เมื่อ 227 ปีก่อนคริสตกาล ประวัติศาสตร์จีนได้มีการบันทึกว่าที่พระราชวังอันเป็นที่ประทับของกษัตริย์ฉินสิงหวาง (Qin Wang Zheng) (259-210 ก่อนคริสตกาล) มีชายคนหนึ่งนาม Jing Ke ซึ่งได้นำแผนที่ที่ถักทอด้วยแพรไหม มาถวาย โดยอ้างว่าเป็นของขวัญพระราชทานจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรเว่ย (Wei) ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอาณาจักร Qin (ฉิน)
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่า ในม้วนผ้าแพรไหมนั้น มีกริชที่ผู้นำของขวัญได้ซุกซ่อนไว้ เพื่อใช้ในการปลงพระชนม์กษัตริย์ Zheng ชายคนนั้นจึงถูกองครักษ์จับไปประหารชีวิต หลังจากเหตุการณ์นั้นกษัตริย์ Zheng ก็ทรงกรีฑาทัพเข้าทำสงครามกับอาณาจักรใหญ่น้อยที่ตั้งอยู่รายรอบ เมื่อทรงปราบได้ราบคาบ จึงทรงรวบรวมอาณาจักรทั้งหมดเข้าเป็นหนึ่งเดียว เรียก ราชอาณาจักรจีน (Chin) และเรียกคนในอาณาจักรว่า คนจีน สำหรับพระองค์เองก็ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิ Shin Huang Ti
แต่เมื่อถึงวันนี้ แผนที่แพรไหมผืนนั้นได้อันตรธานหายไปจากโลกแล้ว จะมีก็แต่เรื่องเล่าที่ปรากฏเป็นตำนานเท่านั้นเอง
กระนั้นในปี 1972 ทีมนักโบราณคดีจีน ได้ขุดพบหลักฐานที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากที่สุดหลักฐานหนึ่งในประวัติศาสตร์ของจีนนั่นคือ การขุดหลุมฝังศพ Mawangdui ซึ่งอยู่ในสุสานของชาวฮั่น (Han) ณ เมือง Changsha (ฉางชา) ในมณฑล Hunan (หูหนาน) และได้พบหลุมฝังศพ 3 หลุมที่สำคัญ ซึ่งเป็นของวงศ์ตระกูลขุนนางชั้นสูง ศพทั้งสามประกอบด้วย ตัวขุนนาง ภรรยา และบุตรชาย
ในหลุมศพของภรรยาขุนนางนั้นมีมัมมี Lady Dai อายุ 2,000 ปี ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดีที่สุดในโลก เพราะมีผิวหนังนุ่ม ไม่แห้งเหี่ยวเหมือนมัมมีอียิปต์ กระดูกแขนขาของนางพับงอได้ การวิเคราะห์เม็ดเลือดในมัมมีแสดงให้เห็นว่า นางมีเลือดกรุ๊ปเอ และการวิเคราะห์ซากศพในเวลาต่อมาทำให้เรารู้เพิ่มอีกว่า นางได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ตั้งแต่เมื่อ 168 ปีก่อนคริสตกาล
ในหลุมฝังศพนั้น นักโบราณคดียังได้พบแผนที่สามผืน ซึ่งทำด้วยผ้าแพรไหมที่มีลวดลายปัก แสดงภูมิประเทศ แม่น้ำ ภูเขา ตำแหน่งเมืองต่างๆ และถนนหนทางระหว่างเมือง ซึ่งบอกเส้นทางการคมนาคม การบริหารจัดการปกครองของเจ้าเมือง และเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างมณฑล Hunan, มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) และมณฑลกวางซี (Guangxi) ด้วย แผนที่ดังกล่าวนี้ นับเป็นแผนที่เก่าแก่โบราณที่สุดของจีน ที่ได้ถูกพับเก็บไว้เป็นอย่างดีในกล่องลงรัก (lacquer) ซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทางด้านวิทยาการในสมัยเมื่อ 2,000 ปีก่อน นอกจากแผนที่แล้ว ในสุสานก็ยังได้พบตำราแพทยศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา และคู่มือการออกกำลังกายด้วย
ในส่วนของการเก็บรักษามัมมีนั้น นักโบราณคดีได้พบว่า ผู้คนในสมัยนั้นใช้วิธีฝังศพในโลงที่ซ้อนกันหลายชั้น แล้วห้อมล้อมโลงด้วยถ่านและดินเหนียว เพื่อให้ศพอยู่ในสภาพแทบไร้ออกซิเจน และช่วยควบคุมความชื้นภายในโลงให้มีค่าคงตัว
สำหรับการที่คนจีนนิยมทำแผนที่ด้วยผ้าแพรไหมนั้น ก็เพราะได้พบว่า ผ้าแพรไหมมีความคงทนยิ่งกว่ากระดาษที่ทำจากไม้ไผ่ ทั้ง ๆ ที่คนจีนพบเทคโนโลยีการทำกระดาษเมื่อประมาณปี 100 หลังการพบเทคโนโลยีการทอผ้าแพรไหมประมาณ 300 ปี นอกจากนี้ การทำแผนที่ด้วยผ้าแพรไหม ยังสามารถจะทำให้มีขนาดใหญ่หรือยาวแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นแผนที่กระดาษการทำให้มีขนาดใหญ่มาก เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่สะดวกม่ได้ตั้งใจ
ในสุสานนี้ นักโบราณคดียังได้พบคัมภีร์ Dao De Jing (เต๋า เต๋อ จิง) ที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล โดยคัมภีร์ได้บรรยายสภาพธรรมชาติและคุณธรรมที่คนจีนจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิต ตามความเชื่อของหลักการ Dao (เต๋า) คือ ไม่ควรฝ่าฝืนธรรมชาติ และดำเนินชีวิตโดยมีคุณธรรมกำกับ ฤดูกาลมีการเปลี่ยนแปลง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ ชีวิตมีการเกิด-เติบโต-ตาย
ในช่วงเวลาเดียวกัน ทางยุโรปก็มีนักภูมิศาสตร์คนสำคัญ คือ Strabo (หรือชื่อ Stravon ที่มีอายุตั้งแต่ 64 ปีก่อนคริสตกาล ถึงปี 24) ซึ่งเป็นนักปรัชญา นักภูมิศาสตร์ ที่ได้เขียนตำราชื่อ Geographica ถึง 17 เล่ม โดยได้บรรยายวิถีชีวิตของผู้คนในดินแดนต่างๆ ที่คนกรีก และคนโรมันในเวลานั้นพบเห็นรู้จัก และตำราเหล่านี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ ดังนั้นตำรา Geographica ของ Strabo จึงเป็นแหล่งให้ข้อมูลที่ดีเยี่ยมของโลกโบราณ
ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า Strabo เกิดที่โรม เมื่อ 64 ปีก่อนคริสตกาล และได้เขียนตำราประวัติศาสตร์ (Historical Sketches) ทั้งหมด 47 เล่ม ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนคริสตกาล โดยได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของชาติต่าง ๆ ในสมัยโบราณตั้งแต่เมื่อ 145 ปีก่อนคริสตกาล เช่น สงครามที่โรมต่อสู้กับกรีซ จนกระทั่งถึงยุคของจักรพรรดิ Augustus (27 ปีก่อนคริสตกาล)
Strabo ยังได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินทางไปจนถึงดินแดน Kush ใน Iran, Afghanistan และเดินทางต่อไปทางใต้จนถึง Egypt กับ Ethiopia และตลอดบริเวณรอบทะเล Mediterranean โดยได้ทำแผนที่ของดินแดนต่าง ๆ ที่เขาได้ไปเยือนด้วย
สำหรับดินแดนที่ Strabo ไม่ได้ไป หรือไปไม่ถึง เช่น อังกฤษ ไอร์แลนด์ สเปน แม่น้ำ Danube ในยุโรป อินเดีย และเปอร์เซีย ซึ่งในกรณีของสองประเทศหลังนี้ Strabo ได้ใช้ข้อมูลที่ได้จากการอ่านรายงานของจักรพรรดิ Alexander มหาราช เมื่อ 356-323 ปีก่อนคริสตกาล ที่เคยยกทัพผ่านเปอร์เซีย จนถึงอินเดีย
นอกจาก Strabo แล้ว ในยุโรปยังมีนักภูมิศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เชี่ยวชาญการทำแผนที่อีกคนหนึ่งด้วย เขาคือ Claudius Ptolemy (100–170) ซึ่งเป็นชาวกรีกที่ถือกำเนิดในอียิปต์ ซึ่งในเวลานั้นอียิปต์ตกอยู่ในความปกครองของกรีก Ptolemy ทำงานดาราศาสตร์ที่เมือง Alexandria ในยุคของจักรพรรดิ Hadrian และมีผลงานทางภูมิศาสตร์ของ Ptolemy ที่แสดงให้เห็นว่าโลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ ที่มีดาวทุกดวง ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์โคจรรอบโลก โดยใช้เวลา 1 วันเท่ากันหมด แต่แบบจำลองของเอกภพในลักษณะนี้ได้ถูกคัดค้านและต่อต้าน โดย Nicolaus Copernicus (1473–1543) กับ Galileo Galilei (1564-1642) ผลงานของ Ptolemy ทางด้านภูมิศาสตร์นั้นมีมากมาย ครั้นเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลาย ผลงานเหล่านี้ได้กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ และบางเล่มก็ได้สูญหายไป แต่ในเวลาต่อมาได้ถูกนักวิชาการชาวอาหรับเก็บรวบรวมได้ และนำกลับสู่อิตาลี เพื่อเผยแพร่อีกในปี 1405 อันเป็นการเปิดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา (Renaissance)
ตำรา Geography ของ Ptolemy ได้อ้างถึงโลกว่ามีลักษณะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางเรียก เส้นศูนย์สูตร และได้แบ่งเส้นศูนย์สูตรออกเป็น 360 ส่วนเท่า ๆ กัน เรียก องศา จากนั้นก็ได้ลากเส้นจากจุดต่าง ๆ บนเส้นรอบวงไปยังขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ และเรียกเส้น แวง (longitude) จากนั้นได้ลากเส้นขนานกับเส้นศูนย์สูตรจำนวน 90 เส้น ขึ้นไปทางเหนือและใต้ เรียกเส้นรุ้ง (latitude) และให้จุดตัดระหว่างเส้นรุ้งกับเส้นแวง แสดงพิกัดที่เป็นตำแหน่งของทุกสถานที่บนโลก
ด้าน Eratosthenes (276-195 ปีก่อนคริสตกาล) ได้คำนวณพบว่า เส้นรอบวงของโลกคิดเป็นระยะทางโดยประมาณตั้งแต่ 40,000 ถึง 46,620 กิโลเมตร ในเวลาต่อมา Posidonius (135-51 ปีก่อนคริสตกาล) กลับพบว่าเส้นรอบวงของโลกมีความยาวประมาณ 38,647 กิโลเมตรเท่านั้นเอง Ptolemy เอง เชื่อตัวเลขของ Posidonius แต่นักผจญภัย Christopher Columbus (1451-1506) ได้ปรับลดตัวเลขของ Posidonius ลงไปอีก จนทำให้ทุกคนเชื่อว่าญี่ปุ่น (Cipangu) อยู่ตรงตำแหน่งหมู่เกาะ Canaries ในมหาสมุทร Atlantic ซึ่งคิดเป็นระยะทาง 1 ใน 3 ของระยะทางจริง Columbus จึงนำระยะทางเท็จนี้ไปทูลถวายสมเด็จพระราชินี Isabella ที่ 1 แห่ง Castile ของอาณาจักรสเปน กับกษัตริย์ Ferdinand ที่ 2 แห่ง Aragon ว่า เขาสามารถเดินทางถึงจีนได้ โดยแล่นเรือไปทางทิศตะวันตก ซึ่งจะใช้เวลาน้อยและปลอดภัยยิ่งกว่าการไปจีน โดยใช้เส้นทางทางทิศตะวันออก
การใช้แผนที่ที่ทำขึ้นอย่างผิดมาตราส่วนนี้ ได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก เพราะ Columbus ได้พบทวีปอเมริกาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้นักเดินเรือยุโรปพยายามมุ่งหน้าไปจีน โดยการเดินเรือข้ามมหาสมุทร Atlantic ก็คือ ในช่วงเวลานั้น อาณาจักรอิสลามกำลังเรืองอำนาจ ทำให้การเดินทางของพ่อค้ายุโรปที่จะนำสินค้าไปแลกเปลี่ยนกับชาวจีน โดยการเดินทางบกผ่านยุโรปและเอเชียมีปัญหาในด้านความปลอดภัย เพราะขบวนคาราวานมักถูกโจรสลัดอิสลามปล้นและทำร้าย ดังนั้นนักเดินทางจึงพยายามแสวงหาเส้นทางใหม่ในการเดินทางไปเอเชีย เช่น Bartolomeu Dias (1450-1500) ได้แล่นเรืออ้อมแหลม Good Hope ของทวีป Africa และได้สำรวจทวีป Africa ทางตะวันตกด้วย จากนั้น Vasco da Gama (1460–1524) ก็ได้เจริญรอยตาม Dias โดยการเดินเรือเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย จนถึงเมือง Calicut ในอินเดีย นับเป็นการเปิดเส้นทางเดินเรือทางทะเล จากยุโรปถึงเอเชีย และเปลี่ยนโลกโดยการเปิดยุคอาณานิคม
เพราะการทำแผนที่อย่างถูกต้องเป็นเรื่องที่จำเป็นมากในการให้ความปลอดภัยแก่นักเดินทาง ดังนั้นเทคโนโลยีการทำแผนที่จึงเป็นเรื่องที่คนทำต้องกระทำอย่างรัดกุม และถูกต้อง โดยใช้เทคโนโลยีหลายรูปแบบ เช่น ใช้ photogrammetry ซึ่งเป็นเทคนิคการถ่ายภาพที่มีหลักการทำงานเหมือนตาคนที่มีตาสองข้าง ทำให้สามารถเห็นวัตถุสามมิติได้ คือ สามารถบอกความกว้าง ยาว และลึกของวัตถุได้ ในเทคนิค photogrammetry คนทำแผนที่จะใช้กล้องถ่ายภาพหนึ่งกล้องในการถ่ายภาพวัตถุ ณ เวลาต่างกัน เมื่อกล้องเคลื่อนที่ไปเล็กน้อย แล้วนำภาพที่ได้มาสังเคราะห์รวมกัน ก็สามารถบอกลักษณะของวัตถุในสามมิติได้ โดยให้กล้องบันทึกภาพอยู่ในเครื่องบิน ดาวเทียม หรือโดรน ภาพที่ได้จากการถ่ายจึงเป็นแผนที่ ๆ แสดงลักษณะภูมิประเทศในสามมิติ (topological map) ที่ปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพ ซึ่งนอกจากจะบอกสภาพของสถานที่ในปัจจุบันแล้ว ยังสามารถบอกการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วย
จากในอดีตที่การทำแผนที่นิยมใช้คลื่น radar หรือไมโครเวฟ ปัจจุบันเรานิยมใช้แสงเลเซอร์ และเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า LIDAR จากคำ Light Detection and Ranging เพื่อทำแผนที่ ทั้งแผนที่ผิวโลก ท้องน้ำ และแผนที่ดาวต่าง ๆ ในอวกาศ รวมถึงใช้ค้นหาสถานที่สำคัญทางโบราณคดีที่ถูกป่าไม้ เถาวัลย์ปกคลุม เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถทะลุอุปสรรคเหล่านี้ได้ดีกว่าตา
เทคนิคการทำแผนที่ยังเกี่ยวโยงถึงการพัฒนาโลกวิทยาการด้านคณิตศาสตร์ด้วย นั่นก็คือการใช้แผนที่ในการแก้ปัญหาโจทย์ 4 สี (The Four-Color Problem) โจทย์ข้อนี้เป็นปัญหาคณิตศาสตร์ชนิดโลกแตก เพราะต้องใช้เวลานานถึง 124 ปีในการแก้ปัญหา และสามารถทำได้สำเร็จ โดยใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ด้วยคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก เพราะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วงการคณิตศาสตร์ก็ได้ยอมรับแล้วว่า จากเดิมที่เคยคิดว่าโจทย์คณิตศาสตร์ทุกโจทย์จะต้องแก้โดยคน แต่โจทย์ 4 สี ได้ทำให้ทุกคนยอมรับแล้วว่า เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์แก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้เช่นกัน
โจทย์นี้ได้ถือกำเนิดในวันที่ 23 ตุลาคม ปี 1852 เมื่อ Francis Guthrie (1831-1899) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้พบว่า เวลาวาดแผนที่ในสองมิติ ที่แสดงประเทศต่าง ๆ โดยทุกประเทศมีอาณาเขต ซึ่งมีเส้นแบ่งดินแดน เขาได้พบว่า ถ้าให้ประเทศที่มีเส้นแบ่งดินแดนร่วมกัน มีสีระบายต่างกัน เขาจำเป็นต้องใช้สีที่แตกต่างกันไม่เกิน 4 สี ข้อสังเกตนี้ ได้ทำให้นักคณิตศาสตร์ทั้งหลายงุนงงและจนแต้มในการพิสูจน์ว่าจริงไปเป็นเวลานานกว่าหนึ่งศตวรรษ จนกระทั่งถึงวันที่ 21 มิถุนายน ปี 1976 เมื่อนักคณิตศาสตร์ชื่อ Kenneth Appel (1932-2013) ชาวอเมริกัน และ Wolfgang Haken (1928-2022) ชาวเยอรมัน สามารถพิสูจน์ข้อสังเกตของ Guthrie ได้ว่าเป็นจริงเสมอ คือ นักทำแผนที่ต้องใช้สีไม่เกิน 4 สีจริง ภายใต้เงื่อนไขว่า พื้นที่ๆ อยู่ติดกัน จะต้องมีสีต่างกัน
ในการพิสูจน์ของ Appel กับ Haken นั้น เขาได้กำหนดให้แผนที่ของแต่ละประเทศมีลักษณะเป็นจุด (node หรือ vortex) ที่มีสีประจำจุด และให้มีการลากเส้นที่โยงระหว่างจุด เพื่อแสดงสีที่แตกต่างกันในการวิเคราะห์รูปทั้งหมด 1,834 รูป โดยใช้คอมพิวเตอร์ คนทั้งสองก็พบว่า ข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง จึงเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยใช้คอมพิวเตอร์ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สังคมนักคณิตศาสตร์ยอมรับว่าสามารถทำได้ เช่นในการพิสูจน์การคาดการณ์ของ Kepler เป็นต้น
ปัญหาแผนที่หรือพรมแดนระหว่างประเทศ นับเป็นเรื่องปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีการทำแผนที่ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันได้พัฒนาไปมาก ปัญหาพรมแดนที่ชาติต่าง ๆ ตกลงกันตั้งแต่ในอดีต ยังขาดความแม่นยำ และความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ทางการเมืองในโลกปัจจุบัน ปัญหาเหล่านั้น ได้แก่
1. ปัญหาพรมแดนระหว่างรัสเซียกับยูเครน ในดินแดน Crimea, Donetsk
2. ปัญหาพรมแดนระหว่างจีนกับอินเดีย ณ บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในดินแดน Ladakh, Arunachal Pradesh
3. ปัญหาพรมแดนระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ณ บริเวณ West Bank, Gaza strip และ Jerusalem
4. ปัญหาพรมแดนระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งไต้หวันต้องการเป็นรัฐอิสระ แต่จีนอ้างว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน
5. ปัญหาพรมแดนระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ในบริเวณแคว้น Kashmir ซึ่งได้ทำให้เกิดสงครามกันมาแล้วถึงสามครั้ง ตั้งแต่ปี 1947 และทั้งสองประเทศต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง
6. ปัญหาพรมแดนระหว่าง Armenia กับ Azerbaijan
7. ปัญหาพรมแดนระหว่าง Ethiopia กับ Sudan ซึ่งมีการแย่งดินแดนในการทำเกษตรกรรม
8. ปัญหาพรมแดนระหว่าง Guyana กับ Venezuela ซึ่งมีปัญหาบ่อน้ำมัน
9. ปัญหาพรมแดนทางทะเลระหว่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และจีน ในบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งมีบ่อน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ
10. ปัญหาพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม และการมีความแตกต่างระหว่างชนชาติพันธุ์ทั้งสอง ซึ่งกำลังทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางสันติภาพ
จึงเป็นว่าโลกเรายังไม่มีแผนที่ๆ คนทุกชาติ มีความเห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้องและเป็นธรรม
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อ่านเพิ่มเติมจาก
1. World's oldest 3D map discovered". ScienceDaily. 13 January 2025. Retrieved 15 January 2025.
2. Thiry, Médard; Milnes, Anthony (2025). "Palaeolithic Map Engraved for Staging Water Flows in a Paris Basin Shelter". Oxford Journal of Archaeology. 44 (1): 2–26. doi:10.1111/ojoa.12316. ISSN 0262-5253.
3. A computer-checked proof of the Four Color Theorem โดย Georges Gonthier ใน Annals of Mathematics. 2005
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์


