องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สำรวจสถิติการเสียชีวิตของประชากรโลกในปี 2024 และพบว่าสาเหตุหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ คือ ภัยจากสภาวะอากาศที่มีสารพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กระดับไมโครเมตร (10^(-6) เมตร) ซึ่งถ้าเป็นละอองทรายที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 90 ไมโครเมตรก็จะเรียก PM90 (PM มาจากคำ particulate matter) ดังนั้นฝุ่น PM2.5 คือ ละอองที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 2.5 ไมโครเมตรหรือต่ำกว่า ในขณะที่เส้นผมของคนมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวตั้งแต่ 50-70 ไมโครเมตร
ดังนั้นฝุ่นจึงมีขนาดเล็กกว่าประมาณ 20 เท่า จนทำให้สายตาคนมองไม่เห็นฝุ่นเม็ดเดียว แต่ถ้าฝุ่นอยู่กันอย่างหนาแน่นมากถึง 10,000 ละออง ในปริมาตร 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร เราก็จะมองทะลุผ่านทะเลฝุ่นไปได้ยาก อากาศในบริเวณนั้นจึงมีสภาพขมุกขมัวเหมือนตกอยู่ในห้องรมแก๊สพิษ (gas chamber) ของทหารนาซี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้สำหรับการประหารชีวิตคนหรือสัตว์ โดยแก๊สที่ใช้เป็นก๊าซ hydrogen cyanide หรือ carbon monoxide ที่มีความเข้มข้นสูง ห้องรมแก๊สพิษจึงเป็นที่รู้จักกันดี อนึ่งเวลาอนุภาคฝุ่นปะทะชนกัน มันก็อาจจะรวมตัวกัน ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีมวลมากขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้โมเลกุลของสารเคมีเข้ามาเกาะจับ ดังนั้นการสูดดมฝุ่นเหล่านี้เข้าไป จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายคนมีอาการอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่มีพิษร้ายแรงมาก ก็จะทำให้คนๆ นั้นเสียชีวิตได้ด้วยโรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคอัมพาต/อัมพฤกษ์ ฯลฯ
สำหรับตัวเลขของผู้เสียชีวิตถ้าจำแนกตามสภาพความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้น ก็ขึ้นกับรายได้ (ถ้ารายได้น้อย คนจนก็จะมีโอกาสตายค่อนข้างสูง) และขึ้นอยู่กับการที่คนๆ นั้นเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้หรือไม่ และอายุของประชากร (โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และคนชราที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจก็จะมีโอกาสเสียชีวิตสูง)
สำหรับประเทศในเขตเอเชียอาคเนย์ จำนวนคนที่เสียชีวิตมากที่สุด มักเป็นคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (ischaemic heart disease) ซึ่งเกิดจากการตีบ หรือการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ จนทำให้ร่างกายได้รับก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอ และสาเหตุเกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดมีไขมัน ตะกอนฝุ่น หรือ cholesterol ฝังตัว และอีกโรคหนึ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือ อาการ stroke หรือโรคหลอดเลือดในสมองที่มีอาการตีบหรือแตก จนทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต
ส่วนโรคปอดอุดตันเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease; COPD) ที่คนที่เป็นจะหายใจได้อย่างยากลำบาก เกิดจากการที่เนื้อเยื่อปอดมีอาการอักเสบเรื้อรังและคอมีเสมหะ โดยคนที่เป็นโรคนี้มักมีสาเหตุหลักจากการสูดดมควันพิษ ฝุ่นละออง และสารเคมีเข้าร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พบว่า พลโลกที่เสียชีวิตด้วยโรค COPD มีมากเป็นอันดับ 4 สถิติสุขภาพของประชากรโลกในปี 2023 ระบุว่า มีคน 7.9 ล้านคนที่เสียชีวิตด้วยการหายใจอากาศที่มีมลพิษ โดยเฉพาะในประเทศที่ผู้คนมีรายได้ต่ำ (ไทยเราเป็นหนึ่งในประเทศดังกล่าวนี้) โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่ครอบครัวต้องใช้เตาเผาฟืนในการหุงหาอาหาร ทำให้ต้องสูดหายใจควันพิษที่เกิดจากการเผาฟืนเข้าร่างกายตั้งแต่เด็ก จนร่างกายในวัยผู้ใหญ่มีภูมิคุ้มกันน้อย
ในความเป็นจริง มนุษย์เราได้ตระหนักในความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์มาเป็นเวลานานร่วม 750 ปีแล้ว คือ นับตั้งแต่เมื่อปี 1272 (สมัยอาณาจักรสุโขทัย) เมื่อกษัตริย์ Edward ที่ 1 แห่งอังกฤษ ทรงครองราชย์ในช่วงเวลานั้น อากาศในกรุงลอนดอนมีหมอกลงจัดบ่อย ทำให้ทัศนวิสัยมองเห็นได้ไม่ไกล เพราะผู้คนหุงหาอาหาร โดยใช้วิธีเผาฟืนที่ได้จากการตัดไม้ในป่า ทำให้ป่าไม้ลดพื้นที่ลงมาก ครั้นเมื่อมีการพบถ่านหินที่มีราคาถูก เพราะสามารถหาได้ง่าย และให้ความร้อนได้มากกว่าฟืน การสร้างเตาเผาถ่านหินในแทบทุกครัวเรือนในปี 1725 ได้ทำให้อากาศมีฝุ่นละอองมากถึง 130 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (ระดับปลอดภัยอยู่ที่ 40 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวลอนดอนรู้สึกเสมือนว่า ตนกำลังตกอยู่ในซุปถั่วลันเตา (pea soup) และประสบการณ์นี้ได้ทำให้นักประพันธ์ John Evelyn (1620–1706) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดตั้งสมาคม Royal Society of London ได้เขียนบันทึกชื่อ “Fumifugium” เกี่ยวกับเรื่องหมอกนี้ ทำให้บันทึกนี้เป็นเอกสารเล่มแรกของโลกที่เขียนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ในหนังสือเล่มนั้น Evelyn ยังที่ทูลขอให้กษัตริย์ Edward ที่ 1 และรัฐสภาอังกฤษช่วยด้วย แต่ไม่มีใครตอบสนองการขอร้องนี้
จนกระทั่งอีกหลายร้อยปีต่อมา เมื่อสถานการณ์หมอกฝุ่นลงจัด ได้ทำให้เมืองมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย เช่น รถม้าชนกัน คนเดินตกท่อ หรือถูกรถม้าชนจนเสียชีวิต เพราะไม่มีใครเห็นใคร โดยเฉพาะในลอนดอนมีหมอกลงจัดถึงปีละ 70 วัน และในบางเมืองมีหมอกฝุ่นมากถึงปีละ 180 วัน
ด้านนักประพันธ์ชื่อ Charles Dickens (1812–1870) เจ้าของบทประพันธ์คลาสสิกเรื่อง “A Tale of Two Cities”, “David Copperfield” และ “Oliver Twist” ก็ได้เคยเอ่ยถึงฝุ่นในลอนดอนว่า มีขนาดใหญ่เท่าเกล็ดหิมะ ประกอบกับในช่วงเวลานั้นเป็นยุคปฏิรูปอุตสาหกรรม นครลอนดอนจึงคลาคล่ำด้วยฝุ่น แต่สภาพทางเศรษฐกิจก็ยังอยู่ดี จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า “Where there's muck, there's brass” ซึ่งแปลว่า “ที่ใดมีความสกปรก ที่นั่นมีเงินทอง”
ในปี 1900 อังกฤษได้เผาถ่านหินไป 160 ล้านตัน จนทำให้ผู้คนเริ่มมีความเชื่อว่า เมืองใดที่มีความเจริญมาก เมืองนั้นจะมีปล่องไฟถ่านหินมากด้วย
ครั้นเมื่อถึงปี 1952 ได้เกิดเหตุการณ์ Great Smog เป็นเวลา 5 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 5-9 ธันวาคม ปี 1952 ทำให้มีคนเสียชีวิต 10,000-20,000 คน เหตุการณ์นี้ได้ทำให้รัฐสภาอังกฤษออกกฎหมายอากาศสะอาดเป็นครั้งแรกของโลก
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คือ ได้เกิดพายุ anticyclone พัดผ่านเกาะอังกฤษ (พายุนี้ หมุนในทิศตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ และหมุนทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้) ซึ่งมีผลทำให้ฝุ่นละอองในอากาศกระจายขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศเบื้องบนที่อยู่เหนือกว่าไม่ได้ และฝุ่นเป็นเขม่าของสารประกอบ sulfur dioxide (SO_2), sulfuric acid (H_2SO_4), hydrochloric acid (HCl) และสารประกอบ fluoride ต่าง ๆ มีผลทำให้เห็นได้ไกลประมาณ 500 เมตร เป็นเวลานาน 114 ชั่วโมง แล้วจากนั้นสถานการณ์ก็แย่ลง ๆ จนเห็นได้ไกลเพียง 50 เมตร ในอีก 48 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งมีผลทำให้โรงละครไม่มีคนมาดู แม้ประตูหน้าต่างบ้านจะปิดสนิท แต่ฝุ่นก็ยังเล็ดลอดเข้าไปได้ คนที่เป็นโรคทางเดินหายใจ ตกเป็นเหยื่อของฝุ่นมากที่สุด การเสียชีวิตของคนจำนวนมากเช่นนี้ ได้ทำให้คนในสังคมอังกฤษตื่นตัวและตระหนักได้ว่า ประเทศจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้การสูญเสียชีวิตในจำนวนมากเกิดขึ้นได้อีก
ดังนั้นในปี 1956 สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ จึงได้ออกกฎหมายอากาศสะอาด
ความเสียหายที่เกิดจากฝุ่น มิได้ทำให้ผู้คนเสียชีวิตเท่านั้น บรรดาอาคารบ้านเรือน อนุสาวรีย์ และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก็ถูกฝุ่นจับจนเป็นคราบ มหาวิหาร St. Paul’s ซึ่งในเวลานั้นมีกำแพงวิหารเป็นสีดำ แต่เมื่อมีการล้าง ก็พบว่ากำแพงเป็นกำแพงหินสีเทา การทำความสะอาดคราบเขม่าตามตัวอาคารในบ้านเมือง ก็ได้ทำให้เมืองดูสว่างขึ้น อากาศที่สะอาดใสขึ้น ได้ทำให้นกบินมาทำรังในสวนสาธารณะมากขึ้น จิตใจของผู้คนในเมืองก็แช่มชื่นขึ้นด้วย
การคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ ที่ระบุว่าในปี 2050 โลกจะมีมหานครที่มีพลเมืองมากกว่า 20 ล้านคน มีจำนวนทั้งสิ้น 28 เมือง “กรุงเทพ” เป็นหนึ่งในมหานครเหล่านั้น เมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ก็ได้แก่ Peking, Mexico City, Los Angeles, Delhi ก็ประสบปัญหามลภาวะอากาศที่เลวร้าย เช่น London เพราะจำนวนประชากรที่เข้ามาอาศัยในเมืองได้เพิ่มตลอดเวลา ดังนั้นการแสวงหาวิธีลดภัยอากาศเป็นพิษจึงเป็นเรื่องที่ต้องกระทำอย่างเร่งด่วน
ในส่วนของรัฐบาลอินเดียนั้น ได้สั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นบางเวลา โดยไม่ให้ทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา และสนับสนุนให้ชาวเมืองได้ออกไปใช้ชีวิตนอกเมืองบ้าง รวมถึงได้ขอร้องให้ประชาชนใช้รถยนต์น้อยลง เพราะ Delhi มีรถยนต์มากถึง 10 ล้านคัน และรถยนต์เหล่านี้มีทั้งสภาพดีและไม่ดี ดังนั้นทางรัฐบาลจึงขอให้ชาว Delhi เลิกใช้รถเก่า ที่มีอายุเกิน 10 ปี ให้เลิกใช้ gasoline และให้ใช้ก๊าซธรรมชาติแทน ให้รถวิ่งเฉพาะในวันคู่หรือวันคี่ตามเลขทะเบียนรถ แต่กลับพบว่าชาวเมืองในบางบ้านใช้รถสองคัน ที่มีทั้งเลขคู่และเลขคี่ จึงสามารถนำรถออกวิ่งสลับกันได้
รัฐบาลอินเดียยังสนับสนุนให้ชาวเมืองใช้รถสาธารณะมากขึ้น แต่เพื่อให้นโยบายนี้มีผล การบริการรถสาธารณะก็ต้องได้รับการปรับปรุง ให้รถมีความสะอาด การเดินรถตรงเวลา และปลอดภัยด้วย ความนิยมในการใช้รถสาธารณะจึงจะเกิดขึ้นได้
ด้านรถบรรทุกขนาดใหญ่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Delhi มีมลภาวะค่อนข้างสูง เพราะมีรถขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นทางการจึงหาวิธีลดความสาหัสของปัญหา ด้วยการเก็บค่าเดินทางผ่านเมืองในอัตราที่สูงกว่ารถธรรมดาหลายเท่า นอกจากนี้เวลา Delhi มีการก่อสร้างตึกใหม่ ก็พบว่ามีความหนาแน่นของอนุภาค PM2.5 เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดความรุนแรงของปัญหานี้ ทางการจึงกำหนดในวิศวกร ช่างก่อสร้าง คลุมอาคารก่อสร้างด้วยผ้าคลุมพลาสติก เพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
ฤดูก็มีบทบาทมากในการฟุ้งกระจายของฝุ่น ในฤดูหนาว อุณหภูมิของอากาศที่ลดต่ำ จะทำให้อากาศมีความหนาแน่นมาก ฝุ่นละอองจึงลอยต่ำ ทำให้คนยากจนที่อาศัยอยู่ในสลัมหายใจไม่สะดวก สุขภาพของคนยากจนในฤดูหนาว จึงเลวร้ายกว่าในฤดูร้อนหลายเท่า
การเผาฟืนในครัวเรือน ก็สามารถทำให้เกิดภัยฝุ่นได้เช่นกัน เพราะในบ้านเรือนที่ยากจน ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ จะต้องใช้ฟืน ดังนั้นการเผาฟืน จึงต้องดำเนินไปอย่างถูกสุขลักษณะ แต่ก็ยังไม่พบวิธีที่ทำให้การเผาฟืนมีประสิทธิภาพสูงสุดได้ ดังนั้นในการลดปัญหานี้ จึงต้องนำไฟฟ้าเข้ามาใช้
ข้อดีหนึ่งของการมีมลพิษอากาศ คือ ชาวเมืองส่วนใหญ่จะตื่นรู้ในเรื่องภัยนี้ และได้พยายามหานวัตกรรมใหม่ๆ มาควบคุมคุณภาพของอากาศในเมือง ของสิ่งแวดล้อมที่เป็นทั้งน้ำ ดิน ด้วยการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรางวัล 10 ล้านบาท สำหรับคนที่พบวิธีลดภัยอากาศเป็นพิษได้ดีที่สุด
ในขณะที่ยังไม่มีวิธีการหรือกระบวนการที่เหมาะสมอย่างเป็นทางการ ปัจเจกบุคคลก็ควรมีการติดตาม และรู้วิธีป้องกันมลภาวะด้วย เช่น คนขายของข้างถนน ควรจะมีผ้ากรองคลุมจมูกไม่ให้ฝุ่นเข้าร่างกาย และใช้ผ้าคลุมอาหาร ไม่ให้ฝุ่นจับเกาะ คนที่ป่วยด้วยโรคหอบหืด ก็ควรได้รับคำแนะนำให้ย้ายออกไปรักษาตัวนอกเมืองชั่วคราว ในขณะที่เมืองมีความเข้มข้นของฝุ่นค่อนข้างสูง
สำหรับวิธีปฏิบัติของคนทั่วไปที่อาจจะใช้ในการป้องกันภัยฝุ่นก็มีดังนั้น
1. หลีกเลี่ยงการใช้ถนน ที่มีการจราจรหนาแน่น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็พยายามหลบไปใช้ในเวลาที่มีผู้คนใช้น้อย
2. ไม่ควรสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ จะทำให้อากาศในบริเวณรอบตัว ไม่บริสุทธิ์ได้ง่าย
3. ออกกำลังกายนอกบ้านบ้าง แม้ภายนอกจะมีมลภาวะ แต่การออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม ก็จะให้ผลดีมากกว่าผลเสีย
4. ไม่พยายามเผาฟืนในบ้าน เพื่อให้ความร้อยหรือแสงสว่าง
5. เวลาเข้าครัว ให้พยามยามเปิดหน้าต่าง เพราะแก๊สพิษที่เกิดจากการทำครัว เช่น nitrogen dioxide จะไม่ทำร้ายร่างกาย
6. ไม่พยายามใช้น้ำมันดีเซลในรถยนต์ แต่ให้ใช้รถไฟฟ้าหรือรถไฮบริดแทน
7. ปลูกต้นพืชขนาดเล็กในบ้าน เพื่อดูดซับก๊าซพิษ หรือสารเคมีที่ถูกขับออกมาจากอุปกรณ์ต่างๆ
เมื่อปัญหาเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศในเมืองใหญ่มีมากมายและหลายมิติเช่นนี้ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แพทยศาสตร์ นิเวศวิทยา ฯลฯ “เมือง” จึงเป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูงมาก เพราะประกอบด้วยคน ที่มีพฤติกรรมหลากหลาย มีฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมาก และมีอันตรกิริยาต่อกันที่ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ “เมือง” จึงเป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูง
P.W. Anderson (1923–2020) ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลปี 1977 ได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับ “ฟิสิกส์ในเมือง” (Unban Physics) เมื่อปี 1972 โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “More Is Different” เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติของเมืองในเชิงคุณภาพว่า เมือง เป็นระบบที่คล้ายกับนิวเคลียสของอะตอม ซึ่งเป็นระบบที่ไม่สามารถจะเข้าใจได้ โดยการพิจารณาแบบแยกส่วน (คือ แยกเป็นโปรตอนและนิวตรอน) แต่ต้องพิจารณาในภาพรวม คือ พิจารณาอันตรกิริยาระหว่างส่วนต่างๆ เป็นชั้นๆ ไป โดยในแต่ละระดับจะมีความซับซ้อนไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นจะต้องมีกรอบความคิดในการอธิบายในแต่ละระดับในรูปแบบใหม่ เช่น กรณีอะตอมเดี่ยว เราก็อาจจะพิจารณาได้ว่ามันมีลักษณะเป็นรูปบิลเลียดที่เป็นรูปทรงกลม แต่เวลามีอะตอมอีกหนึ่งอะตอมมาอยู่ใกล้ อันตรกิริยาระหว่างอะตอมที่เกิดขึ้นจะทำให้สภาพแวดล้อมของอะตอมเดิมเปลี่ยน ดังนั้นถ้าเราไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ ความเข้าใจในระบบที่ซับซ้อนก็จะเป็นไปไม่ได้
เมืองก็เช่นกัน เมื่อเมืองขยายตัว ปฏิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างเมืองกับสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดขึ้น เครือข่ายใหม่ที่เกิดขึ้น จะทำให้สภาพของเมืองมีความซับซ้อนมากขึ้นในลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ แนวคิดของ Anderson เกี่ยวกับธรรมชาติของเมืองในลักษณะนี้ ณ วันนี้ได้รับการสืบสานและต่อยอดไปสู่วิทยาการสาขาอื่นอีกมากมาย เช่น ชีววิทยาและเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ วิทยาการเรื่องการคิดเชิงระบบ (system thinking) เพื่อใช้บรรยายเครือข่ายทางกายภาพ และทางสังคมของผู้คน และธุรกิจในเมือง ด้วยการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลมาใช้ เช่น ข้อมูลอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพฤติกรรม ฯลฯ ตลอดจนถึงข้อมูลการเดินทาง และความตั้งใจ ดังนั้นนักวิจัยจะต้องพยายามหาให้ได้ว่า ตัวแปรใดและอันตรกิริยาระหว่างตัวแปรใด มีความสำคัญในแบบจำลอง เพื่อให้แบบจำลองสามารถใช้ทำนายรูปแบบและพฤติกรรมของเมืองในอนาคตได้ เช่น รู้จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี รู้จำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น อีกทั้งยังสามารถบอกได้ว่าสถานะทางสุขภาพของประชากรในเมืองจะเป็นอย่างไรก็ได้ด้วย
ระบบเชิงซ้อน เช่น เมือง จึงเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เพราะอะไรที่เกิดขึ้นกับเมืองจะมีผลกระทบในอีกหลายด้าน และผลกระทบเหล่านั้นอาจจะมาเสริมหรือต่อต้านอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ได้ การทำงานของวงจรป้อนกลับ (feedback loop) จึงมีลักษณะเหมือนอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ (thermostat) ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิ โดยการสั่งเปิด-ปิดวงจรของระบบทำความร้อนและความเย็น เช่น การมีเทอร์โมสตัทในแอร์ ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อให้อุณหภูมิคงที่ตามค่าที่ได้ตั้งไว้
ระบบ feedback loop นี้ อาจจะนำมาใช้ในการศึกษาเรื่องถนนก็ได้ เช่น ผู้บริหารเมืองคิดว่าจะสร้างถนนเพิ่ม เพื่อลดการจราจรที่ติดขัด แต่เวลามีถนนเพิ่ม ผู้คนก็จะซื้อรถมากขึ้น ปัญหาการจราจรก็จะเกิดซ้ำอีก นอกจากนี้เวลาสร้างถนนเพิ่ม ผู้คนก็จะมีการสร้างบ้านเพิ่มเติม และใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นด้วย การจราจรติดขัดที่ตามมา จะทำให้ผู้คนเสียเวลาในการเดินทาง และเวลาที่สูญเสียไปนี้จะมีผลทำให้คนมีเวลาน้อยลงในการออกกำลังการ จึงทำให้เป็นโรคอ้วนมากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นผลที่เกิดจากสาเหตุเดียว ดังนั้นในการประเมินผลกระทบที่เกิดจากนโยบายใดๆ จึงต้องพิจารณาในทุกมิติ และอาจต้องใช้เวลานาน จึงจะประจักษ์ชัด เพราะผลที่เกิดจากเหตุหนึ่ง อาจจะมีเป็นร้อยก็ได้ หรือเราจะกล่าวในอีกแนวหนึ่งได้ว่า นโยบายหนึ่ง มีผลกระทบมากมาย และผลกระทบ จะต้องมีการประเมิน โดยใช้เวลามากน้อยไม่เหมือนกัน จนกว่าจะสรุปได้ว่า นโยบายนั้นดีจริงหรือไม่ เพียงใด ดังนั้นนโยบายด้านการจัดการน้ำ การขนส่ง การควบคุมคุณภาพ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นหัวใจในการวางผังเมือง จึงต้องมีการนำความรู้ข้ามศาสตร์มาพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วย
การกำจัดฝุ่นในเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องอาศัยสหวิทยาการมาใช้ในการคิดแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้คนและสิ่งแวดล้อมในเมืองดีขึ้นในระยะยาว
อ่านเพิ่มเติมจาก
1. Batty, Michael (2021). "Defining Urban Science". Urban Informatics. The Urban Book Series. pp. 15–28. doi:10.1007/978-981-15-8983-6_3. ISBN 978-981-15-8982-9.
2. Williams, Richard J. (2019-08-08). Why Cities Look the Way They Do. John Wiley & Sons. p. 54. ISBN 978-0-7456-9184-8.
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์


