xs
xsm
sm
md
lg

มจธ. ยกระดับ “ไม้วิศวกรรม” ทางเลือกใหม่อุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อความยั่งยืน ลดคาร์บอน - เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัจจุบันทั่วโลกหันมาใส่ใจกับภาวะโลกเดือดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะจากการผลิตเหล็กและคอนกรีตซึ่งใช้พลังงานสูงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก จนเกิดคำถามว่าจะมีอะไรมาทดแทนเพื่อให้โลกยั่งยืนได้บ้าง คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่วัสดุสังเคราะห์ชนิดใหม่ แต่คือ “ไม้ทางวิศวกรรม” (Engineered Wood) วัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี จนกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของงานโครงสร้างอาคารในอนาคต


ดร.กสาน จันทร์โต อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้มองเรื่องวัสดุก่อสร้างเฉพาะคุณสมบัติด้านความแข็งแรง สามารถนำไปสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้หรือไม่เท่านั้น แต่มองลึกไปถึงผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของวัสดุ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การก่อสร้าง ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จึงทำให้นวัตกรรมไม้วิศวกรรมกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

“ไม้วิศวกรรม" หรือ Engineered Wood ไม่ใช่ไม้เทียมหรือพลาสติกเลียนแบบไม้ แต่คือผลิตภัณฑ์ไม้ที่ผลิตขึ้นจากการนำส่วนประกอบต่างๆ ของไม้ธรรมชาติ เช่น แผ่นไม้บาง , ชิ้นไม้สับ , เศษไม้ หรือเส้นใยไม้ มาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม ภายใต้สภาวะควบคุมทั้งด้านแรงดันและอุณหภูมิ เพื่อให้ได้วัสดุที่มั่นคงแข็งแรง และใช้งานได้แม่นยำกว่าไม้ธรรมชาติทั่วไป จุดเด่น คือ ช่วยลดข้อจำกัดของไม้จริง ทั้งเรื่องการบิดงอ รอยร้าว รวมถึงทลายข้อจำกัดเรื่องขนาดของแผ่นไม้จากธรรมชาติได้ ทำให้สามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนที่ยาวและใหญ่ขึ้นได้ รับน้ำหนักได้ดีขึ้น และนำไปใช้ในงานโครงสร้างได้หลากหลายขึ้น


ไม้วิศวกรรมที่ใช้กันทั่วไปมีหลายประเภท เช่น ไม้ประสานด้วยกาว (Glulam) ที่นิยมใช้ทำคานและเสา , ไม้ประสานไขว้ชั้น (CLT) ที่เปรียบเสมือนคอนกรีตไม้, ไม้อัด (Plywood), และแผ่นชิ้นไม้อัดสลับลาย (OSB) เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การนำขี้เลื่อยมาผสมพลาสติกรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นชิ้นส่วนโครงสร้างจุดแข็งสำคัญของวัสดุชนิดนี้คือมีความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง น้ำหนักเบากว่าเหล็กและคอนกรีต ติดตั้งง่าย ทนไฟได้ดี และยังช่วยกันความร้อนกับเสียงได้ตามธรรมชาติ จึงกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของงานก่อสร้างยุคใหม่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน


“อีกจุดเด่นสำคัญของไม้วิศวกรรม คือ เป็นวัสดุที่ให้ความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนัก ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กและคอนกรีต ติดตั้งได้ง่าย ใช้เครื่องจักรหนักน้อยลง และช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างได้มาก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติทนไฟได้ดี ช่วยป้องกันความร้อนและเสียงได้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้ไม้วิศวกรรมกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นในการออกแบบ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับงานก่อสร้างไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับโครงการอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรปและญี่ปุ่น” 

.......  ดร.กสาน กล่าวเสริม


แม้ ไม้วิศวกรรม จะถูกมองว่าเป็น วัสดุแห่งอนาคตของวงการก่อสร้าง แต่ยังคงมีความเชื่อเดิมว่าการใช้ไม้เท่ากับการตัดไม้ทำลายป่า ในความจริงแล้ว การใช้ไม้เพื่อการก่อสร้างในปัจจุบัน มุ่งเน้นที่การใช้ไม้โตเร็ว หรือไม้ปลูกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มาจากการตัดไม้ในป่าธรรมชาติ การใช้ไม้เศรษฐกิจในระบบปัจจุบันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีแบบแผนและคุ้มค่าได้ โดยเฉพาะในมิติของการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพราะไม้เป็นวัสดุที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน เมื่อนำต้นไม้ที่โตเต็มที่มาแปรรูปเป็นไม้วิศวกรรมเพื่อใช้ในอาคาร ก็เท่ากับการเก็บคาร์บอนไว้ในโครงสร้างได้นานหลายสิบปี ขณะเดียวกัน หากมีการปลูกทดแทนอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดวงจรการดูดซับคาร์บอนรอบใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น


อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของไทย คือการนำไม้จากป่าปลูกเศรษฐกิจ เช่น ไม้ยางพารา มาพัฒนาเป็นวัสดุไม้วิศวกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า จากเดิมที่เคยขายได้ในราคาต่ำหรือกลายเป็นวัสดุเหลือใช้ ก็สามารถยกระดับเป็นวัสดุก่อสร้างมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ได้มากขึ้น นั่นหมายความว่าไม้วิศวกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างอาคารให้แข็งแรงหรือสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคก่อสร้างเข้าด้วยกัน ผ่านการใช้ทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนอย่างจริงจังมากขึ้นทุกวัน


อย่างไรก็ตาม การผลักดันไม้วิศวกรรมในประเทศไทยยังมีความท้าทายอีกมาก ทั้งการพัฒนามาตรฐานการออกแบบและก่อสร้าง การปรับปรุงกฎหมายและข้อกำหนดด้านอาคารให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด ตลอดจนการเตรียมห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้พร้อมต่อการเติบโตในอนาคต เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นไม่ได้จากแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งองค์ความรู้ มาตรฐาน ระบบอุตสาหกรรม และนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนเข้ามารองรับ หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง ไม้วิศวกรรมจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องเฉพาะทางของวงการก่อสร้างเท่านั้น แต่ควรถูกมองในฐานะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของประเทศในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร ลดการปล่อยคาร์บอน และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เดินไปในทิศทางเดียวกับโลกอนาคต