ในวารสาร The Astrophysical Journal Letters (2025). DOI: 10.3847/2041-8213/ae0461 มีบทความเรื่อง “Analyses of the Ancient Chinese Report on the Total Solar Eclipse in 709 BCE: Implications for the Contemporaneous Earth’s Rotation Speed and Solar Cycles” อันเป็นผลงานของทีมวิจัยภายใต้การนำของ Hisashi Hayakawa แห่งมหาวิทยาลัย Nagoya ซึ่งได้รายงานว่า เหตุการณ์สุริยุปราคาในครั้งนั้น ได้ทำให้โลกรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของเมือง Qufu ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของมณฑล Lu ในยุคราชวงศ์ Sui การวิจัยครั้งนั้นยังทำให้เรารู้ความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลก ณ เวลานั้นด้วย
โดยทีมนักวิจัยได้พบว่า ตำแหน่งที่แท้จริงของเมือง Qufu ตั้งอยู่ห่างจากตำแหน่งเดิมที่นักประวัติศาสตร์เคยรู้ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ดังนั้นชาวเมือง Qufu จึงไม่ควรจะเห็นปรากฏการณ์สุริยะปราคาเต็มดวงเหมือนดังที่ได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เมื่อ 8 ศตวรรษก่อนคริสตกาลเลย
เพราะเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม เมื่อก่อนคริสต์ศักราช 700 ปี ตามหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารของทางราชการจีนชื่อ “Spring and Autumn Annals” ที่ได้นำออกเผยแพร่เมื่อ 2-3 ศตวรรษ หลังจากที่ได้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาจริง
จีนเป็นชนชาติหนึ่งที่มีการบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไว้อย่างละเอียดและถี่ถ้วน จนได้กลายเป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก เพราะจักรพรรดิจีนจะทรงโปรดให้บรรดาโหรหลวงและคณะนักดาราศาสตร์เฝ้าติดตามดูวิถีโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เพื่อนำมาพยากรณ์ลางร้าย หรือโชคลาภที่จะบังเกิดในอาณาจักร เช่น การเกิดโรคระบาด ปรากฏการณ์น้ำท่วมหนัก หรือการทำสงคราม เพราะคนจีนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า ปรากฏการณ์ประหลาดๆ บนท้องฟ้า เช่น การปรากฏตัวของดาวหาง การตกของอุกกาบาตและสุริยุปราคาจะเป็นลางร้ายที่แสดงให้เห็นว่า ได้มีการประพฤติผิดมิชอบ โดยผู้บริหารที่ปกครองบ้านเมือง ดังนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงเป็นเสมือนโองการจากสรวงสวรรค์ให้จักรพรรดิหรือกษัตริย์ทรงเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยเหตุนี้บรรดาโหรหลวงจึงต้องรับผิดชอบในการพยากรณ์เหตุการณ์บนท้องฟ้าทุกรูปแบบ และถ้าคำทำนายใด ๆ ผิดพลาดหรือบกพร่อง พวกเขาก็จะถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต ผลที่เกิดตามมา คือ จีนได้กลายเป็นชนชาติที่มีความเก่งกล้าสามารถทางดาราศาสตร์มาก และเป็นชาติที่มีประวัติการค้นพบทางดาราศาสตร์ที่ดีมากชาติหนึ่งของโลก
ความจริงโลกของเราหมุนช้าลงๆ ทุกวัน ด้วยอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง จากดวงอาทิตย์และจากดวงจันทร์ ตลอดจนถึงการถูกต้านโดยกระแสน้ำในมหาสมุทร เมื่อความเร็วเชิงมุมของโลกช้าลง เวลาที่เห็นสุริยุปราคาจึงนานขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ และจากโลกถึงดวงอาทิตย์ก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้เราเห็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวง หรือแบบวงแหวน หรือแบบบางส่วนได้ ความเร็วของโลก ของดวงจันทร์ และของดวงอาทิตย์ก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเวลาที่เกิดสุริยุปราคาด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถบอกในรายละเอียดล่วงหน้าได้เป็นเวลานาน ดังนั้นการพยากรณ์เหตุการณ์สุริยุปราคา ตลอดเวลาที่เกิดและสถานที่ ๆ เห็น จึงเป็นเรื่องที่มีความไม่แน่นอนพอสมควร
ชนชาติต่างๆ ในสมัยโบราณก็มีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับสุริยุปราคา ว่าเกิดจากสัตว์ร้ายหรือเทพเจ้ากลืนกินดวงอาทิตย์ เช่น คนจีนโบราณ เชื่อว่ามังกรสวรรค์กลืนกินดวงอาทิตย์ ดังนั้นผู้คนจึงจุดประทัด ตีกลอง ส่งเสียงร้อง เพื่อให้มังกรตกใจคายดวงอาทิตย์ออกมา ด้านคนไทยก็เชื่อว่า เทพราหูโกรธแค้นพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่ไปทูลฟ้องพระนารายณ์ว่า พระราหูขโมยดื่มน้ำอมฤต พระนารายณ์จึงใช้จักรตัดตัวราหูเหลือเพียงครึ่งท่อน ทำให้ราหูโกรธ จึงแก้แค้นด้วยการอมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้เกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา สำหรับชาติอื่น ๆ ก็มีความเชื่อในทำนองคล้าย ๆ กัน เช่น ชาวไวกิ้ง เชื่อว่าดวงอาทิตย์ถูกหมาป่าคาบ ชาวเวียดนาม เชื่อว่ากบคือตัวปัญหา ด้านชาวเปรูก็เชื่อว่าเสือพูม่า (puma) คือตัวการ เป็นต้น
ด้านชาว Maya ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับสุริยุปราคาว่า ดวงอาทิตย์ถูกงูยักษ์กลืนกิน และเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญมากในอารยธรรม Maya ซึ่งมีปฏิทินของชาว Maya ที่ได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ลงในสมุดภาพ Dresden Codex ที่ขณะนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์เมือง Dresden ประเทศเยอรมนี และในสมุดภาพ Madrid Codex ที่ Madrid ในสเปน ตลอดจนถึงใน Paris Codex ที่ฝรั่งเศส และใน Grolier Codex ที่อยู่ ณ เม็กซิโก
ในวารสาร Science Advances, 2025. DOI: 10.1126/sciadv.adt9039 นักวิจัยชื่อ John Justeson แห่งมหาวิทยาลัย Albany ในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ได้อ่านเอกสารในหนังสือภาพ Dresden Codex ย้อนหลังไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ก็พบว่า มีบันทึกเหตุการณ์สุริยุปราคา ที่เกิดเหนือเมือง Chichen Itza ในเม็กซิโกอยู่ในบันทึกกระดาษที่มีความยาวถึง 4 เมตร เช่นกัน
ปฏิทิน Maya ได้บันทึกเหตุการณ์สุริยุปราคา เพราะมันมีความสำคัญต่อชาวเมืองมาก ให้ทุกคนจะใช้วันเวลาที่เกิดเหตุการณ์นี้ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของตน ดังนั้นข้อมูลสุริยุปราคาจึงเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ของอารยธรรม Maya
John Justeson ได้วิเคราะห์การทำนายเหตุการณ์สุริยุปราคา จากหนังสือภาพ Dresden Codex และเปรียบเทียบผลที่ได้กับข้อมูลดาราศาสตร์ของ NASA โดยได้พิจารณาปรากฏกาณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคารวมทั้งสิ้น 145 ครั้ง ที่ชาว Maya ได้เห็นตลอดเวลา ตั้งแต่ค.ศ. 350 ถึง 1150 แล้วสรุปว่า สุริยุปราคาจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันทุก ๆ 260 วัน และมักจะเกิดขึ้นในวันจันทร์ดับ (New Moon) ดังนั้นถ้ารู้วันที่ดวงจันทร์ดับ ก็จะสามารถทำนายวันที่เกิดสุริยุปราคาได้ โดยโอกาสที่จะทำนายถูก มีค่าประมาณ 14%
ชาว Maya ยังได้พบอีกว่า จะต้องมีการปรับตารางปฏิทินเป็นบางเวลา ทั้งๆ ที่มีปฏิทินที่ถูกต้อง แต่ก็ถูกต้องเพียงวัน คือ ไม่ละเอียดถึงระดับวินาที และนี่ก็คือการทำงานที่เป็นวิทยาศาสตร์จริง ๆ เพราะชาว Maya ใช้วิธีหาข้อมูลดิบ และมีการปรับตัวเลขในตารางอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้ถูกต้อง
ครั้นเมื่อถึงยุคกลางหรือต้นของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) โลกก็ได้พบว่า ศิลปินในสมัยนั้นมักจะวาดภาพสุริยุปราคาลงเป็นส่วนหนึ่งของภาพทางศาสนาด้วย เช่น ในวันที่พระเยซูทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน จิตรกรบางคนได้วาดภาพของเหตุการณ์ว่า เกิดขึ้นในวันที่เกิดสุริยุปราคา อาจจะเป็นวันที่ 7 เมษายน ปี 30 หรือวันที่ 3 เมษายน ปี 33 ความไม่แน่นอนของวันสิ้นพระชนม์เกิดจากการนับวัน เพราะชาวยิวเริ่มนับวันตั้งแต่เวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน เป็นวันศุกร์ที่ 1 วันเสาร์ที่ 2 และวันอาทิตย์ที่ 3 พระเยซูก็ทรงฟื้นคืนพระชนม์ในวันที่ 3 พระองค์จึงฟื้นคืนชีพในวัน Easter หลังจากที่ถูกนายทหารชื่อ Pontius Pilate สั่งประหาร ด้วยการนำไปตรึงบนไม้กางเขน
ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 จิตรกรชาวเมือง Florence ชื่อ Taddeo Gaddi (1325-1366) ซึ่งเป็นศิษย์ของ Giotto di Bondone (1267-1337) ได้วาดภาพเหตุการณ์สุริยุปราคาที่เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 1330 โดยตั้งชื่อภาพว่า “Annunciation to the Shepherds” ซึ่งภาพนี้ ณ เวลานี้ ประดับอยู่ที่วิหาร Basilica of Santa Croce ที่เมือง Florence ในอิตาลี
ในภาพเราจะเห็นกลุ่มทูตสวรรค์มาปรากฏตัวต่อหน้ากลุ่มชายเลี้ยงแกะ ที่นอกหมู่บ้าน Bethlehem เพื่อแจ้งข่าวการประสูติของพระเยซู คัมภีร์ไบเบิลได้อ้างถึงชายเลี้ยงแกะว่า เป็นกลุ่มคนแรกที่ได้ทราบข่าวการประสูติที่ประเสริฐ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนชั้นต่ำในสังคม แต่พระเจ้าก็มิได้ทรงยึดติดกับฐานะหรือยศ หลังจากที่ทราบข่าวแล้ว กลุ่มชายเลี้ยงแกะก็ได้เดินทางไปยังในเมือง Bethlehem เพื่อถวายความเคารพแด่ทารกเยซู
อีก 200 ปีต่อมา จิตรกร Raffaello di Giovanni Santi (1483–1520) หรือที่โลกรู้จักในนาม Raphael ก็ได้วาดภาพสุริยุปราคาที่มีบรรยากาศชั้น corona ของดวงอาทิตย์ปรากฏเป็นวงแหวนสว่างรอบดวงจันทร์
ในภาพชื่อ “Isaac and Rebecca Spied upon by Abimelech” ในคัมภีร์ไบเบิล Isaac กับ Rebecca เป็นสามีภรรยาที่อาศัยอยู่ในเมือง Gerar ซึ่งถูกปกครองโดย Abimelech นาง Rebecca มีรูปโฉมสวยงามมาก จนสามีกลัวว่าตนจะถูกเจ้าเมือง Abimelech ฆ่า เพื่อจะได้ Rebecca ไปเป็นคู่ครอง Isaac จึงบอกทุกคนว่า Rebecca เป็นน้องสาว มิใช่ภรรยา แต่วันหนึ่งคนทั้งสองก็ถูกจับได้ เพราะ Abimelech แอบเห็นความสนิทสนมที่ผิดปกติของคนทั้งสอง เมื่อ Isaac ยอมรับความจริง Abimelech กลับออกคำสั่งห้ามใครแตะต้องทั้งสองคน ตำนานเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความกลัว ความไม่ซื่อสัตย์ และความกรุณาของพระเจ้าที่ทรงประทานคุ้มครองคนทุกคน
การสืบค้นทางดาราศาสตร์โดยนักดาราศาสตร์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ปี 1518 ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ Raphael วาดภาพนี้
อีกสองศตวรรษต่อมา Cosmas Damian Asam (1686-1739) ได้วาดภาพ “Vision of St. Benedict” ในปี 1733-1735 เพื่อประดับโบสถ์ Weltenburg ในแคว้น Bavaria ประเทศเยอรมนี เป็นภาพสุริยุปราคาแบบวงแหวน ซึ่งแสดงปรากฏการณ์แหวนเพชร (diamond ring effect) ประกอบ ดังที่ตนได้เห็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ปี 1733 และคงได้ปรึกษารายละเอียดของการวาดภาพนี้กับ Edmond Halley (1656-1742) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทำนายปรากฏการณ์สุริยุปราคานี้ไว้ก่อนนั้นเป็นเวลาหลายปี
นักบุญ Benedict เป็นผู้ก่อตั้งนิกาย Benedictine ที่ได้วางแนวทางการดำเนินชีวิตในโบสถ์ ความฝันที่โด่งดังของนักบุญท่านนี้เกิดขึ้นขณะท่านนั่งอธิษฐานอยู่คนเดียว และมีแสงสว่างจ้าปรากฏจากเบื้องบน ทำให้เห็นโลกตกอยู่ในลำแสง แสงของพระเจ้าได้ส่องให้เห็นโลกในทุกขอบเขต และเห็นดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วว่าสามารถเดินทางสู่ภพหน้าได้ เพราะในลำแสงมีวิญญาณของบิชอป Germanus
การคำนวณเวลาที่เกิดสุริยุปราคาในอารยธรรม Minoan ชาว Minoan บนเกาะ Crete ได้สร้างอารยธรรม Minoan เมื่อ 4,000 ปีก่อน จนได้เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมกรีกในเวลาต่อมา นักโบราณคดีได้พบหลักฐานว่า นักดาราศาสตร์ชาว Minoan สามารถทำนายวันที่เกิดสุริยุปราคาได้ ตั้งแต่เมื่อ 1850-1770 ปีก่อนคริสตกาล
ในปี 1899 ชาวนาคนหนึ่งแห่งเมือง Palaikastro ได้ขุดพบแผ่นหินบางสองแผ่น ที่มีลวดลายแกะสลัก แผ่นหินทั้งสองนี้มีความหนา 2 เซนติเมตร และยาว 22.5 กว้าง 10 เซนติเมตร จึงนำส่งนักโบราณคดีชื่อ Stephanos Xanthoudides (1864–1928) ซึ่งก็ได้ตระหนักรู้ในความสำคัญของโบราณวัตถุที่เห็น จึงจัดส่งเข้าเก็บที่พิพิธภัณฑ์แห่งเมือง Heraklion ทันที ผลงานนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Mediterranean Archaeology and Archaeometry เมื่อปี 2013
วัตถุที่ถูกขุดพบเป็นหลักฐานที่แสดงว่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ของชาชาวเมืองในอารยธรรม Minoan เมื่อ 1,400 ปีก่อน ก่อนที่จะมีกลไก Antikythera ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลที่คนกรีกโบราณใช้ในการคำนวณ เพราะมีภาพวงกลมขนาดใหญ่ ภายในวงกลมมีรูปผู้หญิง มีดอกไม้ และมีกากบาทเป็นรูปเส้นตรง ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นดาวศุกร์ในตอนเช้าเป็นดาวประกายพรึกและในตอนเย็นเป็นดาวประจำเมือง ด้านตรงกันข้ามของแผ่นหินเป็นภาพเป็นตรีศูล (trident) การวัดอายุของแผ่นหินแสดงให้เห็นว่า วัตถุนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1850-1700 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อารยธรรม Minoan ได้พุ่งขึ้นจนถึงจุดสูงสุด
การศึกษาวัตถุโบราณนี้ ในปี 2013 แสดงให้เห็นว่า แผ่นหินที่เป็นแม่พิมพ์ Palaikastro เป็น computer analogue ยุคแรกสุดในประวัติศาสตร์ ที่มีการบันทึกแสดงแผนที่ทางดาราศาสตร์เป็นภาพของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตามการคำนวณของนักดาราศาสตร์ชาว Minoan
อย่างไรก็ดี นักวิชาการหลายคนก็ยังถกเถียงเกี่ยวกับการตีความแสดงความสามารถของวัตถุชิ้นนี้อยู่ ว่าสามารถทำนายเหตุการณ์สุริยุปราคาที่เกิดเหนือเกาะ Crete ได้หรือไม่ เพราะหลักฐานทางดาราศาสตร์ของ NASA แสดงให้เห็นว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 1861 ปีก่อนคริสตกาล ได้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง และในวันที่ 15 พฤษภาคม 1859 ปีก่อนคริสตกาล ได้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่ 2 เมื่อถึงวันที่ 27 ตุลาคม ของ 1858 ปีก่อนคริสตกาล ได้เกิดสุริยุปราคาวงแหวน
การเกิดสุริยุปราคาสามครั้ง ภายในเวลา 4 ปี อาจจะเป็นแรงผลักดันให้ชาว Minoan พัฒนาเทคนิคการสังเกต และการทำนายเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์อย่างจริงจัง จึงทำให้มีการสร้างอุปกรณ์ดาราศาสตร์ดังกล่าว
สำหรับความแม่นยำ ตลอดจนรายละเอียดและความถูกต้องของภาพเหตุการณ์สุริยุปราคา ได้รับการพัฒนาดีขึ้นมากในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อเทคโนโลยีถ่ายภาพเกิดขึ้น และนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ผสมผสานกับกล้องถ่ายภาพที่ทันสมัย ประกอบกับการใช้แสงความยาวคลื่นต่าง ๆ จึงทำให้สามารถเห็นรายละเอียดของปรากฏการณ์สุริยุปราคาดีขึ้นมาก
ปัจจุบัน NASA มีโปรแกรมคำนวณวันและเวลาที่เกิดสุริยุปราคาได้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมต่างๆ ช่วย
โครงการนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ NASA Eclipse Web Site ซึ่งมีแผนที่และตารางการพยากรณ์ทั้งปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเป็นเวลานาน 5,000 ปี คือ ตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราช 2,000 ปี จนถึงคริสต์ศักราช 3,000 (เหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนา เช่นว่า วันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ปรินิพพาน ถ้าใครต้องการจะรู้ว่าท้องฟ้าเหนือประเทศอินเดียในเวลานั้นเป็นอย่างไร ก็อยู่ในวิสัยที่สามารถจะรู้ได้จากตารางของ NASA)
ความก้าวหน้าในเรื่องนี้ ยังได้จากดาวเทียม Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ที่ NASA ส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วย เพราะ LRO สามารถบอกระดับความสูงต่ำของผิวดวงจันทร์ที่มีอิทธิพลต่อเงามืดที่ปรากฏบนโลกได้
งานวิจัยที่ลงพิมพ์ในวารสาร The Astronomical Journal ฉบับเดือนกันยายน ปี 2024 ยังได้นำความสูงต่ำของผิวโลกเข้ามาประกอบการคำนวณด้วย ทำให้ผลการทำนายมีความถูกต้องและละเอียดถึงระดับวินาที
นับถึงวันนี้ นักดาราศาสตร์จำต้องมีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เรขาคณิต และกลศาสตร์ของวัตถุสามก้อน (three-body-problem) ซึ่งแสดงการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เมื่อดวงจันทร์และโลกอยู่ข้างเดียวกันของดวงอาทิตย์ แต่แม้จะอยู่ข้างเดียวกัน ปรากฏการณ์สุริยุปราคาก็อาจจะไม่เกิด เพราะระนาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกเอียงทำมุมประมาณ 5 องศา กับระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นเงาของดวงจันทร์ที่เกิดขึ้น จึงอาจจะพาดต่ำกว่าโลกหรือพาดสูงเหนือโลกก็ได้ เพราะสุริยุปราคาจะเกิดเมื่อดวงจันทร์โคจรผ่านจุดที่เรียกว่า node (คือ จุดตัดระหว่างระนาบสองระนาบเท่านั้น) เหตุการณ์นี้จึงทำให้เราเห็นสุริยุปราคาได้ไม่เกินปีละสองครั้ง
ความจริงหนึ่งที่เรามักไม่ตระหนัก คือ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์รองรับมุมที่คนบนโลกเห็นเท่าๆ กัน คือ ประมาณ 5 องศา ดังนั้นดวงจันทร์จึงสามารถบดบังดวงอาทิตย์ได้หมด
แต่ในอนาคตอีกหลายล้านปี เมื่อดวงจันทร์ถอยห่างจากโลกไปมากแล้ว ชาวโลกก็จะไม่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงอีกเลย
ปรากฏการณ์สุริยุปราคาแบบเต็มดวงที่จะเกิดครั้งต่อไปในปีนี้ คือ ในวันที่ 12 สิงหาคม ปี 2026 จะมีผู้คนประมาณ 980 ล้านคนได้เห็นเหตุการณ์ แต่จะมีคนเพียง 15 ล้านคนเท่านั้น ที่จะเห็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวง โดยบริเวณที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นประเทศ Greenland, Iceland, Spain, Portugal, บางส่วนของยุโรปและแอฟริกา
สำหรับในวันที่ 2 สิงหาคม ปี 2027 ก็จะมีสุริยุปราคาแบบเต็มดวงเกิดขึ้นอีก โดยคนที่จะเห็นได้ชัด คือ ผู้คนในแถบเอเชียอาคเนย์ สเปน แอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง โดยเหตุการณ์จะเกิดเป็นเวลานาน 6 นาที 23 วินาที
นักดาราศาสตร์ยังได้พบอีกว่า ในวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 2186 จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดเป็นเวลานานที่สุดในรอบ 1,000 ปี โดยจะเกิดเหตุการณ์เมื่อเวลา 15.10.48 UT (เป็นเวลา Greenwich) ปรากฏเป็นบริเวณเงามืด กว้าง 267.1 กิโลเมตร พาดผ่านทวีปอเมริกาใต้ มหาสมุทรแอตแลนติก ประเทศ Ecuador, Colombia, Venezuela, Guyana, Brazil, Suriname แต่ไม่มีประเทศไทย การที่เป็นเช่นนี้เพราะ ณ เวลานั้นดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มันจึงมีขนาดใหญ่ที่สุด และดวงอาทิตย์อยู่ไกลโลกมากที่สุด จึงดูเล็กลงมาก นอกจากนี้ดวงอาทิตย์ก็อยู่ ณ ตำแหน่งที่เป็นมุมยกขึ้น 76.2 องศา ทำให้ระยะทางที่รังสีแสงอาทิตย์ผ่านบรรยากาศมีค่าน้อยลง จึงเกิดเงานานเป็นเวลา 7 นาที 29 วินาที ซึ่งนับว่านานที่สุดในรอบ 1,000 ปี
อ่านเพิ่มเติมจาก : Bartels, Meghan (April 6, 2026). "NASA's Artemis II crew experience total solar eclipse from space". Scientific American. Retrieved April 6, 2026.
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์


