สถิติประชากรโลกแสดงให้เห็นว่าเมื่อสิ้นปี 2025 โลกมีประชากรทั้งสิ้นจำนวน 8,300 ล้านคน แม้อัตราการเกิดของประชากรจะลดลงอย่างต่อเนื่องปีละ 1% ก็ตามแต่นักประชากรศาสตร์ก็คาดหวังว่า ในปี 2050 จำนวนประชากรจะมีมากถึง 9,700 ล้านคน และเมื่อถึงปี 2100 ตัวเลขประชากรก็จะเป็น 10,300 ล้านคน
เพราะทุกคนที่เกิดมามีความจำเป็นต้องใช้พลังงานในการดำรงชีพ เช่น ต้องใช้พลังงานความร้อนในการหุงหาอาหาร ในการให้ความอบอุ่น ในการเดินทางโดยรถยนต์ และเครื่องบิน ในการสื่อสาร ในการขนส่งสินค้า ฯลฯ ดังนั้นเราจึงตระหนักรู้ว่า ความต้องการพลังงานของมนุษย์ในอนาคต จะมีแต่เพิ่มขึ้นๆ ตลอดเวลา และตลอดไป
การก้าวกระโดดในความต้องการพลังงานอย่างมากมายได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในศตวรรษที่ 18 เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่มีการนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการทำงานแทนคน และต้องนำเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้เพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิลนี้ล้วนได้จากซากพืชและสัตว์ที่ล้มตาย และถูกทับถมใต้ดินเป็นเวลานับล้านปี จนกลายสภาพเป็นถ่านหินและน้ำมัน ฯลฯ
เมื่อเหตุและผลเป็นเช่นนี้ วงการนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีทั่วโลกจึงต้องคิดหาทางออก และหาวิธีแก้ปัญหา โดยการแสวงหาแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ และได้พบพลังงานหมุนเวียน อันได้แก่ น้ำ ลม แสงอาทิตย์ และความร้อนใต้พิภพ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วสามารถนำมาใช้ได้อีก โดยไม่ต้องลงทุนมาก แต่พลังงานเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถทดแทนพลังงานฟอสซิลได้ เพราะมีในปริมาณน้อย และมักให้พลังงานอย่างไม่สม่ำเสมอ ความไม่แน่นอนในการมีใช้ คือ ให้บ้าง และไม่ให้บ้าง เช่น ให้ในวันที่มีแสงแดด และไม่มีแสงแดดเลยในวันฝนตก ด้วยเหตุนี้พลังงานแสงอาทิตย์จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องได้
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์สมัยใหม่ คือ ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อ J.J. Thomson (1856-1940) พบ electron ในปี 1897 ด้าน Ernest Rutherford (1871–1937) ก็พบ proton ในปี 1917 และ James Chadwick (1891-1974) พบ neutron ในปี 1932 การพัฒนากลศาสตร์ควอนตัมโดย Werner Heisenberg (1901-1976) เมื่อปี 1925 ได้ทำให้โลกก็รู้จักและเข้าใจอะตอมดีขึ้นมาก แม้ Arthur Stanley Eddington (1882-1944) จะเสนอแนะว่า แหล่งพลังงานของโลกแหล่งใหม่อาจจะมาจากอะตอม แต่ Rutherford ก็ได้กล่าวติงว่า คนที่คิดจะนำพลังงานอะตอมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นคนที่มีความคิดเหลวไหล คือ ได้แต่ฝัน ที่ไม่มีวันจะเป็นจริง
จนกระทั่งถึงปี 1939 Hans Bethe (1906–2005) นักฟิสิกส์อเมริกัน สัญชาติเยอรมัน ได้เป็นบุคคลแรกที่พบสาเหตุที่ทำให้ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงานความร้อนและพลังงานแสงว่า ได้มีปฏิกิริยานิวเคลียร์เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ เมื่อโปรตอนที่มีอยู่ในอะตอมของ hydrogen ทุกอะตอมได้หลอมรวมกันเป็น helium ภายใต้อุณหภูมิที่สูงถึง 15 ล้านองศาเซลเซียส และภายใต้ความดันสูงมากถึงพันล้านเท่าความดันบรรยากาศโลก อุณหภูมิที่สูงมาก และความดันที่มากมหาศาลนี้ ได้ทำให้โปรตอนสองอนุภาคหลอมรวมกัน โดยเอาชนะแรงผลักทางไฟฟ้าระหว่างประจุบวก ได้ดังสมการ
ผลงานนี้! ทำให้ Bethe ได้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1967
นอกจากผลงานนี้จะสามารถอธิบายการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์บนดวงอาทิตย์ได้แล้ว Bethe ก็ยังได้พบวัฏจักร CNO ที่สามารถทำให้ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 1.3 เท่า ปลดปล่อยพลังงานความร้อนและแสงออกมาด้วย
นักวิทยาศาสตร์นั้นได้รู้วิธีสร้างระเบิดปรมาณู ที่ปลดปล่อยพลังงานนิวเคลียร์จากปฏิกิริยา fission ตั้งแต่ปี 1945 เมื่อระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก ได้ระเบิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 1945 ที่ทะเลทราย New Mexico และทำลายเมือง Hiroshima กับ Nagasaki แต่การสร้างระเบิดไฮโดรเจนที่มีอำนาจทำลายสูงยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ต้องใช้เวลาอีก 7 ปี คือ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1952 ระเบิดไฮโดรเจน ชื่อ Ivy Mike ได้ทำลายเกาะ Enewetak ในหมู่เกาะ Marshall กลางมหาสมุทร Pacific ไปอย่างสมบูรณ์ โดยมีการทำงาน 2 ขั้นตอน ดังนี้ คือ
D เป็นธาตุที่สามารถสกัดได้จากน้ำทะเล เพราะจากทุก 6,400 อะตอมไฮโดรเจนที่มีในน้ำทะเลจะมี deuterium 1 อะตอม หรือถ้าคิดแบบง่าย ๆ ในน้ำทะเล 1,000 ลิตร จะมี deuterium หนัก 33 กรัม ทั่วโลกจึงมี deuterium 4x(10^13) ตัน ซึ่งมากเพียงพอให้มนุษย์สามารถใช้ได้นานพันล้านปี
ดังนั้น tritium บนโลก จะมีมากประมาณ 3-4 กิโลกรัม เพราะมันเป็นธาตุกัมมันตรังสี จึงสลายตัวหมดภายในเวลา 12 ปี
นักฟิสิกส์ได้คำนวณพบว่า ถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้าที่มีพลังงาน 10^9 Wh จะต้องใช้ deuterium หนัก 100 กิโลกรัม และ tritium หนัก 3 ตัน
โดยโรงไฟฟ้าพลังงานเดียวกันนี้ ถ้าใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงจะต้องมีการเผาถ่านหินที่หนักถึง 3 ล้านตัน และในเวลาเดียวกันโรงงานนี้ก็จะผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ได้มาก 11 ล้านตัน
ดังนั้นในการจะสร้างดวงอาทิตย์ประดิษฐ์บนโลก ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก คือ เชื้อเพลิง deuterium กับ tritium ที่ทุกโรงงานจำเป็นจะต้องมีอย่างอุดมสมบูรณ์ สำหรับ deuterium นั้น เราสามารถหาได้จากน้ำทะเล และ tritium ก็สามารถสร้างได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ โดยการเปลี่ยน
ในปี 1953 คณะนักฟิสิกส์จากสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอังกฤษ จึงดำริจะผลิตพลังงานสะอาดแบบ fusion ที่ไม่สร้างกากกัมมันตรังสี ไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจก และให้พลังงานมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยการนำเสนอโครงการ fusion ชื่อ “Atoms for Peace” ต่อ ประธานาธิบดี D. Eisenhower ของสหรัฐฯ โดยมีจุดประสงค์ว่า แทนที่นักวิทยาศาสตร์จะใช้อะตอมในการสร้างระเบิดปรมาณูเพื่อล้างโลก กลับต้องการจะใช้อะตอมสร้างพลังงานที่จะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในระยะยาว
ในปี 1968 Andrei D. Sakharov (1921–1989) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลสันติภาพปี 1975 กับ Igor Tamm (1895-1971) ผู้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์ปี 1958 จากการอธิบายที่มาของรังสี Cherenkov จึงนำเสนอโครงการ fusion ที่มีอุปกรณ์หลัก คือ tokamak เพื่อกักเก็บพลาสมาร้อน ที่มีอุณหภูมิสูงระดับ 100 ล้านองศาเซลเซียส
tokamak เป็นคำย่อในภาษารัสเซียที่แปลมาจากกลุ่มคำ toroidal chamber with magnetic coils หลักๆ คือ เป็นห้องทดลองที่มีรูปทรงแบบโดนัท (doughnut) ซึ่งมีขดลวดและสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของพลาสมาร้อนใน 3 มิติ ซึ่งขดลวดนี้ มักทำด้วยตัวนำยวดยิ่งที่สามารถสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงได้
เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ fusion จึงเป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่มีโครงสร้างขัดแย้งกันอย่างไม่น่าเชื่อ คือ ในขณะที่พลาสมาในท่อโดนัทมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส แท่งแม่เหล็กที่ควบคุมการไหลของพลาสมากลับมีอุณหภูมิต่ำถึง -270 องศาเซลเซียส โดยระบบทั้งสองที่มีอุณหภูมิต่างกันราวฟ้ากับเหวนี้อยู่ใกล้กัน และทำงานไปพร้อมกันด้วย การมีอุณหภูมิที่สูงมาก และอุณหภูมิต่ำมากใน tokamak จึงต้องอาศัยการมีความรู้ทางทฤษฎี และความสามารถทางเทคโนโลยีระดับ superhyper ที่ผิดพลาดไม่ได้เลย แม้แต่มิลลิเมตรเดียว ดังนั้นอุปกรณ์ซึ่งนอกจากจะมีขนาดใหญ่มากแล้ว (สูง 30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 30 เมตร และหนัก 23,000 ตัน) โครงการนี้ยังต้องการใช้งบประมาณสูงมากด้วย เป็นล้าน ๆ บาท จึงเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในปัจจุบัน ที่สำคัญเทียบเท่ากับการสร้างพีระมิดของอียิปต์เมื่อ 4,500 ปีก่อน
เมื่อ ประธานาธิบดี Mikhail Gorbachev แห่งรัสเซีย และ Ronald Reagan ได้ประกาศให้โครงการวิทยาศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมีนามว่า โครงการ ITER (International Thermonuclear Experimental Reactor ซึ่งอ่านว่า eater) จึงถือกำเนิด ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 35 ประเทศเข้าร่วม เช่น สหรัฐ, EU, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, จีน, อินเดีย และรัสเซีย เป็นสมาชิกจัดตั้ง สำหรับสถานที่ตั้งของโครงการนั้นก็ได้มีการต่อรองกันเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดก็ตกลงสร้างที่เมือง Cadarache ในฝรั่งเศส โดยมีผู้อำนวยการคนแรกเป็นชาวญี่ปุ่น ชื่อ Kaname Ikeda ตั้งแต่ปี 2007 - 2015
คำว่า ITER เป็นคำในภาษาละตินที่แปลว่า เส้นทาง (สู่การมีพลังงานรูปแบบใหม่) โดยสมาชิกทุกประเทศมีหน้าที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย และมีบทบาทในการรับผิดชอบการสร้างชิ้นส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์ โดยการอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่มีความสามารถสูงสุดของแต่ละชาติมาดำเนินการออกแบบ ทดสอบ สร้าง และติดตั้ง ตลอดจนการทดลองร่วมกับอุปกรณ์ที่นักวิจัยชาติอื่นประดิษฐ์
เตาปฏิกรณ์ ITER ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1,000 ไร่ ใกล้หมู่บ้าน Saint-Paul-lez-Durance ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส การก่อสร้างได้เริ่มดำเนินการด้วยงบประมาณปีละ 20,000 ล้านบาท ซึ่งมากพอ ๆ กับการสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ ISS (International Space Station) และเครื่องเร่งอนุภาค LHC (Large Hadron Collider) และเมื่องบประมาณในการดำเนินการสร้างเพิ่มมากขึ้นทุกปี เหตุการณ์นี้ทำให้นักการเมืองและนักวิทยาศาสตร์หลายคนรู้สึกท้อแท้ เพราะตลอดเวลาร่วม 20 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ 21 พฤศจิกายน ปี 2006) โครงการดวงอาทิตย์เทียมก็ยังไม่บรรลุผล
ในอดีต นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล เช่น Pierre-Gilles de Gennes (1932-2007) ปี 1991 จากการศึกษาสสารอ่อนนุ่ม (soft matter) และ Georges Charpak (1924–2010) ปี 1992 จากการประดิษฐ์อุปกรณ์ตรวจจับอนุภาคมูลฐาน เคยคัดค้านโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่ประเทศจะเสียเงินโดยใช่เหตุ แต่ Stephen Hawking (1942-2018) เจ้าของทฤษฎีหลุมดำอันลือชื่อได้สนับสนุน
เมื่อโลกปัจจุบันมีเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบ fission มากถึง 415 เตา ใน 31 ประเทศ เช่น ในอเมริกามีมากถึง 94 เตา จีนมี 58 เตา ฝรั่งเศสมี 57 เตา เกาหลีใต้มี 26 เตา อินเดียมี 21 เตา ญี่ปุ่นมี 14 เตา และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน มี 6 เตา บรรดาประเทศเหล่านี้ได้พลังงานประมาณ 71% จากเตาปฏิกรณ์แบบ fission และอีก 29% ที่เหลือได้จากแหล่งพลังงานรูปแบบอื่น
ประเด็นความปลอดภัยก็เป็นเรื่องใหญ่ในการมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่เมื่อเรารู้ว่าอุบัติภัยจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ Three Mile Island ในรัฐ Pennsylvania ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1979 และที่เมือง Chernobyl ในยูเครน เมื่อปี 1986 เป็นอุบัติภัยที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (human error) สำหรับที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima ในญี่ปุ่นนั้น เมื่อปี 2011 เกิดจากการหลอมละลายของเตาปฏิกรณ์ เพราะได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ เราก็ต้องทำใจและเข้าใจว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกที่จะปลอดภัย 100% อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เทคโนโลยีการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ได้รับการปรับปรุงให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นแล้ว
ในการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ ITER ทางโครงการได้ว่าจ้างบริษัทต่างๆ กว่า 5,000 บริษัท ในบรรดาประเทศสมาชิกให้สร้างชิ้นส่วนต่าง ๆ แล้วนำส่งที่ Cadarache โดยทางเรือ เช่น จากญี่ปุ่นหรือจีน เพื่อนำขึ้นบกที่ท่าเรือในฝรั่งเศส แล้วจากที่นั้นก็นำอุปกรณ์ที่หนักมากนี้ บรรทุกบนรถ 352 ล้อ เดินทางอย่างช้า ๆ ไปตามถนน สู่จุดหมายปลายทางด้วยความเร็ว 3 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเตาปฏิกรณ์ tokamak ได้รับความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด คือ ให้มันคงรูปเหมือนกับเมื่อออกจากโรงงานใหม่ ๆ เพื่อนำไปติดตั้งตามแผนได้อย่างไม่ผิดพลาดเลย
เช่น ให้บริษัทในสหรัฐอเมริการับหน้าที่สร้าง megamagnet คือ แท่งแม่เหล็กขนาดใหญ่หลายร้อยตัน ให้บริษัทในรัสเซียสร้างแม่เหล็กที่ทำด้วยตัวนำยวดยิ่ง ให้โรงงานในอินเดียสร้างระบบหล่อเย็น และให้ญี่ปุ่นสร้างท่อโดนัท เพื่อกักเก็บพลาสมาอุณหภูมิสูงเป็นร้อยล้านองศาเซลเซียส เพื่อให้อนุภาคนิวตรอนที่เกิดจากปฏิกิริยา fusion เวลาพุ่งไปกระทบผนังของท่อโดนัท ผนังมีโอกาสน้อยที่จะเป็นวัตถุกัมมันตรังสี
สำหรับผลิตผล helium-3 และ helium-4 ที่เกิดจากปฏิกิริยา fusion นั้น ก็จะตกตะกอนนอนอยู่ที่ก้นของท่อโดนัท ซึ่งจะถูก
ลำเลียงออกจากอุปกรณ์ และความร้อนมหาศาลที่เกิดจากปฏิกิริยา fusion ก็จะถูกระบายออกโดยผ่านไปให้แก่น้ำเย็นที่นำมาต่อกับท่อโดนัท ซึ่งจะทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำร้อน ไปหมุนใบพัดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่งต่อไป
โครงการ ITER เป็นโครงการที่สร้างความกดดันต่อผู้ดำเนินการ และผู้อุปถัมภ์โครงการ เพราะเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินมากมหาศาล และใช้คนเป็นจำนวนมากนับหมื่นคน แต่ความสำเร็จก็ยังมีค่อนข้างน้อยและช้า ดังนั้นผู้บริหารโครงการจึงมีอาการ big project syndrome (อาการกังวลและปริวิตกเนื่องจากเป็นโครงการขนาดมโหฬาร) คือ มีอาการเครียดจัด ทำให้ต้องให้ข้อมูลต่อสาธารณชนในแบบเกินจริงบ่อย
แต่ถ้านึกเสียว่า ITER เป็นโครงการวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ ที่จะมีพลังงานใช้อย่างชั่วกัลปาวสาน การดำเนินการใด ๆ ในช่วงแรกของโครงการนี้ จึงเปรียบเสมือนการนำไฟมาใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อไล่สัตว์ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และใช้พัฒนาการหุงอาหารในเวลาต่อมา จนในที่สุดไฟก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีอารยธรรมในมนุษย์ ความรู้ และความก้าวหน้าของโครงการ ITER ก็เช่นกัน คือ ยังอยู่ในสภาพเบื้องต้น แต่คงอีกหลายปี ความร้อนปริมาณมากมหาศาลที่ได้จาก ITER ก็จะ
ถูกนำไปสร้างไอน้ำร้อน เพื่อขับดันใบพัดในเครื่องยนต์ turbine ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่อไป โครงการ ITER จะสาธิตความเป็นไปในการสร้างพลังงาน 500 MW จาก fusion โครงการไม่มี turbine ไม่มี generator และไม่มี grid ตามกำหนดการ จะมี plasma ร้อน ในปี 2035 และมีการ fusion ในปี 2039
โครงการ ITER เป็นโครงการวิทยาศาสตร์นานาชาติ ที่บรรดาประเทศสมาชิกมีประชากรรวมกว่า 50% ของโลก และมีผลผลิตทางเศรษฐกิจมากกว่า 85% ของโลก โดยจัดให้มีการแจกจ่ายความรับผิดชอบ เช่น ให้นักเทคโนโลยีจีนสร้างแท่งแม่เหล็กที่มีประสิทธิภาพสูงมากจนสามารถผลิตสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มมากเป็น 700,000 เท่า ของสนามแม่เหล็กโลกได้ โดยได้นักวิจัยจาก Institute of Plasma Physics แห่ง Chinese Academy of Sciences (ASIPP) ที่เมือง Hefei มณฑล Anhui เป็นคนสร้าง ผลพลอยได้หนึ่งของการมีแท่งแม่เหล็กที่มีสมรรถภาพสูงเช่นนี้ คือ สนามแม่เหล็กที่ได้สามารถนำไปใช้ในการทำอุปกรณ์ MRI, NMR ในทางการแพทย์ และใช้ในการขับเคลื่อนรถไฟเหาะในการคมนาคมก็ได้ด้วย
โครงการ ITER นี้ เป็นที่คาดหวังว่า ถ้าทำได้สำเร็จจะให้พลังงานไฟฟ้า 500 MW จากพลังงานไฟฟ้าที่ให้เข้าไปเพียง 50 MW ในปี 2035
นอกเหนือจากการจะเป็นโครงการวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์แล้ว โครงการนี้จะแสดงให้เห็นความกลมเกลียว และความสามัคคี และความมุ่งมั่นของบรรดานักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติทั่วโลก เพื่อโลกจะได้มีพลังงานใช้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วย
อ่านเพิ่มเติมจาก
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
(1) DOE Explains...Tokamaks | Department of Energy". www.energy.gov. Retrieved 5 August 2025
(2) Strelkov, V.S. (1 September1985). "Twenty-five years of tokamak research at the I.V. Kurchatov Institute". Nuclear Fusion. 25 (9): 1189–1194. doi:10.1088/0029-5515/25/9/033. ISSN 0029-5515. Retrieved 15 April 2025.
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์


