เวลาคนสมัยโบราณเห็นกระดูกขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างประหลาดของสัตว์ พวกเขามักคิดไปว่า มันเป็นกระดูกของสัตว์อสูร มังกร พญานาค หรือยักษ์ที่ถูกกล่าวถึงในเทพนิยาย (ความจริงกระดูกดังกล่าว อาจจะเป็นกระดูกช้าง mammoth, นกช้าง หรือไดโนเสาร์ก็ได้) หลายคนจึงนำกระดูกเหล่านั้นไปบูชา เพราะเชื่อว่าการนับถือกระดูกจะทำให้สัตว์ร้าย ไม่บันดาลภัยที่ร้ายแรงได้
จนกระทั่งถึงปี 1820 เมื่อ William Buckland (1784-1856) ซึ่งเป็นนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษ ได้ศึกษากระดูกของตัว Megalosaurus และได้เสนอความคิดว่า มันเป็นกระดูกของสัตว์ที่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว หลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลก และ Noah ลากจูงมันขึ้นเรือไม่ทัน
อีกสองปีต่อมา Gideon Mantell (1790-1852) ได้ศึกษากระดูกของตัว Iguanodon ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ที่ไม่ใช่จระเข้ นี่เป็นกระดูกไดโนเสาร์ชนิดที่สองที่นักชีววิทยาได้ศึกษา
ลุถึงปี 1842 Richard Owen (1804–1892) ซึ่งเป็นนักชีววิทยาชาวอังกฤษ ได้ศึกษาสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีกระดูกสันหลัง และเรียกสัตว์ในสกุลนี้ว่า Dinosauria ซึ่งแปลว่า กิ้งก่าที่เกลียดและน่ากลัว
จากนั้นนักชีววิทยาก็ได้ศึกษาไดโนเสาร์อย่างเป็นระบบ และได้พบองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับไดโนเสาร์มากมาย เช่น พบว่าไดโนเสาร์ตัวแรกๆ ของโลก ได้ถือกำเนิดเมื่อ 230 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นเวลาที่นักธรณีวิทยาเรียกยุค Triassic (คำๆ นี้มาจาก tri ที่แปลว่า สาม เพราะได้มีการแบ่งยุคนี้ออกเป็นสามช่วงเวลา โดยช่วงแรกได้เริ่มเมื่อ 230 ล้านปีก่อน และสิ้นสุดเมื่อ 200 ล้านปีก่อน) ส่วนยุคที่สอง คือ ยุค Jurassic (Jura เป็นชั้นหินที่พบบนเทือกเขา Jura ซึ่งทอดตัวตามพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสกับสวิสเซอร์แลนด์) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 200-145 ล้านปีก่อน และยุค Cretaceous (145-66 ล้านปีก่อน) คำ creta แปลว่า ชอล์ค (chalk) ซึ่งเป็นหินปูนสีขาว
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์นั้น ผู้คนได้มีความเชื่อต่างๆ มากมาย เช่น มนุษย์ต่างดาวได้มาเยือนโลก และสังหารฆ่าไดโนเสาร์จนสูญพันธุ์ คนที่ศรัทธาในคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลเชื่อว่า เหตุการณ์น้ำท่วมโลก ได้ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ บางคนเชื่อว่า ได้เกิดโรคระบาดที่ร้ายแรงจนไดโนเสาร์ล้มตายหมด
แต่ข้อสันนิษฐานและความงมงายเหล่านี้ ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้พิสูจน์ความจริงได้ จนกระทั่งปี 1980 เมื่อสองพ่อ - ลูกตระกูล Alvarez คือ Luis (1911-1988) กับ Walter (1940-ปัจจุบัน) ได้พบชั้นดินเหนียวบนภูเขา Ignito ที่อยู่ใกล้เมือง Gubbio ในอิตาลี มีแร่ iridium อุดมสมบูรณ์ ซึ่งแร่ชนิดนี้มีพบในดาวเคราะห์น้อยมาก แต่ไม่พบมากบนโลก นอกจากจะพบที่ Gubbio แล้ว ในสถานที่อื่น ๆ ทั่วโลกที่มีอุกกาบาตตกก็มี iridium มาก การวัดอายุของชั้นหินดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าได้เกิดขึ้น ณ เวลาที่เป็นรอยต่อระหว่างยุค Cretaceous กับ Paleogene
ดังนั้น Alvarez ทั้งสอง จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า ได้มีดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งพุ่งชนโลก เมื่อการวัดอายุของชั้นดินเหนียวแสดงว่า ชั้นดินนั้นมีอายุ 66 ล้านปี หลักฐานนี้จึงแสดงว่า โลกได้ถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน เมื่อ 66 ล้านปีก่อน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายของโลกยังมีชีวิตอยู่ เวลานี้จึงเป็นเส้นแบ่งเวลาระหว่างยุค Cretaceous กับยุค Paleogene ซึ่งเป็นเวลาเริ่มต้นของยุคสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ความพยายามขั้นต่อไป คือ การค้นหาหลุมดาวเคราะห์น้อยมหาภัยหลุมนั้น จนถึงตอนต้นทศวรรษของปี 1990 นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า ที่คาบสมุทร Yucatan ใน Mexico มีหลุมอุกกาบาตหลุมหนึ่งในทะเลใกล้หมู่บ้าน Chicxulub หลุมอุกกาบาตหลุมนี้ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 180 กิโลเมตร กว้าง 20 ก.ม. จึงคำนวณพบว่า ในอดีตได้มีดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งพุ่งมาชน ดาวดวงนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 10-12 กิโลเมตร และได้พุ่งชนโลกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตร/วินาที ทำให้พลังงานจลน์ของดาวเคราะห์น้อยเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน แสง เสียง ฯลฯ ที่รุนแรงเทียบได้กับดินระเบิดที่หนัก 9^10 ตัน เหตุการณ์นี้จึงมีชื่อว่า เหตุการณ์ K-Pg ที่ได้ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะอุณหภูมิของบรรยากาศได้เพิ่มสูงเป็นพันองศาเซลเซียส ในทะเลได้เกิดคลื่นสึนามิที่ไหลเข้าท่วมทวีป ความรุนแรงของการชนได้ทำให้ภูเขาไฟทั่วโลกระเบิด พ่นฝุ่น ควัน หิน ผงกำมะถันให้ลอยขึ้นเป็นก้อนเมฆขนาดใหญ่บดบังแสงอาทิตย์มิให้ส่องถึงพืชบนโลก ทำให้พืชไม่สามารถสังเคราะห์อาหารด้วยแสงได้นานเป็นปี จึงล้มตาย ไดโนเสาร์และสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารจึงล้มตาย ทำให้ไดโนเสาร์ที่กินเนื้อต้องขาดแคลนอาหาร จึงตายตามไปด้วย ประมาณกันว่า 75% ของสิ่งมีชีวิตในเวลานั้นได้สูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น
แม้ไดโนเสาร์จะได้สูญพันธุ์ไปนานแสนนานแล้ว แต่ข่าวและข้อมูลที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์ก็ยังเป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไป เพราะโลกยังมีคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ที่ยังไม่มีคำตอบ เช่นว่า ไดโนเสาร์ตัวแรกๆ ของโลก ถือกำเนิด ณ ที่ใดและเมื่อใด ไดโนเสาร์ที่ลำตัวมีขนาดใหญ่ที่สุดคือชนิดอะไร และที่มีขนาดเล็กที่สุดคือชนิดอะไร อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มันมีขนาดใหญ่เช่นนั้น ไดโนเสาร์มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างไร มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าไร ถ้านกเป็นสัตว์ที่ได้วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ แล้วเหตุไฉนเราจึงไม่เคยมีนกที่มีขนาดใหญ่เท่าไดโนเสาร์บ้าง รูปร่างของไดโนเสาร์ทุกสายพันธุ์เป็นอย่างไร ขน/เกล็ดตามตัวมีสีอะไร เสียงร้องเป็นอย่างไร หาอาหาร มีสังคมประเภทใด รอยตีนไดโนเสาร์ที่พบตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก นอกจากจะบอกสายพันธุ์ของเจ้าของตีนแล้ว ยังบอกความเร็วในการเดิน วิธีล่าเหยื่อ และสภาพของระบบนิเวศในสถานที่นั้น ณ เวลานั้นด้วย มันเลี้ยงดูลูกอ่อนอย่างไร เพราะได้มีการพบกระดูกไดโนเสาร์เพศผู้จำนวนมากในบริเวณรอบรังที่มันวางไข่นั้น แสดงว่า ตัวผู้มีบทบาทมากในการดูแลรังใช่หรือไม่ การพบไข่ไดโนเสาร์อายุ 80 ล้านปีฝังอยู่ในน้ำแข็งที่ทวีป Antarctica ผลการทำ CT scan ไข่ ได้ทำให้เรารู้ธรรมชาติของตัวอ่อนมากเพียงใด ธรรมชาติของโลกก่อนถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนมีสภาพเป็นอย่างไร และหลังชนเล็กน้อย โลกเป็นอย่างไร นักวิทยาศาสตร์จะทำการคืนชีพไดโนเสาร์ได้อีกหรือไม่ และทำได้เมื่อไร
เหล่านี้ คือ คำถามที่ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ชัด เพราะโลกวิชาการได้มีการพบข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ และไดโนเสาร์ก็มีมากมายหลายชนิดที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้สถานที่ ๆ มันอาศัยอยู่ก็แตกต่างกัน ข้อมูลที่ได้จากสถานที่หนึ่ง จึงไม่อาจนำไปใช้ได้กับอีกสถานที่หนึ่ง แม้แต่ข้อมูลในสถานที่เดียว ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ดังนั้น นี่คือปัญหาสารพัดเรื่องที่นักบรรพชีวินวิทยาต้องทำใจ
ตัวอย่างคำถามแรก คือ ไดโนเสาร์เติบโตเร็วเพียงใด
ในกรณีมนุษย์ จากวันแรกที่คลอดจากครรภ์ จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี กระบวนการเติบโตจะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยของช้างจะใช้เวลา 20-25 ปี จึงจะโตเต็มที่ ของ T. rex เดิมคิดว่าจะใช้เวลาประมาณ 20 ปี และโตเร็วมาก ส่วนตัว Sauropod ก็ยิ่งเติบโตเร็วขึ้นไปอีก
สำหรับเหตุผลที่ทำให้ไดเสาร์โตเร็วนั้น เพราะมันเป็นสัตว์เลือดอุ่น การมี oxygen ในอากาศในปริมาณมาก มีส่วนช่วยในการเติบโตเร็ว นอกจากนี้การเติบโตเร็วทำให้มันปลอดภัยจากการถูกศัตรูที่มุ่งร้าย ทำอันตรายมัน และเราสามารถรู้การเจริญเติบโตของมันได้จากการศึกษาวงแหวนการเติบโต (growth ring) ที่พบในกระดูก ที่เป็นไปในลักษณะเดียวกับวงปี (tree ring) ของพืช
โดยในกรณีของไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กต้องใช้เวลา 1-3 ปี ก็โตเต็มที่ ส่วนไดโนเสาร์ขนาดกลางใช้เวลาตั้งแต่ 5-10 ปี และไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ เช่น T. rex เมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ จะหนัก 5-10 กก. และโตเต็มที่ 20 ปี จะหนัก 9 ตัน การมีอัตราการเติบโต 600-800 กิโลกรัม/ปี นั่นคือ โตขึ้นวันละ 2 กิโลกรัม ตัว Sauropod ที่เป็นไดโนเสาร์คอยาว หัวเล็ก ที่หนัก 30-70 ตัน ใช้เวลาในการเติบโตเต็มที่ 20 - 30 ปี
ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่เป็นเด็กหนุ่ม-สาวก็จะพบว่า เพิ่มน้ำหนัก 5-8 กิโลกรัม/ปี แต่ T-rex วัยฉกรรจ์ อาจเพิ่มน้ำหนักได้มากถึง 100 กก./ปี การเติบโตที่รวดเร็วนี้เกิดจากการที่มันเป็นสัตว์เลือดอุ่น เพราะร่างกายจะมีการเผาผลาญสารอาหารเพื่อสร้างพลังงานในอัตราสูง ปอดของตัวมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมันได้กินอาหารอย่างสม่ำเสมอ การเติบโตจึงเป็นไปตามหลักการที่มันต้องโตเร็ว เพราะมิฉะนั้นมันจะถูกกิน
นี่คือองค์ความรู้ที่นักชีววิทยาได้ยึดถือมานานแล้วจากการศึกษากระดูกของ T. rex (Tyrannosaurus rex) เพื่อวัดอายุขัยและศึกษาดูว่า มันเติบโตเต็มที่เมื่ออายุเท่าไร โดยการวิเคราะห์วงแหวนการเติบโตในกระดูกของมัน
ในวารสาร PeerJ ฉบับวันที่ 14 มกราคม ปี 2026 นี้ ทีมวิจัยภายใต้การนำของ Holly Woodward แห่งมหาวิทยาลัย Oklahoma State University ได้เผยแพร่บทความชื่อ “T. rex grew up slowly: New study reveals 'king of dinosaurs' kept growing until age 40”
นั่นคืองานวิจัยใหม่ล่าสุดที่ระบุว่า T. rex โตเต็มที่เมื่ออายุ 40 ปี หาใช่ 20 ปีดังที่คิดไว้แต่เดิมไม่
โดยทีมวิจัยได้ศึกษากระดูกของ T. rex จำนวน 17 ชิ้น ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อย จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มใหญ่เต็มพิกัด คือ หนักประมาณ 8 ตัน
นี่เป็นการวิเคราะห์เต็มรูปแบบที่สุด โดยใช้ algorithms สถิติขั้นสูง ศึกษาชิ้นส่วนของกระดูกจำนวนมากภายใต้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นแสง polarized แบบวงกลมและแบบเส้นตรงที่ตัดกันเป็นมุมฉาก เพราะแสงสามารถเจาะทะลุกระดูกได้ เพื่อให้สามารถเห็นวงแหวนการเติบโตได้ชัด และพบว่าวงแหวนการเติบโตจะปรากฏชัดในช่วงเวลา 10-20 ปีก่อนที่ T. rex จะตาย การวิเคราะห์กระดูกในทุกขั้นตอนอย่างละเอียด โดยใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อให้ภาพการเติบโตที่เป็นจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า T. rex มีความหลากหลายทางขนาดตัวของมันอย่างไร และได้พบว่า T. rex เติบโตในอัตราช้า ๆ กว่าเดิม จึงใช้เวลานานประมาณ 40 ปี จึงจะโตเต็มที่
แต่ตัวเลขนี้ก็ยังเป็นที่กังขา เพราะนักชีววิทยาบางคนยังสงสัยว่า ที่คิดว่าเป็นกระดูกของ T. rex นั้น จริงๆ อาจจะเป็นกระดูกของสัตว์ชนิดอื่นที่มีขนาดตัวเล็กกว่า เช่น ตัว Nanotyrannus ก็ได้ ดังนั้นกระดูกทั้ง 17 ชิ้นนั้น อาจจะเป็นของไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่ของ T. rex ทั้งหมดก็ได้
จึงเป็นว่า หลังจากที่ได้รู้จัก T. rex เป็นเวลานานกว่า 1 ศตวรรษแล้ว T. rex ก็ยังให้ข้อมูลใหม่ ๆ ที่ทำให้นักบรรพชีวินวิทยาประหลาดใจอยู่เรื่อย ๆ การพบและเก็บรวบรวมฟอสซิลตัวอย่างได้มากขึ้นจากสถานที่ต่าง ๆ และการใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลที่สมบูรณ์ขึ้น ได้ทำให้เรารู้จัก T. rex ดีขึ้น ทั้ง ๆ ที่มันได้จากเราไปนานร่วม 66 ล้านปีแล้วก็ตาม
คำถามที่สอง คือ ไดโนเสาร์ตัวแรกของโลกมีขนาดใหญ่เพียงใด
ในปี 1963 ทีมวิจัยจากอังกฤษได้พบกระดูกต้นขา (femur) ของสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ประเทศ Zambia ในแอฟริกา สัตว์ตัวนั้น คือ silesaur (คำนี้แปลว่า สัตว์ที่เกือบจะเป็นไดโนเสาร์ตัวจริง)
สัตว์ชนิดนี้อยู่ในกลุ่ม Silesauridae ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อ 245-200 ล้านปีก่อน มีลำตัวยาว 1-3 เมตร สามารถยืนตรงได้ และเดินสองขาหรือสี่ขาก็ได้ กินพืช แมลง และเนื้อเป็นอาหาร สามารถเดินได้เร็วกว่าจระเข้ แต่ช้ากว่าไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ ร่างกายของมันจึงมีการเผาผลาญพลังงานที่ดี silesaur จึงเป็นบรรพสัตว์ของไดโนเสาร์ที่แสดงว่ามันก็มีวิวัฒนาการเหมือนสัตว์อื่นๆ
ใน วารสาร Royal Society Open Science DOI:10.1098/rsos.250762 (ปี 2025) Jack Lovegrove กับคณะได้อ้างว่า พบหลักฐานที่แสดงว่า ไดโนเสาร์ตัวแรกของโลก มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยคิด คือ ไดโนเสาร์ตัวแรกชนิด Eoraptor มีลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร และมีการพบฟอสซิลกระดูกของมันในประเทศอาร์เจนตินา สามารถเดินสองขาได้ กินพืชและสัตว์ได้ มันจึงเป็นสัตว์เลื้อยคลานคล้ายไดโนเสาร์ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อ 240-200 ล้านปีก่อน สัตว์ชนิดนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุด คือ ตัว Silesaurus ที่มีลำตัวยาว 2 เมตร และมีขากรรไกรใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายจะงอยปาก โดยฟอสซิลของสัตว์ชนิดนี้ได้ขุดพบที่ประเทศ Zambia และ Tanzania เมื่อ 60 ปีก่อนนี้
สำหรับคำถามที่ว่า ไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ ตัวอะไรนั้น
จากเดิมที่เคยเชื่อกันว่า ตัว Compsognathus เป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่เล็กที่สุด แต่เมื่อถึงวันนี้ ตัว Scansoriopterygidae หรือตัว Epidexipteryx ได้รับการยอมรับว่าเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด เพราะมีลำตัวที่ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร และเคยมีชีวิตอยู่ในยุค Jurassic ในประเทศจีน และมีขนหางยาวที่สวย
แต่ถ้าใครตีความว่า นกปัจจุบันก็คือไดโนเสาร์ในอดีตแล้ว เราก็จะได้คำตอบใหม่ว่า นก bee hummingbird เป็นไดโนเสาร์ที่เล็กที่สุด และนกชนิดนี้มีพบในประเทศคิวบา
การตอบปัญหานี้ มีความยากอยู่ที่ เวลานักบรรพชีวินวิทยาพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่มีขนาดเล็ก และคิดว่ามันเป็นไดโนเสาร์ที่โตเต็มที่แล้ว แต่ความเป็นจริงมันอาจจะยังไม่โตเต็มที่ก็เป็นไปได้
ในปี 2020 งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ได้มีการแสดงความเห็นว่า สัตว์ชนิด Oculudentavis khaungraae ที่มีการพบซากของมันอยู่ในอำพันที่พม่าว่า มันเป็นไดโนเสาร์ที่เล็กที่สุด แต่งานวิจัยนี้ถูกเพิกถอนเพราะได้มีการขุดพบว่า นักวิจัยได้ตกแต่งข้อมูล
จึงเป็นว่าการค้นหาไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นับว่าง่ายกว่าการค้นหาไดโนเสาร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด เพราะยิ่งหาก็ยิ่งพบ และเมื่อนักบรรพชีวินวิทยามีเทคนิคการค้นหากระดูกฟอสซิลที่ดีขึ้น ดังนั้นการค้นหาไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นก และมีขนาดเล็กที่สุด จึงเป็นคำถามเปิด ที่ยังไม่มีคำตอบ
T. rex เป็นไดโนเสาร์ที่คนทั่วไปรู้จักดีที่สุด เพราะมันดุร้ายที่สุด ปัญหาที่น่าสนใจคือ T. rex มีวิวัฒนาการในการเจริญเติบโตเพียงใด คือ ตัวเต็มที่เมื่อใด และมีอายุขัยมากเพียงใด ในการตอบปัญหานี้ H. WoodWard กับคณะ ได้ศึกษาเรื่องการเจริญเติบโตระยะยาว และพัฒนาการของ T. rex ภายใต้ชื่อเรื่อง “Prolonged growth and extended subadult development in the Tyrannosaurus rex species complex revealed by expanded histological sampling and statistical modeling” ในวารสาร PeerJ ฉบับวันที่ 14 มกราคม ปี 2026 และให้ข้อมูลว่า T. rex เติบโตเต็มที่เมื่ออายุ 35-40 ปี หาใช่เมื่ออายุ 20 ปี ดังที่เคยคิดกันไม่
และพบว่าอัตราการเจริญเติบโตขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมกับความสมบูรณ์ของเหยื่อ จนได้ภาพใหญ่ว่า
ในช่วงเวลา 0 - 10 ปี ไดโนเสาร์ T. rex จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 500 กิโลกรัม
ในช่วงเวลา 10 - 30 ปี ไดโนเสาร์ T. rex จะมีน้ำหนักตัวอยู่ในช่วง 500-3,000 กิโลกรัม
ในช่วงเวลา 30 - 40 ปี ไดโนเสาร์ T. rex จะหนักตั้งแต่ 3,000-6,000 กิโลกรัม
ในช่วงเวลา 40 - 50 ปี ไดโนเสาร์ T. rex จะหนักตั้งแต่ 6,000-8,000 กิโลกรัม หรือ 8 ตัน
อ่านเพิ่มเติมจาก Chen, J.; Niu, Y.-N.; Ma, R.; Zhou, Y.-L.; Liu, W.-J.; Wang, Y.-M.; You, H.-L.; Xu, X.; Shen, S.-Z.; Feng, Z. (2026). "Triassic–Jurassic environmental instability on the subtropical eastern Tethyan margin linked to low-latitude dinosaur dispersal". Communications Earth & Environment. doi:10.1038/s43247-025-03083-6
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์


