xs
xsm
sm
md
lg

“ซูเปอร์เอลนีโญ” ปรากฏการณ์ที่เราต้องพบในปีนี้ - ปีหน้า ต่างจากเอลนีโญปกติอย่างไร และทำไมรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลังจากที่ องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) และ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้มีประกาศได้ออกประกาศเตือนภัยจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางปี 2026 – ต้นปี 2027 โดยปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญขั้นรุนแรง หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่หลายๆ คนได้ยินบ่อยๆ จากข่าวพยากรณ์อากาศในช่วงนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และยังอาจทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีที่มีสภาพภูมิอากาศเลวร้ายและร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย

วิลฟราน มูฟูมา โอเกีย ( Wilfran Moufouma Okia ) หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์สภาพภูมิอากาศของ WMO กล่าวว่า .... “แบบจำลองสภาพภูมิอากาศกำลังชี้ว่า มีโอกาสสูงที่โลกจะเผชิญกับซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2026 นี้ ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษนับตั้งแต่ปี 1870 โดยจะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมทั่วโลก”


องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกไม่ใช้คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” เพราะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจำแนกประเภทการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน แต่คือคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการของปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรง ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติตั้งแต่ 2 องศาเซลเซียสขึ้นไป


หลายๆ คนรู้ว่า “เอลนีโญ” (El Niño) เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งแล้งและทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ในสภาวะปกติของมหาสมุทรแปซิฟิก “ลมค้า” (Trade Winds) จะพัดจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก เพื่อผลักดันน้ำอุ่นบนผิวน้ำทะเลให้ไปสะสมอยู่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย แต่ในสภาวะเอลนีโญ กระแสลมเหล่านี้จะอ่อนกำลังลงหรือกลับทิศทาง ส่งผลให้น้ำอุ่นไหลย้อนกลับมาทางตะวันออกสู่ชายฝั่งอเมริกาใต้แทน

แต่ในปีนี้ จากการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศ กระแสลมตะวันตกพัดสอบ (Westerly Wind Bursts) มีกำลังแรงเป็นประวัติการณ์ ทำหน้าที่เสมือนแรงผลักดันมวลน้ำอุ่นให้เคลื่อนที่มายังแปซิฟิกตะวันออกได้รวดเร็วขึ้น ประกอบกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 1.5 - 2 องศาเซลเซียส ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ปรากฏการณ์เอลนีโญจนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)


ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่จะเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ อุณหภูมิน้ำทะเลแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่ฝั่งแปซิฟิกตะวันออกบริเวณทวีปอเมริกาใต้จะมีความเสี่ยงเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่ฝั่งตะวันตกบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียจะมีความเสี่ยงจากภัยแล้ง ไฟป่า ฝนทิ้งช่วง คลื่นความร้อน และอาจส่งผลให้ปี 2026 นี้ กลายเป็นหนึ่งในปีที่สภาพอากาศโลกแปรปรวนและร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

อีกทั้งในหลายงานวิจัยยังได้เผยว่า เหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญสามารถผลักดันอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.2 - 0.3 องศาเซลเซียสชั่วคราว ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้หลายพื้นที่บนโลกเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนานกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และสามารถสร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การเกษตร และสิ่งแวดล้อมได้อยากมากอีกด้วย


ข้อมูล – รูปอ้างอิง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
- wmo-int
(WMO: Likelihood increases of El Niño)
- carbonbrief-org
(State of the climate: Strong El Niño puts 2026 on track for second-warmest year)