xs
xsm
sm
md
lg

เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนกับ AI ที่ใช้อ่านจารึกในม้วนกระดาษที่พบในเมือง Herculaneum โดยไม่ต้องคลี่ออก กับการอ่านตำราของ Archimedes อายุ 2,000 ปี หน้าที่หายไป (VDO Clip)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



Pompeii กับ Herculaneum เป็นเมืองโรมันโบราณที่สำคัญในแคว้น Campania ของอิตาลี ซึ่งถูกภูเขาไฟ Vesuvius พ่นควัน เขม่า ลาวา ดิน และหินทับถมชีวิตชาวเมือง 2,000 คนทั้งเป็น เมื่อปี 79 และซากปรักหักพังของเมืองที่ถูกฝังจมดิน ได้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญมาก ซึ่งใช้บอกเล่าอารยธรรมหนึ่งของโลกโบราณ




เมืองทั้งสองนี้ตั้งอยู่ใกล้เมือง Naples และอ่าว Naples ในอดีตเมืองเคยเป็นสถานตากอากาศของผู้ที่มีฐานะดีและขุนนาง มีถนนหนทาง อาคารที่อยู่อาศัย ร้านค้า สถานอาบน้ำสาธารณะ โรงละครกลางแจ้ง ฯลฯ เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด บางอาคารที่มีภาพวาดปูนเปียกบนผนังก็ยังคงสภาพอยู่ ซึ่งภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นความเป็นอยู่ของประชาชนในเมือง ประเพณีทางศาสนา ความเชื่อ และกิจกรรมของผู้คนในเวลานั้น หลังจากที่ภูเขาไฟได้ระเบิดเป็นเวลาประมาณ 18 ชั่วโมง เมืองทั้งสองก็ได้หายสาบสูญไปจากความทรงจำของผู้คนทั้งโลก

หนุ่ม Pliny (62-112) เป็นบุคคลหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ ขณะยืนอยู่ที่เมือง Misenum เขาเล่าว่าได้ เห็นกลุ่มควันไฟพุ่งจากปากปล่องก่อน และเห็นก้อนเมฆสีดำลอยต่ำเหนือเมือง Pompeii กับ Herculaneum จากนั้นก็ได้ยินเสียงแผ่นดินไหวเป็นระยะ ๆ ในเวลาเดียวกันอุณหภูมิของบรรยากาศโดยรอบก็สูงขึ้น ๆ ผู้คนพากันหนีตายอย่างจ้าละหวั่น แต่ก็ไม่ทัน เพราะภายในเวลาเพียง 3 วัน ลาวาก็ได้ไหลท่วมเมือง และทำลายชีวิตผู้คนไปจนเกือบหมด


ตลอดเวลาที่ผ่านไปนานเกือบ 1,000 ปี ไม่มีใครพูดถึง Pompeii กับ Herculaneum อีกเลย จนกระทั่งปี 1748 เมื่อวิศวกรทหารในกองทัพสเปนชื่อ Roque Joaquín de Alcubierre (โรเก ฌออาควิน เดอ อัลกูเบียร์) เริ่มค้นหาวัตถุโบราณในบริเวณรอบภูเขาไฟ ตามพระราชประสงค์ในกษัตริย์แห่งเมือง Naples (พระเจ้า Charles of Bourbon) และได้พบซากกำแพงและเสาของเมือง Pompeii จึงได้กลับมาคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง

การขุดหาทรัพย์สมบัติที่ถูกฝังกับสิ่งก่อสร้างในเมือง ทำให้ได้พบถนนหนทาง ผลงานศิลปะบนผนังของอาคาร ซึ่งแสดงประเพณี ความเชื่อ และความเป็นอยู่ของสังคมในเวลานั้นจำนวนมากมาย

ในปี 1769 Giuseppe Fiorelli (จูเซปเป ฟิโอเรลลี่) (1823-1896) ได้เริ่มศึกษาเมือง Pompeii อย่างเป็นระบบ และได้พบว่าในเวลานั้น เมือง Pompeii เจริญรุ่งเรืองมาก เพราะเป็นศูนย์กลางทางการค้า เป็นสถานที่ตากอากาศของชนชั้นสูง มีร้านค้าพาณิชย์ โรงละครมหรสพกลางแจ้ง สถานที่อาบน้ำสาธารณะ ฯลฯ หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ในเมืองมีอาคารบ้านเรือนที่สวยงาม ในบ้านคนที่มีฐานะดีมักจะมีห้องโถง เสากลม อนุสาวรีย์หินอ่อนและสวนผลไม้หลังบ้าน ในตลาดมีการซื้อขายข้าวสาลี น้ำมันมะกอก ฯลฯ ภาพวาดบนผนังบ้านยังแสดงให้เห็นอีกว่า ชาวเมืองนิยมใช้ม้าลากรถบรรทุกเหล้าองุ่น และถนนหนทางในเมืองมักถูกสร้างให้ตัดกันเป็นรูปมุมฉาก

สำหรับชาวเมืองที่ถูกลาวาทับถมนั้น ซากได้กลายเป็นหิน อากัปกิริยาของคนเหล่านั้นก่อนตายแสดงให้เห็นว่าได้พากันไปหลบหนีลาวาไปที่อ่าว หรือเข้าไปอยู่ในบ้านที่แข็งแรงมั่นคงก่อน เพื่อให้ทะเลลาวาไหลผ่านไปก่อน จึงออกมาจากที่หลบภัย แต่เมื่ออากาศในบ้านมีมลพิษ ความอบอ้าวได้ทำให้ทุกคนพากันหนีออกนอกบ้าน ในเวลานั้นเมฆมืดได้เข้าปกคลุมเมืองทั้งเมืองแล้ว และในที่สุดก็ไม่มีใครหนีเอาชีวิตรอดได้เลย


ที่บ้านพักตากอากาศชื่อ Villa of the Mysteries นักโบราณคดีได้พบซากศพที่ได้กลายเป็นหินของยามเฝ้าบ้านคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น ในบ้านไม่พบซากศพของใครคนใดตกค้างอยู่เลย คงเพราะบรรดาเจ้าของบ้านได้พากันหนีไปหมดแล้ว และได้สั่งให้ยามอยู่เฝ้าบ้านพักตากอากาศตามลำพังคนเดียว ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ใบหน้าของบรรดาคนที่เสียชีวิต ล้วนแสดงอาการตื่นตระหนกและกลัวตายอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงปี 1758-1767 Johann Winckelmann (1717-1768) นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้เริ่มเข้ามาศึกษาประวัติของ Pompeii และ Herculaneum อย่างมีหลักการทางวิทยาศาสตร์

พัฒนาการงานวิจัยด้านโบราณคดีของเมือง Pompeii ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา คือ ในปี 1769 ได้มีการพบแผ่นจารึกชื่อเมือง Pompeii นี่จึงเป็นการยืนยันว่าเมืองที่ขุดพบเป็นเมือง Pompeii ตัวจริง


สำหรับที่ เมือง Herculaneum นั้นก็ได้มีการพบว่ามีห้องสมุดที่สะสมม้วนจารึก (scroll) ที่ทำด้วยกระดาษ papyrus จำนวนนับร้อยม้วน ที่ไม่มีใครเคยอ่านมาเป็นเวลานานร่วมพันปีแล้ว เพราะเวลานักโบราณคดีพยายามจะคลี่ม้วนจารึกออกอ่าน แผ่นจารึกที่ทำด้วยกระดาษที่กรอบ เพราะถูกไฟภูเขาไฟเผาก็จะเปราะหักทันที และเมื่อนักประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมาได้พยายามอ่านจารึกบ้าง แต่ไม่มีผล เพราะทุกคนยังไม่มีเทคโนโลยีในการใช้อ่านที่เหมาะสม


แต่เมื่อถึงวันนี้ โลกมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการอ่านจารึกแล้ว โดยไม่ต้องคลี่ม้วนกระดาษออก นั่นคือเทคโนโลยี AI กับเทคโนโลยี CT Scan (Computed Tomography Scan) ที่ใช้แสงซินโครตรอนในการอ่านทีละหน้า และเพื่อให้ความประสงค์นี้บรรลุผลสัมฤทธิ์ โครงการ Vesuvius Challenge ของรัฐบาลอิตาลีจึงถือกำเนิด โดยจัดให้มีการแข่งขันเพื่อมอบรางวัลให้คนที่อ่านจารึกได้เป็นคนแรก


ในปี 2023 นักอ่านจารึกสามารถอ่านคำว่า “purple” ออก และได้รับรางวัลไป 1.2 ล้านบาท ในเวลาต่อมาก็มีคนอ่านอักษรที่อยู่บนจารึกได้อีกกว่า 2,000 ตัว และได้รับรางวัลไปประมาณ 23 ล้านบาท ถึงวันนี้ม้วนจารึกหนึ่งม้วน ที่มีความยาว 1.5 เมตร ได้มีอักษรจารึกอยู่เป็นแถว 20 คอลัมน์ ได้รับการอ่านหมดแล้ว หลังจากที่ไม่มีใครสามารถอ่านออกเป็นเวลานานร่วม 1,000 ปี

ด้านนักวิจัยชื่อ W. Brent Seales แห่งมหาวิทยาลัย Kentucky ได้ออกแถลงการณ์ว่า การได้อ่านบทความในม้วนจารึกม้วนหนึ่งที่มีชื่อเป็นทางการว่า PHerc 1609 ทำให้รู้ความคิดของปราชญ์ในเวลานั้นเกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้ ความสามารถในการรู้ดีรู้ชั่วของคน จนสามารถจะแจงความแตกต่างได้ ตลอดจนยังทำให้รู้อีกว่า คุณค่าของการกระทำที่เกิดขึ้นจากการหาเหตุผลเป็นเรื่องที่ดียิ่งกว่าการกระทำที่เกิดจากปฏิกิริยาสนองตอบแบบอัตโนมัติ บทความจารึกนั้นได้กล่าวถึงผลงานทางด้านปรัชญาของนักเขียนชื่อ Aristocreon ว่า เป็นนักปรัชญามีเลื่อมใสในความเชื่อลัทธิ Stoic (เป็นความเชื่อที่โฟกัสเฉพาะสิ่งที่ตนสามารถควบคุมได้ และรู้ว่าความทุกข์เกิดจากการตัดสินใจ การยอมรับโชคชะตา และเตรียมพร้อมในการรับมือกับเรื่องร้าย) ซึ่งปราชญ์คนนี้ เป็นหลานของนักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงชื่อ Chrysippus (279-206 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้บุกเบิกลัทธิ Stoic


ในปี 2025 เอกสารจารึกม้วนนี้ ได้ถูกพบที่เมือง Herculaneum ในสถานตากอากาศของพระสสุระ (พ่อตา) ใน จักรพรรดิ Julius Caesar (100-44 ปีก่อนคริสตกาล) ภายใน Villa มีม้วนกระดาษอีกจำนวนนับพัน และเป็นม้วนกระดาษเดียวที่เขียนเป็นภาษากรีกโรมัน เนื้อหาในจารึกกล่าวถึงงานของ Philodemus (110-35 ปีก่อนคริสตกาล) ซี่งเป็นนักปรัชญาที่อาศัยอยู่ที่เมือง Herculaneum เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนคริสตกาล และเป็นผู้นำทางความเชื่อแบบ Stoic อีกคนหนึ่ง

แม้ทีมวิจัยของ Seales จะได้อ่านเอกสาร PHerc 1609 ไปส่วนหนึ่งจนหมด และก็ตระหนักดีว่า กว่า 50% ของเอกสาร ได้ถูกไฟไหม้ไปจนหมดแล้ว แต่เขาก็สามารถจะอนุมานเนื้อหาของสิ่งที่สูญหายไปได้

ในความเป็นจริง นักโบราณคดีได้เคยพยายามอ่านจารึกนี้เมื่อ 50 ปีก่อน มาคราวนี้ Seales ได้ถ่ายภาพเอกสารโดยใช้อุปกรณ์ CT Scan แยกม้วนกระดาษออกทีละชั้น แล้วนำภาพถ่ายมาวางต่อกัน เพราะเอกสารส่วนที่หายไปไม่มีชื่อของเอกสาร และไม่มีชื่อของคนแต่ง หรือคนเรียบเรียง แต่นักโบราณคดีก็พอจะคาดคะเนได้ว่า คนเขียนคือนักปรัชญาชื่อ Philodemus

ในอนาคตโครงการ Vesuvius Challenge ได้ตั้งเป้ารางวัลว่าจะมอบเงินรางวัล 30 ล้านบาทให้แก่คนที่อ่านบทความในม้วนจารึกได้ภายในปีหน้านี้ และได้ตั้งเงื่อนไขว่า คนที่ได้รับรางวัลจะต้องเปิดเผยเทคนิคที่ใช้อ่านให้คนทั้งโลกรู้ด้วย


ย้อนอดีตถึงปี 2008 นักโบราณคดีได้เคยใช้เทคโนโลยี Multispectral imaging อ่านกระดาษ papyrus ที่พบในอียิปต์ และพบว่ามันเป็นบทละครแนวโศกนาฏกรรมและจิตวิทยาของ Sophocles (497-406 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งมีผลงานเป็นบทละครเป็นจำนวนมากถึง 90 บท และมีบทหนึ่งที่กล่าวถึงสตรีแห่งกรุง Troy (The Trojan Women) กับบทละครของ Euripides (480–406 ก่อนคริสตกาล) และ Hesiod (750-650 ก่อนคริสตกาล)


เอกสารเหล่านี้เป็น “กระดาษขยะ” ที่ชาวเมือง Oxyrhynchus ในอียิปต์ ได้ทิ้งออกนอกเมืองและเป็นกระดาษ papyrus ถึงวันนี้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย Oxford ในอังกฤษ ได้นำกระดาษ (papyrus) ขยะเหล่านี้ไปเก็บในพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยแล้ว
การใช้เทคโนโลยี CT Scan เป็นเทคโนโลยีถ่ายภาพที่ใช้แสงต่าง ๆ ที่มีความยาวคลื่นหลากหลาย เทคโนโลยี Multispectral imaging นี้ NASA มักใช้ในการถ่ายภาพผิวของดาวเคราะห์ ที่มีบรรยากาศปกคลุม ซึ่งมีสภาพปั่นป่วนตลอดเวลา ทำให้ภาพที่ได้มีลักษณะขุ่นมัวและไม่ชัด เทคโนโลยีนี้ใช้ทั้งแสง ultraviolet (UV) ตลอดไปจนถึงแสง infrared (IR) ในการอ่านภาพบนกระดาษ papyrus ที่พบในเมือง Oxyrhynchus

อีกจารึกหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ จารึกที่เป็นตำราของ Archimedes ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อน และมีบางหน้าที่ได้หายไป และ ณ วันนี้หน้าที่หายไปนั้นได้รับการอ่านบ้างแล้ว โดยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนและ AI ในการอ่าน


ตำราเล่มนี้มชื่อเป็นทางการเรียกว่า Archimedes Palimpsest (palim เป็นคำในภาษากรีกที่แปลว่า ซ้ำ และ sest แปลว่า เขียน ดังนั้นคำนี้จึงแปลว่า เขียนซ้ำ) เป็นเอกสารที่มีทั้งหมด 177 หน้า ที่ได้รับการคัดลอกในศตวรรษที่ 16 ซึ่งแสดงผลงานด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของ Archimedes ซึ่งเป็นปราชญ์เมื่อ 3 คริสต์ศตวรรษ ก่อนคริสตกาล และตำรานี้ถูกพบโดย Johan Ludvig Heiberg (1791–1860) ในร้านขายหนังสือเก่าที่กรุง Constantinople (Istanbul) ในตุรกี และเขาได้สังเกตเห็นว่า หน้าต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้มีตัวอักษรที่ถูกเขียนทับกัน 2 ชั้น อักษรชั้นบนเป็นคำสอนในไบเบิล และอักษรชั้นล่างปรากฏเป็นสูตรและสมการกับรูปภาพต่าง ๆ ซึ่งแสดงว่าเป็นตำราวิทยาศาสตร์โบราณ การเขียนอักษรทับกัน 2 ชั้นนั้นเพราะในเวลานั้นกระดาษเป็นวัสดุหายากและมีราคาแพง และเมื่อบาทหลวงเห็นว่าตำราวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าคำสอนในคริสต์ศาสนา จึงได้เขียนคำสอนทับลงไปเหนือตำรา จนเป็นเอกสาร palimpsest

สำหรับบุคคลที่นำตำรา Archimedes มาเรียบเรียง คือ Isidore แห่งเมือง Miletus ซึ่งเป็นวิศวกรผู้สร้างมหาวิหาร Hagia Sophia ในกรุง Istanbul ในคริสต์ศตวรรษที่ 16


ณ วันนี้ตำราของ Archimedes ส่วนที่ชื่อ The Method and Stomachion มีปรากฏอยู่ในเอกสาร Archimedes Palimpsest


ในปี 1906 นักประวัติศาสตร์ได้ถ่ายภาพของต้นฉบับนี้ และได้พบว่าสามหน้าแรกของเอกสารได้หายสาบสูญไป ส่วนต้นฉบับที่เหลือได้ถูกนำออกประมูลขายในปี 1998 ที่สถาบัน Christie ในราคา 2 ล้านดอลลาร์ แล้วถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Walters Art museum ที่เมือง Baltimore ในสหรัฐอเมริกา ในเวลาต่อมานักวิจัยเรื่องนี้ได้ประจักษ์ว่า พวกเขาได้พบหน้าที่หนึ่งของตำราแล้ว และการค้นพบนี้ทำให้นักโบราณคดีทุกคนสนใจมาก และได้พยายามจะค้นหาเอกสาร palimpsest ในพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ด้วย เอกสารที่พบในพิพิธภัณฑ์ Musée des Beaux-Arts ที่เมือง Blois ในฝรั่งเศส แสดงภาพที่สอดคล้องกับภาพถ่ายเมื่อปี 1906 ทุกประการ ในเอกสารยังมีแผนภาพเรขาคณิตที่เกี่ยวกับการหาปริมาตรของทรงกลมและทรงกระบอกด้วย


Archimedes เป็นปราชญ์กรีกโบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เขาเป็นทั้งนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และวิศวกรที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์ในด้านความคิด โดยได้ทิ้งมรดกทางด้านงานเขียนไว้มากมายให้คนรุ่นหลังได้รับทราบ เรียน และคัดลอก ผลงานส่วนใหญ่เมื่อถึงวันนี้ได้สาบสูญไปหลายเรื่องแล้ว และหลายเรื่องก็ได้รับการแปล การอ่านตำราของ Archimedes เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ที่ Stanford Linear Accelerator Center ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ใช้เครื่องเร่งอนุภาคเร่งอิเล็กตรอนให้มีความเร็วสูง จนมีความเร็วใกล้แสง ซึ่งจะให้รังสีเอกซ์พุ่งไปกระทบน้ำหมึกที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบหนึ่ง และเมื่ออะตอมเหล็กได้รับรังสีเอกซ์ที่มีพลังงานสูง อิเล็กตรอนที่โคจรอยู่ในวงในของอะตอมจะกระเด็นออก ทำให้เกิดที่ว่างในวงโคจร ให้อิเล็กตรอนที่อยู่ในวงโคจรวงนอกกระโจนลงมาแทนที่ แล้วปล่อยรังสีเอกซ์ออกมา ทำให้เกิดแสง fluorescence (เราจึงเรียกเทคนิคนี้ว่า X - ray Fluorescence (XRF) ที่ใช้ในการบอกชนิดของธาตุที่มีอยู่ในน้ำหมึก การใช้เทคนิคนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถอ่านงานเขียนของ Archimedes ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ได้ ซึ่งมีผลทำให้นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอ่าน และเข้าใจวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของปราชญ์กรีกโบราณเมื่อ 2,000 ปีก่อนได้


ตำราของ Archimedes ที่สำคัญมี 2 เรื่อง คือ “The Method of Mechanical Theorems” และตำราเรื่อง “ของลอย (On Floating Bodies)” ในตำราเล่มแรกนั้น Archimedes ได้เขียนเรื่องการทำงานของระบบทางกลศาสตร์ว่า สามารถทำงาน โดยใช้คณิตศาสตร์ได้อย่างไร และในตำราเล่มหลัง Archimedes ได้เขียนเกี่ยวกับหลักการลอยว่า จะมีแรงที่ของเหลวดันวัตถุที่จมในทิศขึ้น แรงนี้จึงทำให้น้ำหนักของวัตถุในของเหลวน้อยลง

ต้นฉบับของ Archimedes มีแผนภาพหลายภาพ แม้ว่า Archimedes เองจะเป็นคนไม่ชอบเขียนแผนภาพก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวถึงว่า สำหรับเอกสารที่เหลือจะช่วยให้เราอ่านและเข้าใจต้นฉบับทั้งหมด โดยใช้เครื่องเร่งอนุภาค และ AI ซึ่งอาจจะใช้เวลาอีก 8 ปี ในการถอดใจความ


โดยสรุปนักวิชาการปัจจุบันเชื่อและมีความเห็นว่า แม้นักบวชคนที่เขียนคำสอนทางคริสต์ศาสนาทับลงไปบนอักษรในตำรา Archimedes เพื่อให้ทุกคนไม่สนใจ วิทยาศาสตร์ และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เราเรียกเอกสารนั้นว่า palimpsest เพราะเอกสารได้ถูกนำมาใช้ซ้ำ แต่การกระทำเช่นนั้นก็ได้ทำให้เอกสารเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่คนธรรมดาจะไม่เอาไปเผาหรือทิ้ง ซึ่งในทางอ้อมก็คือการพยายามอนุรักษ์ตำรา Archimedes นั่นเอง

ในทางคณิตศาสตร์ก็มีจำนวนพาลินโดรม (Palindromic Number) ซึ่งเป็นจำนวนที่อ่านจากหน้าไปหลังหรือจากหลังไปหน้า ก็มีค่าเท่ากัน เช่น 121 และ 1331 เป็นต้น


อ่านเพิ่มเติมจาก


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

1. Marchant, Jo (12 October 2023). "AI reads text from ancient Herculaneum scroll for the first time". Nature. doi:10.1038/d41586-023-03212-1. ISSN 0028-0836. PMID 37828217. S2CID 263967131.

2. "Lost page of the Archimedes Palimpsest identified in Blois, central France | CNRS". www.cnrs.fr. 2026-03-09. Retrieved 2026-03-14.


ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์