xs
xsm
sm
md
lg

(VDO Clip) AI กับการพบบันทึกบทสวดอายุ 3,000 ปี ของอารยธรรมบาบิโลน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แม้หลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์จำนวนมากได้ถูกโจรอารยธรรมทำลายไปจนแทบจะหมดสิ้นแล้ว แต่คัมภีร์ปฐมกาล (Genesis) ก็ยังมีการกล่าวถึงอาณาจักรบาบิโลน (Babylon) ว่า ชาวเมืองมีพฤติกรรมชั่ว มั่วบาป ชอบประพฤติผิดศีลธรรม ฯลฯ จนกรุง Babylon ได้รับฉายาว่าเป็นเมืองบาปแห่งดินแดน Mesopotamia (คำนี้แปลว่า ดินแดนระหว่าง 2 แม่น้ำ คือ Tigris กับ Euphrates) ซึ่งตรงข้ามกับกรุง Jerusalem ในตะวันออกกลาง ที่ได้รับฉายาว่า เป็นเมืองบุญศักดิ์สิทธิ์ของชนชาวยิว คริสต์ และอิสลาม





นักประวัติศาสตร์กรีก Herodotus (484–425 ปีก่อนคริสตกาล) ได้เคยบันทึกว่า Babylon ในอดีต เคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเมืองนี้ได้เป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมบาบิโลนเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยมีกรุง Babylon เป็นศูนย์กลางที่อยู่ห่างจากกรุง Baghdad ประมาณ 85 กิโลเมตร และตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำ Euphrates ตัวเมืองมีพื้นที่ประมาณ 600 ตารางกิโลเมตร อาคารภายในเมืองถูกสร้างด้วยอิฐสีน้ำตาล ซึ่งทำจากดินเหนียวที่ขุดได้จากท้องแม่น้ำ เมืองมีกำแพงหนา 5 เมตร และยาว 100 กิโลเมตร กำแพงนี้มีประตูเมือง 100 บาน และมีประตูเมืองขนาดใหญ่ชื่อ Ishtar ที่สูง 23 เมตร โดยบานประตูมีรูปสัตว์ประหลาดชื่อ Mushkhushshu ที่มีหัวเป็นมังกร ลำตัวเป็นวัว สองขาหน้าเป็นขาแมว สองขาหลังเป็นขานกอินทรีย์ และมีหางที่ยาวเป็นหางแมงป่อง


เมื่อถึงเวลาที่เป็นเทศกาลทางศาสนาและปีใหม่ ชาวบาบิโลนจะจัดงานบูชาเทพเจ้าประจำเมืองชื่อ Marduk โดยจะลากจูงรถ นำเทวรูป Marduk ลอดผ่านประตู Ishtar ไปตามถนนสายต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและชื่นชม


ภายในเมืองยังมีสถานที่ก่อสร้างที่สำคัญมากอีกสองแห่ง คือ สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดแห่งโลกโบราณ ที่กษัตริย์ Nebuchadnezzar ที่ 2 ทรงสร้างขึ้น เพื่อให้พระสนมเอก Amytis ทรงพระเกษมสำราญในสวน จนไม่ทรงคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนมาก สวนลอยนี้ตั้งอยู่บนเนินสูง สวนได้ถูกแบ่งออกเป็นชั้น ๆ จึงมีลักษณะคล้ายพีระมิดของชาว Maya ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี โดยวิศวกรได้ทดน้ำจากแม่น้ำ Euphrates ขึ้นสู่สวน

ข้อมูลนี้จึงแสดงให้เรารู้ว่า ช่างชาว Babylon มีความสามารถทางวิศวกรรมชลประทาน


โบราณสถานที่สำคัญและโด่งดังระดับตำนานอีกแห่งหนึ่ง คือ หอคอย Babel (Tower of Babel) ที่เชื่อกันว่า บรรดาทายาทของ Noah ได้สร้างขึ้น หลังจากที่เหตุการณ์น้ำท่วมโลกได้ยุติแล้ว เพราะชาวเมืองมีความตั้งใจจะสร้างให้หอคอยสูงจรดฟ้า ดังนั้นเมื่อพระเจ้าทรงทราบเหตุผลว่า มนุษย์ปรารถนาจะขึ้นมาร่วมเดินบนฟ้าด้วย พระองค์จึงทรงบันดาลให้บรรดาคนก่อสร้างหอคอยสื่อสารติดต่อกันด้วยภาษาที่แตกต่างกัน จนทำให้ไม่มีใครเข้าใจใคร โครงการหอคอยจึงพังทะลาย จากนั้นผู้คนก็ได้แยกย้ายจากกันไปคนละทิศคนละทาง โดยมีภาษาพูด เขียน ที่แตกต่างกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับคำ Babel ในภาษา Hebrew นั้น แปลว่า สับสนหรืองุนงง

ปัจจุบันทั้งสวนลอยแห่งบาบิโลนและหอคอย Babel ได้พังทะลายและสูญสลายไปจนหมดแล้ว จะเหลือก็แต่ในความทรงจำของคนโบราณเท่านั้น

นอกเหนือจากกรุง Babylon แล้ว อาณาจักร Babylon ก็ยังมีเมืองใหญ่ๆ ที่สำคัญอีกหลายเมือง เช่น Ur, Lagash, Nippur และ Nineveh

ไม่เพียงแต่จะมีความสามารถทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมเท่านั้น ชาวบาบิโลนยังมีความสามารถทางอักษรศาสตร์มากด้วย ดังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เราปัจจุบันได้เข้าใจและล่วงรู้วิถีชีวิตของชาวบาบิโลนในอดีตด้วย นั่นคือ การมีจารึกอักษรรูปลิ่ม (cuneiform) ซึ่งทำจากการใช้อุปกรณ์เขียนที่ทำจากลำต้นอ้อ ซึ่งถูกตัดปลายให้แหลม แล้วนำไปกดลงในดินเหนียวเปียก จนเป็นรอยและเป็นร่อง ที่มีความหมายเป็นคำ และข้อความ จากนั้นก็นำแผ่นดินเหนียวไปตากแดดให้แห้ง หรือนำไปเผา เพื่อให้แผ่นแข็งตัว และคงรูปไปตลอดกาล


การอ่านข้อความที่ปราชญ์บาบิโลนได้จารึกไว้ ทำให้เราปัจจุบันล่วงรู้เหตุการณ์ที่เกิดความเป็นไป วิธีคิด และวิธีแสวงหาความรู้ของชาว Babylon เมื่อ 4,000 ปีก่อน เพราะจารึกอักษรภาพรูปลิ่มมีทั้งหมดประมาณ 1 ล้านชิ้น และได้อยู่กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ บ้างอยู่ในสภาพแตกหัก บ้างมีสภาพดี เช่น ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre ในฝรั่งเศส ที่ British Museum ในอังกฤษ ที่ Pergamon Museum ในเยอรมนี ที่ Istanbul Archaeological Museums กรุง Istanbul ในตุรกี และที่นคร Baghdad ในอิรัก แต่ปรากฏว่า มีอักษรรูปลิ่มเพียง 10% เท่านั้นเอง ที่มีคนอ่านออก อีก 20% กำลังอยู่ในขั้นตอนการพยายามจะอ่าน ส่วนที่เหลือยังไม่มีใครอ่านออก และเมื่อจารึกหลายต่อหลายชิ้นอยู่ในสภาพเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อย การนำมาเรียงให้ติดกันเหมือนเดิม คงต้องใช้คนที่รู้ภาษา Babylon เป็นอย่างดีเพื่อให้ได้เข้าใจใจความทั้งหมด ซึ่งก็จะต้องใช้เวลานานมาก

เพราะภาษาที่ใช้เขียนจารึกเป็นภาษาโบราณ เช่น Sumerian, Babylonian, Akkadian, Assyrian, Elamite และ Hittite ที่แต่ละภาษาก็มีคำศัพท์ ไวยากรณ์ และเครื่องหมายเฉพาะของภาษาเอง และเมื่อจำนวนคนที่รู้ภาษาดึกดำบรรพ์เหล่านี้มีน้อย การถอดความหมายจึงดำเนินไปได้อย่างช้าๆ จนปัจจุบันต้องมีการนำ AI มาช่วยให้นักภาษาศาสตร์เข้าใจรูปแบบ โครงสร้างทางไวยากรณ์และความหมายของคำ ประโยค เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้เร็วและถูกต้องที่สุด

นักภาษาศาสตร์คนแรกที่สามารถอ่านภาษา Babylonian ได้ คือ Georg Friedrich Grotefend (1775–1853) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน ที่สามารถอ่านออกได้ในปี 1802 หลังจากที่ได้เทียบเคียงกับภาษาเปอร์เซียโบราณ และเขาได้พบว่ามีเนื้อหาที่กล่าวถึง จักรพรรดิ Darius มหาราช (522-486 ปีก่อนคริสตกาล) กับ กษัตริย์ Xerxes มหาราช (486-465 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ทรงปกครองอาณาจักร Persia และได้ทรงสร้างเมือง Persepolis ที่ยิ่งใหญ่ แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงปราชัยในการทำยุทธนาวีกับกองทัพกรีกที่ช่องแคบใกล้เกาะ Salamis เมื่อ 480 ปีก่อนคริสตกาล


นักภาษาศาสตร์คนที่สอง ที่อ่านภาษา Babylonian ได้ คือ Henry Rawlinson (1810-1895) ซึ่งสามารถทำได้จากการได้เทียบเคียงกับภาษา Persia, Elamite และภาษา Akkadian

การมีภาษาเขียน นับเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ในการสร้างอารยธรรมของมนุษย์ เพราะจากเดิมที่เคยใช้ภาพวาดเป็นสื่อในการถ่ายทอดความนึกคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สะดวก เพราะฝีมือในการวาดภาพของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ภาพที่วาดจึงอาจทำให้คนอ่านมีความเข้าใจผิดได้ง่าย การเปลี่ยนรูปวาดเป็นภาษาเขียน เป็นตัวอักษร และมีไวยากรณ์กำกับจึงทำให้จารึกเป็นสถานที่เก็บข้อมูล สามารถเก็บข้อตกลงระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน สัญญาการค้า สนธิสัญญาสงบศึก พันธะสัญญาระหว่างกษัตริย์ รวมถึงสามารถเก็บบทสวดมนต์ โคลง กลอน วรรณกรรม บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ก็ทำได้ง่ายขึ้น ดีขึ้น สะดวก และรวดเร็วขึ้น สมองคนที่เคยจำเป็นต้องใช้ในการจดจำข้อมูลขนาดใหญ่ ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำงานหนักอีกต่อไป

นั่นคือสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นจารึกได้ทำให้มนุษย์มีอารยธรรม และมีประวัติศาสตร์ที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นและใช้สอนหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผู้คนไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้สมองจดจำเหตุการณ์ทุกเรื่องอีกต่อไป


ตัวอย่างจารึกอักษรรูปลิ่มที่มีชื่อเสียง ได้แก่ จารึกเรื่อง Epic of Gilgamesh (น้ำท่วมโลก) ที่พบในห้องสมุดของเมือง Nineveh แห่งอาณาจักร Assyria ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมือง Mosul ในอิรักปัจจุบัน เนื้อหาในจารึกนั้นมีใจความว่า กษัตริย์ Sargon แห่งเมือง Akkad ได้ทรงโปรดให้สร้างเมือง Babylon ขึ้น เมื่อ 4,000 ปีก่อน คือ ในช่วงปี 1792-1750 ก่อนคริสตกาล เมืองนี้มีกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า Hammurabi ทรงปกครอง และพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้มีการประมวลตัวบทกฎหมายฉบับแรกของโลกขึ้นให้ประชาชนในอาณาจักรพระองค์ใช้ กฎหมายนี้มีทั้งหมด 212 บท โดยทรงโปรดให้จารึกกฎหมายทั้งหมดลงบนเสาหิน basalt ที่สูง 2.25 เมตร ซึ่งติดตั้งอยู่ที่จัตุรัสในเมือง เพื่อให้ชาวเมืองทุกคนได้อ่าน รับทราบ และนำไปปฏิบัติ


กฎหมายดังกล่าวนี้ได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงมาก เช่น ช่างก่อสร้างคนใดสร้างบ้านแล้วบ้านหลังนั้นพัง ช่างคนสร้างจะต้องถูกประหารชีวิต หรือแพทย์ผ่าตัดคนใดทำงานผิดพลาด คือ คนไข้ตายหรือทุพพลภาพ แพทย์คนนั้นก็จะต้องถูกตัดมือทิ้ง กฎหมายที่มีลักษณะเป็นการตอบโต้ (lex talionis คำนี้เป็นคำในภาษาละติน) ในทำนองว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน และมือต่อมือ “An eye for an eye, a tooth for a tooth, a hand for a hand” ได้ให้ชาวบาบิโลนยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณ การอ่านกฎหมายเหล่านี้อย่างเผินๆ จะทำให้ดูเสมือนว่ากฎหมายมีบทลงโทษที่รุนแรงเกินเหตุ แต่กฎหมายนี้ก็มีไว้เพื่อป้องกันการแก้แค้นระหว่างบุคคลจนเกินงาม เช่น ถ้าฆาตกร ถูกจับได้ก็จะถูกฆ่าเจ็ดชั่วโคตร หรือถ้าใครทำใครตาบอด ก็จะถูกควักลูกตาออกมา และถ้าลูกคนใดทำร้ายบิดามารดา กฎหมายก็จะให้มีการตัดนิ้วลูกคนนั้น ในเวลาต่อมากฎหมายได้มีการปรับบทลงโทษให้คนที่ทำความผิดต้องชดเชยเป็นเงิน แทนการลงโทษทางกาย

แต่เวลาปฏิบัติจริง กฎหมาย Hammurabi ก็มีข้อยกเว้น เพราะสังคม Babylonian เป็นสังคมที่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ เงื่อนไขนี้จึงสร้างความอยุติธรรม และความเหลื่อมล้ำ เพราะกฎหมายมีการบังคับใช้ตามสถานภาพของคู่กรณี และตามกาละกับเทศะ เป็นต้น


ใน วารสาร Journal of Cuneiform Studies ฉบับที่ 76 ปี 2024 นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ชื่อ Andrew George แห่งมหาวิทยาลัย London ได้ตีพิมพ์เผยแพร่บทความเกี่ยวกับจารึก cuneiform ที่ถูกเก็บอยู่ที่ British Museum บทความนั้นมีชื่อว่า “Old Babylonian Lunar-Eclipse Omen Tablets” ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า เหตุการณ์อุปราคา เป็นเรื่องที่ชาว Babylonian ถือกันว่า เป็นลางร้าย ที่เทพเจ้าทรงส่งมา เพื่อเตือนมนุษย์ให้รู้ว่า ชาติกำลังจะเผชิญภัยพิบัติตามธรรมชาติ และถ้ากองทัพของชาติกำลังจะต่อสู้ข้าศึก ความพ่ายแพ้ก็จะบังเกิดแก่กองทัพ และเป็นไปได้ว่าชาติอาจจะสูญเสียกษัตริย์ด้วย

หลังจากที่ George ได้อ่านจารึกไปสี่ชิ้น เขาก็พบว่า จารึกเหล่านั้นได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1894-1595 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นจารึกที่ถูกพบในเมือง Sippar ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ Euphrates George ยังได้พบอีกว่า จุดประสงค์ของเนื้อหาในจารึก คือ โหรต้องการจะรู้ว่าเทพเจ้ามีพระประสงค์อะไร และสิ่งต่าง ๆ ที่จะทรงบันดาลให้เกิดนั้น เป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดีเพียงใด และถ้าเป็นเหตุร้าย ชาวบ้านจะมีวิธีป้องกันภัยนั้นได้หรือไม่ ในจารึกดังกล่าวยังมีตารางที่โหรชาวบาบิโลน ได้พยากรณ์เวลาที่กษัตริย์จะเสด็จสวรรคตด้วย และเพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้บังเกิด กษัตริย์จะต้องเสด็จไปหลบซ่อน ณ ที่ใดที่หนึ่ง จนกระทั่งปรากฏการณ์อุปราคาได้ผ่านไป

โดยสรุป จารึกเหล่านั้นมีคำพยากรณ์ทั้งหมด 61 เรื่อง เช่น เป็นการทำนายเรื่อง การเกิดภาวะขาดแคลนข้าว barley การอาละวาดของฝูงสิงโตในป่า ภาวะทุพภิกขภัยที่ร้ายแรง จนพ่อแม่ต้องนำลูกไปจำนำหรือขาย เพื่อแลกกับเงิน ฯลฯ และเมื่อเหตุการณ์ร้ายกำลังจะเกิด วิธีเดียวที่ทุกคนจะหลบหนีเคราะห์กรรมได้ คือ ต้องทำพิธีบูชายัญด้วยสัตว์ เช่น แกะและแพะ

ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อและประเพณีของชาวบาบิโลนยังมีอีกมากมาย เพราะที่ British Museum ยังมีจารึกอักษรรูปลิ่มอีกประมาณ 100,000 ชิ้น ที่ยังไม่มีใครอ่าน


อย่างไรก็ตามแผ่นจารึก cuneiform ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ แผ่นจารึกที่พบในห้องสมุด Ashurbanipal ในเมือง Nineveh ที่เขียนเป็นภาษา Sumerian เรื่อง “Epic of Gilgamesh” ซึ่งได้กล่าวถึงกษัตริย์ Gilgamesh ว่า ทรงปกครองเมือง Uruk อย่างโหดเหี้ยม และทรงมีพระราชประสงค์ จะแสวงหาความเป็นอมตะแห่งชีวิต จึงเสด็จไปหา Utnapishtim ซึ่งเป็นคนที่พระเจ้าทรงชื่นชมในพฤติกรรมที่บริสุทธิ์และยุติธรรม และเมื่อพระองค์ทรงประสงค์จะทำให้โลกปราศจากคนชั่ว พระเจ้าจึงทรงประทานคำเตือน Utnapishtim ว่า จะทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลก ดังนั้นจึงทรงให้ Utnapishtim ต่อเรือขนาดใหญ่ เพื่อบรรทุกสรรพสิ่งที่จะเอาไปใช้ หลังจากที่น้ำได้หยุดท่วมโลกแล้ว (ซึ่งก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกับ Noah ที่มีในคัมภีร์ไบเบิล)

ครั้นเมื่อถึงเวลาที่น้ำท่วมโลก เรือได้ลอยไปติดอยู่ที่ยอดเขา Nimish Utnapishtim จึงปล่อยนกเขาและนกนางแอ่นออกจากเรือ แต่เมื่อนกทั้งสองตัวบินกลับมาที่เรือ Utnapishtim ก็รู้ว่าน้ำยังไม่ลดระดับ ในเวลาต่อมา เขาก็ได้ปล่อยนกกาเหว่าออกไปบ้าง และเมื่อกาเหว่าไม่บินกลับเรืออีก เขาก็ตระหนักรู้ว่าน้ำได้ลดลงมากแล้ว

ในปี 1872 เมื่อ George Smith (1840-1876) สามารถอ่านตำนาน Gilgamesh ในจารึกออก เขาถึงกลับกระโดดตัวลอย เพราะเรื่องน้ำท่วมโลกเรื่องนี้สอดคล้องกับเรื่องที่มีในคัมภีร์ไบเบิล (Genesis) เขาจึงเขียนบทความภายใต้ชื่อว่า “The Chaldean Account of the Deluge” และบทความนี้ ได้กลายเป็นงานคลาสสิกที่บุกเบิกการศึกษาวรรณกรรมของอาณาจักรบาบิโลน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


อีกจารึก cuneiform ที่มีชื่อเสียงมากอีกชิ้นหนึ่งคือ ทรงกระบอก Cyrus (Cyrus cylinder) ที่ขณะนี้อยู่ที่ British Museum จารึกนี้มีรูปทรงเป็นทรงกระบอกที่ทำด้วยดินเผา ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 539-530 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคของจักรพรรดิ Cyrus มหาราช หลังจากที่ทรงยึดนครบาบิโลนได้แล้ว โดยอ้างว่าทรงได้รับความชอบธรรมจากเทพ Marduk จากนั้นพระองค์ได้ทรงสำเร็จโทษ Nabonidus ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของกรุงบาบิโลน แล้วพระองค์ทรงประกาศฟื้นฟูศาสนสถานทุกแห่งในกรุงบาบิโลน ทรงปลดปล่อยทาสและเชลยที่ถูกทหารบาบิโลนจองจำในคุก ให้กลับคืนสู่ประเทศบ้านเกิดของตน และทรงนำเทวรูปต่าง ๆ ที่ชาวต่างชาติได้ยึดไปเพื่อนำกลับคืนสู่กรุงบาบิโลน

ทรงกระบอก Cyrus นี้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบของกฎหมายสิทธิมนุษยชน และเป็นกิจกรรมที่กษัตริย์เวลาเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ จะต้องปฏิบัติด้วยการประกาศการปฏิรูปประเทศ


ในวารสาร Iraq, 1-58: DOI 10.1017/irg.2024.23: Annar A. Fadhil แห่งมหาวิทยาลัย Baghdad กับ Enrique Jimenez แห่งมหาวิทยาลัย Ludwig Maximilian University of Munich ในเยอรมนี ได้นำเสนอบทความชื่อ “Literacy texts from the Sippar library V: A hymn in praise of Babylon and the Babylonian” บทความนี้ มีบทสวดถวายเทพ Marduk แห่งวิหาร Esagil ที่มีอายุ 3,000 ปี เป็นบทสวดที่มีความยาว 250 บรรทัด และใช้สอนในโรงเรียน ณ เมือง Sippar ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกรุง Babylon ซึ่งมีเทพเจ้า Shamash เป็นองค์อุปถัมภ์ เพราะเป็นสุริยะเทพที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ปัจจุบัน Sippar เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากว่า มีพิพิธภัณฑ์ที่มีจารึก cuneiform มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในงานวิจัยดังกล่าว นักวิจัยทั้งสองได้พบบทสวดอายุ 3,000 ปี ที่ได้รับการถอดความโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากจารึกที่มีจำนวนประมาณ 300 ชิ้น ที่ถูกเก็บอยู่ในหอสมุดของมหาวิทยาลัย Baghdad โดยได้นำจารึกที่แตกหักและกระจัดกระจายมาเรียงต่อกัน แล้วให้ AI ช่วยเรียงเศษชิ้นเหล่านี้ เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ (jigsaw) เพราะรอยต่อและรอยแตกต่าง ๆ มีรูปทรงที่ไม่เป็นระเบียบ ดังนั้นถ้าใช้ความจำของคนธรรมดาทั่วไปในการเรียง จะทำให้เสียเวลามาก ดังนั้นนักวิจัยจึงนำ AI มาช่วยในการวิเคราะห์และจดจำชิ้นส่วนต่าง ๆ ทุกชิ้น และก็สามารถทำได้สำเร็จ โดยใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์แทนที่จะใช้นานถึง 10 ปี


บทสวดดังกล่าวมีใจความว่า เทพ Nudimnud ผู้ทรงไว้ซึ่งความเฉลียวฉลาดได้ทรงประทานแม่น้ำ Euphrates ให้ดับความกระหายน้ำของทุ่งหญ้า และในแม่น้ำสายนี้ยังมีต้นอ้อขึ้นอย่างหนาแน่น น้ำจากแม่น้ำสายนี้ได้ไหลลงสู่ทะเลสาบ และออกสู่ทะเล ทุ่งหญ้าที่อยู่ตามชายฝั่งทั้งสองข้าง มีดอกไม้และต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น อีกทั้งมีต้นข้าว barley ที่ออกดอกเต็ม ให้ฝูงสัตว์ได้แทะเล็มกิน การมีสุขภาพที่ดี และธรรมชาติที่สวยงามเช่นนี้ ได้ทำให้ชีวิตมนุษย์ในอาณาจักร Babylon มีความหมายยิ่งขึ้น


บทสวด 250 บรรทัดนี้ยังมีเนื้อหาที่สรรเสริญเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ และยกย่องความสำคัญของแม่น้ำ Euphrates บทสวดยังได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของชาว Babylon อีกทั้งยังได้กล่าวถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของชาวเมือง และความมีน้ำใจไมตรีต่ออาคันตุกะต่างแดน เนื้อหาในบทสวดยังได้กล่าวยกย่องสตรี โดยเฉพาะนักบวชสตรีเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะในบทสวดเก่า ๆ ไม่มีการบันทึกความสำคัญของสตรี โดยเฉพาะนักบวชสตรีเลย และนี่เป็นครั้งแรกที่บทสวดได้มีการกล่าวถึงสภาพแวดล้อมของเมือง Babylon ด้วย

จากข้อมูลที่รู้เพิ่มนี้ ทำให้ Jimenez ได้เสนอแนะให้พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งที่มีจารึกอักษรรูปลิ่มทำจารึกทุกชิ้นให้อยู่ในรูป digital เพื่อให้ AI ช่วยในการถอดความ


อ่านเพิ่มเติมจาก The origins of writing". The British Museum. Archived from the original on March 11, 2022. Retrieved May 10, 2022.


ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์
ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน,ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์




กำลังโหลดความคิดเห็น