xs
xsm
sm
md
lg

“ชาลส์ ดาร์วิน” บิดาแห่งวิวัฒนาการ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่น่ารู้จักในเดือนกุมภาพันธ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ชาลส์ ดาร์วิน หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่ได้ฝากผลงานการค้นคว้าที่น่าจดจำและให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์อันถือเป็นช่วงวันคล้ายวันเกิดของเขา จึงเป็นช่วงเวลาที่จะได้ระลึกถึงนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่ได้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับ "ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต" (Theory of Natural Selection) ซึ่งได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่


ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) นักธรรมชาติวิทยาและนักชีววิทยาชาวอังกฤษ เขาเกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1809 เมืองชรูว์สเบอรี อังกฤษ ในครอบครัวที่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้เขามีความสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเขาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จึงได้มีความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากขึ้น และมีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปสำรวจและเก็บข้อมูลทางธรรมชาติในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกกับ เรือหลวงบีเกิ้ล (HMS Beagle) ตามคำเชิญจากกองทัพเรืออังกฤษ

ระยะเวลากว่า 5 ปี ที่ได้ร่วมสำรวจธรรมชาติในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เขาสามารถรวบรวมข้อมูลและตีพิมพ์ผลงานเรื่อง “A Naturalist’s Voyage Around the World” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพบเห็นในการเดินทางสำรวจโลกไปกับเรือบีเกิ้ล ผลงานนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงขึ้นเป็นอย่างมาก

“กำเนิดของสิ่งมีชีวิต” (The Origin of Species)
ในปี ค.ศ. 1859 ชาลส์ ดาร์วิน ยังได้เขียนหนังสืออีกเล่ม ในชื่อ “กำเนิดของสิ่งมีชีวิต” (The Origin of Species) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ผลงานนี้ปฏิเสธแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับที่มาและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต การสำรวจและรวบรวมข้อมูลจากการเดินทางทำให้เขาได้พบว่า พืชและสัตว์ต่างๆ ที่เป็นสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตในอดีต และมีวิวัฒนาการจากรูปแบบหนึ่งมาสู่รูปแบบหนึ่งด้วย ซึ่งมีผลมาจากสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ สัตว์หรือพืชแต่ละชนิดมีวิวัฒนาการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ หากสัตว์หรือพืชชนิดใดที่อ่อนแอก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้และสูญพันธุ์ไปในที่สุด ในส่วนของสัตว์ที่มีความแข็งแกร่งก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยจะถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนั้นต่อไปยังลูกหลาน หรือที่เรียกว่า “การคัดสรรตามธรรมชาติ” (Nature Selection)


ข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาตินั้นมากจากช่วงเวลาระหว่างเดินทางสำรวจบริเวณหมู่เกาะกาลาปากอส ในมหาสมุทรแปซิฟิก สถานที่ที่ทำให้ดาร์วินพบข้อมูลสำคัญด้วยสังเกตและเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับลักษณะของพืชและสัตว์หลายชนิดบนเกาะ โดยเฉพาะ “นกฟินช์”

ดาร์วินพบว่านกฟินช์ที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างๆ ของหมู่เกาะกาลาปากอส มีลักษณะจะงอยปากแตกต่างกัน คือมีรูปร่างปาก ความหนา ความยาวแตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับการกินอาหารชนิดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันของแต่ละเกาะ เช่น เมล็ดพืช กระบองเพชร ยอดอ่อนพืช แมลงน้ำหวานจากดอกไม้ ผลไม้หลากชนิด

จากการสังเกตนี้ เขาได้สันนิษฐานว่านกฟินช์กลุ่มแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่บริเวณนี้ อาจไม่ได้มีลักษณะที่หลากหลายดังเช่นที่เขาพบ แต่มีลักษณะคล้ายนกที่อาศัยอยู่ที่แผ่นใหญ่ ซึ่งก็คือบริเวณทวีปอเมริกาใต้ เมื่อนกฟินช์กลุ่มแรกที่เข้ามาบนเกาะนี้ เริ่มมีการขยายเพิ่มจำนวนขึ้นจนส่งผลให้เกิดการขาดแคลนอาหารที่กินเป็นประจำ และมีประชากรนกฟินช์บางกลุ่มที่มีลักษณะจะงอยปากแตกต่างไปจากกลุ่มแรก ซึ่งเคยเป็นประชากรส่วนน้อยและสามารถกินอาหารอย่างอื่นแทนได้ ทำให้นกกลุ่มนี้อยู่รอดและขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นแทนที่ ส่งผลให้ลักษณะประชากรนกฟินช์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป กระบวนการนี้เป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติซึ่งจะเกิดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดนกฟินช์ชนิดต่างๆ ที่มีจะงอยปากลักษณะเหมาะสมกับการกินอาหารต่างชนิดกันในเวลาต่อมา การคัดเลือกโดยธรรมชาติจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกนี้นั่นเอง


แนวคิดและผลงานของดาร์วินได้ถูกนำไปใช้ในหลากหลายวงการ ทั้งด้านชีววิทยา ธรรมชาติวิทยา และมานุษยวิทยา จนทำให้เขาได้รับการขนานนามว่า “บิดาแห่งวิวัฒนาการ” และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน


ข้อมูล - รูปอ้างอิง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
- สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สสวท.
สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี




กำลังโหลดความคิดเห็น