลงได้เท่านั้น แต่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมีเอกภาพ และนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง