xs
xsm
sm
md
lg

บทเรียนที่ได้จากการอ่านมหากาพย์นิพนธ์เรื่อง Metamorphoses อายุ 2,000 ปี ของกวีโรมันชื่อ Ovid (VDO Clip)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน



เวลาต้องการจะรู้ประวัติศาสตร์ของชนชาติใดอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำสงคราม การปกครอง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความเชื่อและวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดจนการกินอาหารและการหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ เราจำเป็นต้องศึกษาหลักฐานที่เป็นวัตถุโบราณ อ่านจารึก วิเคราะห์ภาพวาด ตลอดจนชันสูตรโครงกระดูกต่างๆ ที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ และต้องอ่านเรื่องราวที่คนชาติอื่นได้บันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเราอีกด้วย เพื่อเป็นการตรวจสอบ เช่น ถ้าเราต้องการจะรู้ว่าในอดีตเมื่อ 450 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคของสมเด็จพระมหาจักพรรดิ ประชาชนในประเทศไทยในเวลานั้น มีความเป็นอยู่อย่างไร เรื่องนี้คงตอบได้ยาก

แต่สำหรับคนยุโรป เราหลายคนคงคาดไม่ถึงว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของคนยุโรปในเวลานั้นสามารถหาอ่านได้จากบทละครของ Shakespeare และถ้าอยากจะรู้เรื่องความเชื่อ และตำนานต่าง ๆ ในอดีตของชาวโรมันเมื่อ 2,000 ปีก่อน ก็สามารถจะหาอ่านได้จากบทกวี นิพนธ์ของ Ovid ใน มหากาพย์ Metamorphoses เป็นต้น


William Shakespeare (1564-1616) เป็นนักเขียนบทละครและกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ที่ได้เรียบเรียงบทละครชื่อ Hamlet และได้บรรยายว่า ได้เห็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งอยู่ในกลุ่มดาว Cassuopeia ว่า ได้ระเบิด ทำให้ดาวสว่างจ้ายิ่งกว่าดาวศุกร์ การค้นหาหลักฐานทางประวัติดาราศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าในเดือนพฤศจิกายน ปี 1572 ได้มีดาว supernova ระเบิดจริง เพราะแม้แต่ Tycho Brahe (1546-1601) ก็ได้เห็นการระเบิดนี้ และเหตุการณ์นี้ได้ทำให้ความเชื่อของผู้คนในเวลานั้น ตกอยู่ในสภาวะปั่นป่วน เพราะใคร ๆ ก็เชื่อว่า ตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกแล้ว สรรพสิ่งในธรรมชาติจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง โดยมีโลกเป็นจุกศูนย์กลางของจักรวาล ที่มีดาวและเดือนกับดวงอาทิตย์โคจรไปรอบโลก ตามคำสอนของ Aristotle (384–322 ปีก่อนคริสตกาล) และได้รับการสนับสนุนโดยนักปรัชญาชื่อ Claudius Ptolemy (100-170 ปีก่อนคริสตกาล) และความเชื่อนี้ ได้ถูกล้มล้างโดย Nicolaus Copernicus (1473-1543) เมื่อเขาเขียนตำราชื่อ “On the Revolutions of the Heavenly Spheres” ที่ได้กำหนดให้ดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางของเอกภพแทนโลก


ในเบื้องต้น ความเชื่อของ Copernicus มิได้เป็นที่ยอมรับ แต่ต่อมาอีกไม่นาน ในปี 1556 Robert Recorde (1510-1558) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ก็เริ่มเชื่อตาม ต่อจากนั้นนักดาราศาสตร์ Thomas Digges (1546-1595) ก็ได้วาดแผนภาพ ที่แสดงระบบสุริยะเป็นครั้งแรก โดยได้แสดงให้เห็นว่า นอกบริเวณวงโคจรของดาวเคราะห์ออกไป เป็นแหล่งที่อยู่ของดาวฤกษ์ทั้งหลาย ซึ่งมีจำนวนมากนับไม่ถ้วน นั่นคือ ตามวิสัยทัศน์ของ Digges เอกภพมีขนาดใหญ่จนหาที่สิ้นสุดไม่ได้ (infinite universe) เป็นครั้งแรก

เหล่านี้ คือ เหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ Shakespeare เริ่มอาชีพเป็นนักเขียนบทละคร ยิ่งไปกว่านั้น Digges กับ Shakespeare ก็มีบ้านที่อยู่ในลอนดอนใกล้เคียงกันด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ที่บทละครของ Shakespeare จะมีการบรรยายเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ด้วย และแม้แต่ชื่อตัวละครตัวร้ายที่ Shakespeare เขียน ก็มีชื่อ Claudius ซึ่งเป็นชื่อต้นเดียวกับ Claudius Ptolemy ผู้รู้ผิดว่า โลกคือศูนย์กลางของเอกภพด้วย


แต่ถ้าใครต้องการจะรู้เกี่ยวกับสถานะภาพของความรู้วิทยาศาสตร์ในสมัยเมื่อ 2,000 ปีก่อน เขาก็อาจจะรู้ได้จากการอ่านวรรณกรรมในยุคนั้น หรือได้จากการไปเยี่ยมชมนิทรรศการที่ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ดังเช่น ในช่วงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ถึง 25 พฤษภาคมศกนี้ ที่พิพิธภัณฑ์ Rijksmuseum ในกรุง Amsterdam ได้มีการจัดแสดงชื่อ Metamorphoses ของ Ovid


Publius Ovidius Naso (43 ปีก่อนคริสตกาล – 18) หรือที่โลกรู้จักในนามง่ายๆ ว่า Ovid เป็นกวีคนสำคัญผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสามของจักรวรรดิโรมัน (กวีคนสำคัญอีกสองท่าน คือ Virgil, Homer) ที่ได้เขียนบทประพันธ์เป็นภาษาละติน

Ovid เกิดที่เมือง Sulmo ในอิตาลี ได้รับการศึกษาเบื้องต้นทางกฎหมาย แต่ได้เปลี่ยนไปเขียนบทกวีนิพนธ์ ผลงานเขียนที่สละสลวย และใช้คำศัพท์ที่กินใจ มีความไพเราะ ทำให้ผู้คนชื่นชมและยกย่องสติปัญญาของ Ovid มาก เขาจึงได้รับการอุปถัมภ์ โดยบรรดาขุนนางชั้นสูง ตั้งแต่เมื่อเริ่มเขียน

ผลงานที่สำคัญมากที่สุด คือ Metamorphoses ซึ่งมาจากคำ Meta สนธิกับ morphoses โดยคำ Meta แปลว่า เหนือจริง และ morphoses คือ การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ดังนั้น Metamorphoses จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้มีลักษณะใหม่ในทางชีววิทยา เช่น จากหนอนเป็นดักแด้ และเป็นตัวอ่อน แล้วเป็นผีเสื้อ ซึ่งสิ่งมีชีวิตสุดท้ายมีรูปร่างที่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตตั้งต้นอย่างสิ้นเชิง

ในเวลาต่อมา บทประพันธ์เรื่องหนึ่งของ Ovid ก็ได้ทำให้จักรพรรดิ Augustus ทรงพิโรธมาก เพราะมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการคบชู้สู่ชาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม เขาจึงถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมือง Tomis ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศโรมาเนีย อันเป็นบริเวณที่ถูกชนป่าเถื่อนรุกรานบ่อย และผู้คนในแถบนั้นไม่พูดภาษาละตินเลย Ovid ต้องถูกเนรเทศเป็นเวลานานถึง 10 ปี แม้เขาจะเขียนโคลงกลอน เพื่อทูลขอพระราชทานอภัยโทษสักเพียงใด จักรพรรดิก็ไม่ได้ทรงเมตตา Ovid จึงจากโลกไป โดยไม่ได้กลับไปอยู่กรุงโรมอีก แต่ก็ได้ทิ้งผลงานมากมายให้โลกได้จดจำมาถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ผลงานทางด้านวรรณกรรมของ Ovid ก็ยังมีอิทธิพลต่อนักประพันธ์และศิลปินในยุค Renaissance เช่น Titian, Poussin, Delacroix และ Caravaggio ต่างก็ได้รับแรงดลใจในการวาดภาพคลาสสิคจากตำนานเรื่องเล่าของ Ovid


Metamorphoses เป็นชุดหนังสือ ที่มีจำนวนทั้งหมด 15 เล่ม และเขียนเป็นภาษาละติน ที่ออกเผยแพร่ตั้งแต่ค.ศ. 8 โดยมีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานมากมายประมาณ 250 ตำนาน อีกทั้งเป็นกาพย์ กลอน ที่มีถึง 11,995 บรรทัด

ความหมายของคำๆ นี้ ในทางชีววิทยา หมายถึง กระบวนการที่สิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงในด้านรูปร่าง เพื่อให้มันสามารถปรับตัว และมีโอกาสจะมีชีวิตรอดมากขึ้น เช่น จากลูกอ๊อดไปเป็นตัวอ่อน (larva) แล้วกลายไปเป็นกบที่โตเต็มวัย โดยหางของมัน ได้เปลี่ยนไปเป็นขา และเหงือกได้เปลี่ยนไปเป็นปอด จากนั้นก็ได้ย้ายถิ่นที่อยู่ จากน้ำขึ้นมาอยู่บนบก หรือในกรณีของหนอน ก็ได้เปลี่ยนจากไข่ (egg) ไปเป็นตัวอ่อน (larva) และเป็นดักแด้ (pupa) จากนั้นก็เป็นตัวโตเต็มวัย คือ ผีเสื้อ เป็นต้น

ความสำคัญของ Metamorphoses คือ ได้ช่วยทำให้สิ่งมีชีวิตที่กำลังเปลี่ยนรูปร่างลดโอกาสการแย่งอาหารการกิน เพราะตัวอ่อนกับตัวโตเต็มวัยมักกินอาหารต่างชนิดกัน จึงเพิ่มโอกาสการอยู่รอด นอกจากนี้ตัวอ่อนกับตัวโตเต็มวันก็แยกแหล่งอาศัย และตัวโตเต็มวัยยังสามารถเดินทางไปแพร่สายพันธุ์ของมันได้ในที่ไกลๆ ด้วย

ในมหากาพย์ Metamorphoses มีตำนานหลายเรื่อง ที่เป็นที่รู้จักกันมาจนทุกวันนี้ เช่น เรื่อง Apollo กับ Daphne ซึ่งได้กล่าวถึงเทพ Cupid ว่า ถูกเทพ Apollo เยาะเย้ยถากถางว่า ตัวเล็ก และศรที่ใช้ก็มีขนาดเล็ก คำเยาะเย้ยเช่นนี้ได้ทำให้ Cupid เจ็บแค้นมาก จึงแผลงศรทองไปที่เทพ Apollo ซึ่งทำให้ Apollo รักคนทุกคนที่ทรงเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็แผลงศรตะกั่วไปที่เทพธิดา Daphne ซึ่งจะทำให้นางไม่สามารถรักใครตอบได้เลย ครั้นเมื่อคนทั้งสองเจอกัน Daphne ต้องวิ่งหนี Apollo อย่างกระเซอะกระเซิง จนบิดาของ Daphne ต้องแปลงร่างนางเป็นต้น laurel เพื่อให้นางได้รอดพ้นจากการถูกล่วงเกิน


ตำนานเรื่องนี้ ได้เป็นแรงดลใจให้ Giovanni Battista Tiepolo (1696–1770) วาดภาพ Apollo and Daphne ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ National Gallery of Art ที่กรุง Washington DC. แสดงเหตุการณ์เทพที่ได้กลายร่างเป็นต้นไม้

ตำนานที่สองในตำรา Metamorphoses คือ เรื่อง Narcissus กับ Echo ซึ่งเป็นตำนานกรีก ที่กล่าวถึงอาการหลงตัวเอง และถูกลงโทษโดยเทพเจ้า ในตำนานเรื่องนี้ Echo คือ นางไม้แห่งขุนเขา ผู้มีเสียงพูดที่ไพเราะจับใจ จนเสียงสนทนาอย่างต่อเนื่องของนาง ได้ทำให้พระมเหสี Juno แห่งเทพเจ้า Jupiter ทรงไม่พอพระทัยมาก จึงทรงสาปให้นางเป็นคนที่สนทนากับใครไม่ได้เลย เพราะนางจะจำได้เพียงคำพูดคำสุดท้ายของคู่สนทนาเท่านั้น


ดังนั้นเมื่อ Echo ได้พบนายพรานหนุ่มรูปงาม Narcissus ในป่า นางก็รู้สึกหลงรักเขาทันที แต่เมื่อคุยกับเขาไม่ได้ นางก็ต้องตามไปดูเขาที่ระยะห่าง จน Narcissus รู้ตัวว่ามีคนตาม จึงถามว่า “Who is there?” แต่ในที่สุดเขาก็พบว่าคุยกับ Echo ไม่ได้เลย จึงปฏิเสธรักนาง Echo รู้สึกอายมาก จนหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า การมีรูปโฉมที่หล่อเหลา ทำให้ Narcissus รู้สึกหยิ่ง และอวดดีมาก เพราะทั้งนางไม้ เทพธิดาต่าง ๆ ต่างก็มาหลงรักเขา ดังนั้นเทพธิดา Nemesis จึงล่อหลอกให้ Narcissus เดินไปที่สระน้ำ เพื่อจะดื่ม และได้เห็นภาพตัวเองในน้ำ ก็หลงรักทันที แต่เมื่อไม่สามารถจะจับต้องได้ ก็ได้แต่จ้องดู จนกระทั่งร่างกายขาดน้ำ ขาดอาหาร และขาดใจตาย ในที่สุดศพก็ได้กลายร่างเป็นดอก narcissus (คล้ายดอก daffodil)


ตำนานเรื่องนี้ได้เป็นแรงดลใจให้ศิลปิน Caravaggio วาดภาพ Narcissus ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ Galleria Nazionale d'Arte Antica, Roma

ตำนานที่สาม คือ เรื่องเทพ Diana กับ Actaeon

Actaeon เป็นนายพรานที่ขณะล่าสัตว์ในป่า ได้พลัดหลงเข้าไปในหุบเขาที่มีเทพธิดา Diana ประทับอยู่ และได้เห็นนางกำลังเปลือยกายอาบน้ำ ทำให้นางรู้สึกอับอายมาก ที่คนธรรมดาได้เห็นรูปทรงองค์เอวของเทพธิดา จึงสาปให้ Actaeon กลายร่างเป็นกวางที่พูดไม่ได้ และต้องกระโจนหนี ทำให้ฝูงสุนัขล่าเนื้อที่เขานำติดตามมากระโจนเข้าทำร้าย จนกวาง Actaeon เสียชีวิต นั่นคือ นายพรานได้กลายร่างเป็นเหยื่อที่ถูกล่าโดยอุบัติเหตุที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปเห็น


ตำนานเรื่องนี้ได้เป็นแรงดลใจให้ Titian วาดภาพ Diana กับ Actaeon ขึ้นมา

ตำนานเรื่องที่สี่ คือ เรื่อง Jupiter กับ Io ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความอิจฉาริษยา และความใคร่

เทพ Jupiter เป็นราชาแห่งเทพบนสวรรค์ ที่หลงรักเทพธิดา Io และได้ติดตามนางไปข่มขืนนางในป่า ครั้นเมื่อมเหสี Juno ทรงเห็นเหตุการณ์ Jupiter ก็ได้สาปให้ Io เป็นวัวสาว (heifer) ซึ่งแตกต่างจากวัวตัวเมียที่มีลูกแล้ว (cow) เพื่อกลบเกลื่อนการกระทำบาป แต่เหตุการณ์นี้มเหสี Juno ทรงล่วงรู้ตลอดเวลา จึงทูลขอวัวสาวจาก Jupiter และ Juno ได้ทรงมอบวัวสาวให้ยักษ์ร้อยตาชื่อ Argus ดูแล ไม่ให้วัวสาวหนีไปไหน เหตุการณ์นี้ทำให้ Jupiter เศร้าพระทัยมาก จึงส่งเทพ Mercury มาฆ่ายักษ์ร้อยตา จากนั้นเทพธิดา Juno ก็เอาตาทั้งร้อยดวง ไปติดบนขนนกยูง ขนหางนกยูงจึงมีลวดลายที่เป็นตายักษ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในที่สุด Jupiter ก็ได้ทรงประทานชีวิตให้กับ Io กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง


ตำนานนี้ได้สร้างแรงดลใจให้ Rubens ได้วาดภาพ Juno กับ Argus



ตำนานเรื่องที่ห้า คือ เรื่อง Perseus กับ Andromeda ซึ่งแสดงให้เห็นวีรกรรมและการลงโทษ

พระราชินี Cassiopeia ทรงอวดโลกว่า พระธิดา Andromeda ในพระองค์ ทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่งกว่าเทพธิดาทุกองค์บนสวรรค์มาก การอวดอ้างเช่นนี้ ได้ทำให้เทพธิดา Nereids พระชายาในเทพ Poseidon ทรงพิโรธมาก จึงส่งอสูรกายใต้ทะเล Cetus ขึ้นมาทำลายเมืองชายทะเล และคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ได้ทำให้โหรประจำเมืองชี้ทางรอดว่า จะต้องเอาพระธิดา Andromeda ไปถวายอสูรกาย Cetus พระบิดากับพระมารดาจึงได้นำตัว Andromeda ไปจับจองที่ชายฝั่ง ให้ Cetus เห็น แต่เมื่อเทพ Perseus ได้เหาะจากสวรรค์ลงมาเห็น ก็ทรงหลงรัก Andromeda จึงต่อรองกับพระบิดาของนางว่า ถ้าฆ่าอสูรกายได้ ก็จะได้พระธิดาไปครอบครอง เมื่อพระบิดาตกลง Perseus ก็ได้ใช้ศีรษะของนาง Medusa ที่มีผมเป็นงู ไปชูให้อสูรกาย Cetus เห็น ทำให้ร่างกายของอสูรกายได้ตาย และกลายเป็นหิน Perseus กับ Andromeda ได้แต่งงานกัน และมีลูก 6 คน ครั้นเมื่อ Andromeda ตาย เทพธิดา Athena ก็ได้ทรงให้นางไปอยู่บนกาแล็กซี Andromeda ที่อยู่ใกล้กับกาแล็กซี Perseus, Cassiopeia, Cetus และ Pegasus เป็นต้น


ตำนานนี้ได้สร้างแรงดลใจให้ Hendrik Jacob Hoet ได้วาดภาพ Perseus กับ Andromeda

ตำนานเรื่องที่หก คือ เรื่องกำเนิดของแมงมุม ซึ่งเกิดจากการอวดดีของมนุษย์ที่มีต่อเทพยดา และได้ถูกเทพยดาลงโทษ โดยการสาปให้เห็นแมงมุม

Arachne เป็นสาวทอผ้า แห่งเมือง Lydia นางเป็นผู้ที่มีฝีมือในการทอผ้าได้อย่างดีเยี่ยมในอาณาจักร จนทำให้มีชื่อเสียงเรื่องลือระบือไกล จนนางรู้สึกลืมตัว และกล่าวพาดพิงถึงเทพธิดา Athena ว่า ทรงมีฝีมือทอผ้าสู้นางไม่ได้ Athena จึงปลอมตัวเป็นหญิงชรา แล้วมาบอกให้นางขอโทษที่ล่วงเกินด้วยวาจา แต่ Arachne ไม่ยอมขอโทษ และได้เอ่ยปากท้าให้ Athena มาทอผ้าแข่งกัน ซึ่ง Athena ก็รับคำท้า โดยลวดลายบนผ้าที่ Athena ทอ เป็นภาพของเทพเจ้าบนสวรรค์ แต่ลวดลายบนผ้าที่ Arachne ทอ เป็นภาพของเทพเจ้าที่กำลังบูลลี่ และหลอกลวงมนุษย์ แม้ลวดลายของผ้าที่ Arachne ทอ จะสวยงานกว่าของ Athena ก็ตาม แต่คอนเทนต์ก็มีเนื้อหาที่ Athena รับไม่ได้ จึงพิโรธมาก และทรงทำลายหูกทอผ้าของ Arachne จากนั้นก็ทรงจบศีรษะของ Arachne ทำให้ Arachne รู้สึกอับอายมาก จึงฆ่าตัวตาย แต่ Athena ก็ทรงเมตตา จึงแปลงศพของ Arachne ให้หดตัว จนมีขนาดเล็กลง และให้นิ้วของนางกลายเป็นขาของแมงมุม และให้นางชักใยไปจนตลอดชีวิต


ตำนานนี้ได้สร้างแรงดลใจให้ René-Antoine Houasse ได้วาดภาพ Athena กับ Arachne

ตำนานเรื่องที่เจ็ด คือ ตำนานของ Daedalus กับ Icarus ซึ่งแสดงความทะเยอทะยานของมนุษย์ และการอวดดี

Daedalus เป็นนักประดิษฐ์ สถาปนิก และวิศวกร ที่ได้ออกแบบสร้างคุกที่มีโครงสร้างเป็นเขาวงกต บนเกาะ Crete เพื่อให้ขังตัว Minotaur ซึ่งเป็นอสูรกายที่มีหัวเป็นกระทิง และตัวเป็นมนุษย์ ครั้นเมื่อ Daedalus กับ Icarus ถูกจำขังในคุกแห่งนี้ ก็ได้วางแผนจะหลบหนีออกจากคุก โดยการบินไปในอากาศ ครั้นจะไปโดยทางเรือก็ไม่ได้ เพราะเรือทุกลำถูกตรวจสอบหมด ดังนั้น Daedalus จึงเอาขนนกที่ร่วงหล่นบนเกาะมาทำเป็นปีก ด้วยการใช้ขี้ผึ้งติดประกอบเป็นปีก และบอกลูกว่า อย่าบินต่ำใกล้ผิวน้ำนัก เพราะน้ำทะเลจะทำให้ปีกเปียกจนบินไม่ได้ และในขณะเดียวกันก็ห้ามบินที่ระยะสูงมาก เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์จะทำให้ขี้ผึ้งหลอมเหลว ครั้นเมื่อถึงเวลาบินจริง Icarus รู้สึกคึกคะนองมาก จึงบินสูง และความร้อนได้ทำให้ปีกหลุด Icarus จึงตกทะเล จมน้ำตาย ในบริเวณใกล้เกาะที่เรียกว่า Icaria ในทะเล Icarian


บทเรียนเรื่องนี้ สอนให้เดินทางสายกลาง และได้ดลใจให้ศิลปินชื่อ Jacob Peter Gowy วาดภาพ Daedalus กับ Icarus

ตำนานเรื่องที่แปด คือ ตำนานของกษัตริย์ Midas กับพรพิษ ที่ทำให้ทุกสิ่งมทุกอย่างที่พระองค์สัมผัสเป็นทองคำ

Midas คือ กษัตริย์แห่งเมือง Phrygia (ตุรกี) ผู้ได้ช่วยให้ satyr ซึ่งเป็นครึ่งคน-ครึ่งแพะ ไม่หลงทาง ทำให้เทพ Dionysus ซึ่งเป็นเจ้านายของ satyr ชื่นชมมาก จึงทรงประทานพรว่า Midas จะขออะไร ก็จะประทานพรให้ และ Midas ก็ได้ขอพรว่า ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ Midas ทรงใช้มือสัมผัส จะกลายเป็นทองคำ คำขอนี้ได้ทำให้ Dionysus กังวล แต่ก็ทรงเตือนว่า พรที่ได้จะทำร้าย Midas ในภายหลัง

ในตอนแรก Midas ก็ดีใจ แต่แล้วความกังวลก็เริ่มเกิด เมื่อจะกินอาหาร อาหารก็กลายเป็นทองคำ และฝางเส้นสุดท้ายก็เกิดเมื่อพระธิดาเข้ามาสวมกอด ร่างกายของนางก็กลายเป็นทองคำ ฯลฯ Midas จึงทูลขอให้ Dionysus กลับคำให้พร และ Dionysus ก็ยินดี โดยให้ Midas ไปอาบน้ำที่แม่น้ำ Pactolus คำสาปจึงถูกยกเลิก และพระธิดาก็ทรงมีชีวิตคืนเหมือนเดิม


ตำนานเรื่องนี้ได้ดลใจให้ศิลปินชื่อ Nicolas Poussin วาดภาพ Midas กับ Bacchus เทพแห่งเหล้าองุ่น

มหากาพย์ Metamorphoses ยังมีความหมายที่ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกกายภาพด้วย นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพแล้ว เช่น ในปี 2100 คือ อีก 74 ต่อจากนี้ไป อุณหภูมิของโลกอาจจะเพิ่มตั้งแต่ 1.5 ถึง 5.0 องศาเซลเซียส โลกจะมีภัยแล้ง และภัยน้ำท่วมเกิดบ่อย และรุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรอาจจะสูงขึ้นถึง 1 เมตร ผู้คน 680 ล้านคน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมฝั่งทะเลจะเดือดร้อน ดังนั้นเมือง Miami, Venice, Jakarta, Bangkok และ Kolkata อาจจะถูกน้ำท่วมหนัก ยิ่งไปกว่านั้น 2 ใน 3 ของธารน้ำแข็งที่อยู่บนภูเขาสูงต่าง ๆ จะละลาย น้ำแข็งบนเกาะ Greenland ในทวีป Antarctica ก็จะละลายปีละหลายล้านตัน

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศก็จะถูกกระทบกระเทือน จนอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์การสูญเสียสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งมโหฬารเป็นครั้งที่หกก็ได้

จำนวนประชากรในปี 2100 ที่มีคนมากถึง 10,000 ล้านคน ก็จะต้องมีการอพยพย้ายถิ่นฐาน เพราะทวีป Africa จะมีประชากรถึง 4,300 ล้านคน และเอเชียจะมีจำนวนประชากรจำนวน 4,700 ล้านคน ก็อาจจะต้องอพยพ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง ตลอดจนภาวะโลกร้อน

ในด้านเทคโนโลยี โลกก็จะมี Artificial General Intelligence (AGI) ที่เปลี่ยนแปลงวิทยาการแพทย์ วิทยาศาสตร์ การศึกษา และการปกครอง ฯลฯ นอกจากนี้โลกก็อาจจะมีแหล่งพลังงานใหม่ คือ พลังงาน fusion ผู้คนก็อาจจะมีอายุยืนถึง 130 ปี มนุษย์ก็อาจจะมีการอพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่บนดวงจันทร์ เหล่านี้คือเหตุการณ์ Metamorphoses ที่จะเกิดขึ้นบนโลกในอนาคตอันใกล้นี้


อ่านเพิ่มเติมจาก

(1) Cuthbertson, Anthony ; Griffin, Andrew (24 March 2021). "The 20 technologies that defined the first 20 years of the 21st Century". The Independent.

(2) Appel, Gil ; Neelbauer, Juliana; Schweidel, David (7 April 2023). "Generative AI Has an Intellectual Property Problem". Harvard Business Review.


ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์