ในอดีตเมื่อ 7 ปีก่อน ผู้คนค่อนโลกได้รู้สึกปริวิตกมากกับข่าวที่ว่า สถานีอวกาศ Tiangong-1 ของจีน ที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกเมื่อปี 2011 และได้ขาดการติดต่อกับสถานีบังคับภาคพื้นดินตั้งแต่ปี 2016 กำลังจะตกสู่โลกในปี 2018 ในลักษณะที่ปราศจากการควบคุม บังคับ หรือกำกับใดๆ
แต่เมื่อถึงวันที่ 2 เมษายนของปี 2018 ซึ่งเป็นวันที่ Tiangong-1 ตกจริง ยานได้ร่อนผ่านบรรยากาศโลกลงสู่ “สุสาน” ที่อยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทร Pacific ซึ่งเป็นบริเวณที่ไร้ผู้คนอาศัย จึงไม่มีใครเป็นอะไร
กระนั้นข่าวนี้ก็มิได้ทำให้ทุกคนปิติปรีดา เพราะในอวกาศยังมีขยะขนาดใหญ่อีกหลายพันหลายหมื่นชิ้น ที่สามารถสร้างความหายนะให้แก่โลกได้ ถ้ามันตกลงในเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น
ในปี 2031 NASA มีโครงการจะนำสถานีอวกาศนานาชาติ International Space Station (ISS) ที่หนัก 450 ตัน และมีขนาดใหญ่ระดับสนามฟุตบอล ให้ร่อนลงสู่ผิวโลกอย่างละมุนละม่อม โดยใช้งบประมาณมากถึง 30,000 ล้านบาท หลังจากที่มนุษย์อวกาศของสหรัฐฯ และรัสเซีย ได้ใช้สถานีนี้สำรวจอวกาศ และทดลองปรับสไตล์การดำรงชีวิตของมนุษย์เวลาอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักเป็นเวลานาน แต่ถ้าจะทิ้ง ISS ที่หมดสภาพแล้ว ไว้ในอวกาศ สถานีก็จะเป็นอุปสรรคในการทำงานของนักดาราศาสตร์ เวลาติดตามดูวัตถุอวกาศอื่น ๆ และเมื่อวันที่ ISS จนร่อนลงสู่โลกมาถึงจิตใจของคนทุกคนก็จะจดจ่อกับการเฝ้าติดตามดูจุดจบของ ISS เหมือนกับกรณีของ Tiangong-1
ความจริงหนึ่งที่เราทุกคนประจักษ์ คือ เวลามนุษย์ไปถึง ณ ที่ใด ที่นั่นจะมีขยะ ในปี 2024 องค์การอวกาศแห่งยุโรป (European Space Agency; ESA) ได้สำรวจพบว่า ในบรรยากาศที่ห้อมล้อมโลก มีวัตถุขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร ลอยอยู่ประมาณ 36,000 ชิ้น และขยะที่ใหญ่ระหว่าง 1-10 เซนติเมตรมีจำนวน 1 ล้านชิ้น ส่วนพวกที่มีขนาด 1 มิลลิเมตร ถึง 1 เซนติเมตรนั้น มีจำนวนประมาณ 130 ล้านชิ้น ปริมาณขยะทั้งหมด คิดรวมเป็นน้ำหนักประมาณ 10,000 ตัน
โดยขยะเหล่านี้ ส่วนมากมีแหล่งกำเนิดจากดาวเทียมที่ได้ทำงานจนหมดสภาพแล้ว เช่น ดาวเทียม Vanguard 1 ของสหรัฐฯ ที่ได้ถูกส่งขึ้นอวกาศตั้งแต่ปี 1958 และบัดนี้ก็ยังโคจรรอบโลก ขยะบางชิ้นมาจากชิ้นส่วนของจรวดที่ถูกยิงขึ้น เพื่อปล่อยดาวเทียม บางขยะเกิดจากการชนกันระหว่างดาวเทียม หรือระหว่างดาวเทียมกับอุกกาบาต และระหว่างอุกกาบาตด้วยกันเอง ดังนั้นอวกาศเหนือโลกจึงคลาคล่ำด้วยขยะ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ชนกันอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่จราจรในอวกาศคอยควบคุม และไม่มีใครอ้างว่า ขยะของใครถูกหรือของใครผิด เพราะขยะไม่มีสัญชาติ และเวลาขยะชนกันนั้น ก็มักไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ การฟ้องร้องหาผู้กระทำผิดต่อศาลโลก จึงมิอาจกระทำได้
ตามปกติ ขยะที่ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศโลกมักจะมีอายุขัย คือ มันจะลอยต่ำลงๆ ตามกาลเวลา เพราะขยะจะเสียดสีกับบรรยากาศโลก ทำให้ความเร็วของมันลดลง ๆ รัศมีวงโคจรรอบโลกจึงแคบเข้าๆ และเมื่อความหนาแน่นของบรรยากาศที่ใกล้ผิวโลกมีค่ามากกว่าความหนาแน่นของอากาศ ณ ที่สูง ดังนั้นแรงต้านอากาศในวงโคจรที่ต่ำ ก็จะยิ่งเพิ่ม ทำให้มันร้อนและลุกไหม้ ถ้าเป็นกรณีขยะที่มีมวลน้อย ขยะก็จะถูกเผาไหม้จนเป็นจุล แต่ถ้าเป็นขยะก้อนใหญ่ การเผาไหม้มักจะดำเนินไปอย่างไม่สมบูรณ์แบบ ซากขยะเหลือก็อาจจะสร้างความหายนะต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนที่อยู่เบื้องล่างได้
สำหรับการคำนวณที่นักดาราศาสตร์ใช้ในการพยากรณ์ว่า ขยะชิ้นใดจะตกสู่ผิวโลก ณ ที่ใด และเมื่อใดนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเรามักไม่รู้มวลแท้จริงของขยะ ไม่รู้ลักษณะที่แท้จริงของมันว่า ทู่ แหลม กลม เบี้ยวหรืออย่างไร การวัดความเร็วของมันอย่างแม่นยำก็ทำไม่ได้ ไม่รู้แม้กระทั่งความเร็วที่แน่นอนในการหมุนรอบตัวเอง และไม่รู้แรงต้านของอากาศ เพราะแรงต้านขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของบรรยากาศ และความหนาแน่นนี้ก็ขึ้นอยู่กับการได้รับพายุสุริยะจากดวงอาทิตย์ ที่ได้ทำให้ความหนาของชั้นบรรยากาศโลกไม่แน่นอน คือ ขยายตัวบ้าง และหดตัวบ้าง การไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเหล่านี้ ทำให้การคำนวณวิถีโคจรของขยะโดยใช้กฎการเคลื่อนที่ของ Newton ให้ถูกต้อง 100% เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ การพยากรณ์เวลาที่ขยะจะตก สถานที่ ๆ มันจะตก และความเร็วที่ขยะจะกระทบโลก จึงมีโอกาสผิดพลาดได้มาก ผลที่ตามมา คือ การพยากรณ์ผลกระทบของขยะในภาพรวมเป็นเรื่องที่มีความไม่แน่นอน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ข้อมูลทางกายภาพของขยะเป็นสิ่งที่เราจะล่วงรู้ได้ยาก แต่ข้อมูลทางกายภาพของโลกและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เราสามารถจะรู้ได้เช่นว่า ผิวโลกมีส่วนที่เป็นทะเล และมหาสมุทรมากถึง 70% กับอีก 30% ที่เหลือเป็นทวีป กระนั้นทุกภาคส่วนของทวีปก็ใช่ว่าจะมีคนอาศัยอยู่กันหนาแน่น เพราะผิวโลกหลายส่วนเป็นทะเลทราย เป็นเทือกเขา เป็นน้ำแข็ง และเป็นป่าทึบที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ ดังนั้นโอกาสที่ซากดาวเทียมจะพุ่งชนบ้านหรือตัวคน จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากกว่าการถูกฟ้าผ่าเป็นล้านเท่า ในกรณีของสถานีอวกาศ Tiangong-1 นั้น องค์การ ESA ได้ประมาณว่า โอกาสที่คน ๆ หนึ่งจะถูกซากสถานีอวกาศพุ่งชน คือ หนึ่ง ใน ล้านล้าน หรือ 10^(-10)% คือ แทบเป็นศูนย์เลย
และในกรณี สถานีอวกาศ Skylab ที่ถูกส่งขึ้นอวกาศเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1973 เพื่อทดลองเรื่องการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสภาพไร้น้ำหนัก และสังเกตดูธรรมชาติของดวงอาทิตย์ ฯลฯ เป็นการปูทางให้เกิด ISS และโครงการสถานีอวกาศ Mir ของรัสเซีย ทางสหรัฐฯ ก็ได้ประสบความสำเร็จ ในการนำสถานีอวกาศ Skylab ลงสู่โลกอย่างไม่มีใครเป็นอันตราย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 1979 โดยให้ตกลงในมหาสมุทรอินเดีย
ผลปรากฏว่า มีชิ้นส่วนหนึ่งของ Skylab ได้พุ่งไปตกที่เมือง Esperance ในประเทศออสเตรเลีย และนายกเทศมนตรีของเมือง Esperance ได้ปรับองค์การ NASA เป็นเงิน 400 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ด้วยข้อหาว่า NASA ได้ทิ้งขยะลงในที่สาธารณะ ณ วันนี้ เช็คใบนั้น และชิ้นส่วนของ Skylab ชั้นนั้น ได้ถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในเมือง Esperance
สถิติอื่นๆ เกี่ยวกับขยะอวกาศที่น่าสนใจ คือ ตั้งแต่เริ่มยุคอวกาศ ที่มีการปล่อย ดาวเทียม Sputnik 1 ขึ้นฟ้า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ปี 1957 และมนุษย์ได้ยิงจรวดนำดาวเทียมไปปล่อย จำนวนร่วมหมื่นดวงแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครเคยถูกสะเก็ดยานอวกาศ หรือซากดาวเทียมตกจากฟ้ามาทำอันตรายเลย
ยกเว้นสุภาพสตรีคนที่ชื่อ Lottie Williams ซึ่งเป็นชาวเมือง Tulsa ในรัฐ Oklahoma ของสหรัฐอเมริกา โดยเธอถูกขยะอวกาศที่เป็นชิ้นโลหะขนาดเล็กพุ่งชนที่ไหล่ ขณะเดินอยู่ในสวนสาธารณะ การตรวจชิ้นส่วนของขยะแสดงให้เห็นว่ามันมาจากจรวด Delta II ที่กองทัพอากาศของสหรัฐได้ใช้ในการปล่อยดาวเทียม เมื่อปี 1996 และชิ้นส่วนของจรวดนั้นได้ตกกระแทกถูกตัวเธอ เมื่อวันที่ 12 มกราคม ปี 1997 และเธอไม่บาดเจ็บใดๆ
แม้จะไม่มีใครเคยเป็นอะไร จากภัยขยะอวกาศ แต่ทางการก็จำเป็นต้องมีวิธีป้องกันดาวเทียมในอวกาศ ไม่ให้ถูกขยะพุ่งชน ซึ่งสามารถทำได้ ถ้ารู้ตัวล่วงหน้า เช่น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 2019 ดาวเทียม CryoSat-2 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป (ESA) ที่ถูกปล่อยขึ้นอวกาศ เมื่อปี 2010 เพื่อสำรวจการเกิดธารน้ำแข็งบนภูเขา และภูเขาน้ำแข็งในทะเลทั่วโลก ดาวเทียมดวงนี้มีมูลค่า 5,000 ล้านบาท และขณะมันโคจรที่ระยะสูง 700 กิโลเมตรเหนือผิวโลก เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบติดตามดูการทำงานของดาวเทียมได้เห็นขยะอวกาศชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งกำลังจะพุ่งตรงเข้าชนดาวเทียม จึงส่งสัญญาณบังคับเครื่องยนต์ในดาวเทียมให้ขับดาวเทียมขึ้นที่ระยะสูง เพื่อหลบขยะชิ้นนั้น อีก 50 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ก็ได้เห็นขยะพุ่งผ่านดาวเทียม CryoSat-2 ไปด้วยความเร็ว 4.1 กิโลเมตร/วินาที
ปัจจุบันนี้วงการสื่อสารด้วยดาวเทียม ได้มีการใช้กล้องโทรทรรศน์จำนวนมากติดตามดูวิถีโคจร และความเร็วของขยะอวกาศขนาดต่าง ๆ มากมาย ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั้งที่อยู่บนดิน และในอวกาศ เช่น
1. กล้อง Pan-STARRS (Panoramic Survey Telescope & Rapid Response System) บนเกาะ Hawaii ซึ่งสามารถเห็นวัตถุท้องฟ้าที่โคจรใกล้โลก เป็นจำนวนนับพันได้
2. กล้อง Catalina Sky Survey (CSS) ซึ่งอยู่ที่ภูเขา Lennon และ Bigelow ในรัฐ Arizona สหรัฐอเมริกา
3. กล้อง LINEAR (Lincoln Near-Earth Asteroid Research) ในรัฐ New Mexico สหรัฐอเมริกา
4. กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble Space Telescope (HST)
5. กล้องโทรทรรศน์ James Webb Space Telescope (JWST)
6. กล้องโทรทรรศน์ Hera ของ ESA ที่จะส่งขึ้นอวกาศในปี 2026 ในโครงการ Hera Mission เพื่อติดตามดูดาวเคราะห์น้อยคู่แฝด Didymos – Dimorphos
7. กล้องโทรทรรศน์ NEOWISE (Near-Earth Object Wide-field Infrared Survey Explorer) เป็นต้น
นับตั้งแต่ปี 1958 ที่มนุษย์เริ่มส่งดาวเทียมขึ้นอวกาศ เพื่อใช้ศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ สื่อสาร จารกรรม สำรวจธรรมชาติ เตือนภัย และนำทาง อวกาศเหนือโลกที่เคยว่างเปล่าก็เริ่มมีขยะในปริมาณมากขึ้นๆ ทุกปี และขยะเองก็มีบทบาทในการสร้างขยะให้มีปริมาณมากขึ้นได้ เพราะเวลามันชนกันเอง ขยะก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เหตุการณ์ทำนองนี้ได้ทำให้นักอนาคตศาสตร์หลายคนรู้สึกกังวลว่า ในเวลาอีกไม่นาน โลกของเรา ก็จะมีวงแหวนที่ประกอบด้วยขยะล้อมรอบ เหมือนวงแหวนของดาวเสาร์
ดังนั้นองค์การสหประชาชาติจึงได้ออกกฎหมายให้องค์การที่จะสร้างขยะ ต้องหาทางควบคุมปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้นในอวกาศ และให้พยายามหาวิธีทำให้อวกาศสะอาด โดยให้มีปริมาณขยะน้อยลงด้วย ซึ่งอาจจะทำได้หลายวิธี เช่น
1. ปล่อยให้ขยะสลายตัวตามธรรมชาติ คือ เวลาขยะลดระดับความสูงลง การเสียดสีกับบรรยากาศโลก จะทำให้มันถูกเผาไหม้ไปจน “สิ้น” ซาก
2.ยิงแสงเลเซอร์พลังงานสูง ผลักขยะที่มีมวลน้อยให้ตกลงสู่วงโคจรต่ำ เพื่อให้ขยะลุกไหม้
หรือ ใช้ดาวเทียมที่มีแขนยนตร์ ยื่นออกไปจับยึดขยะมาเก็บ
หรือ ใช้ดาวเทียมที่มีแม่เหล็กทรงพลัง ดึงดูดขยะที่มีสมบัติแม่เหล็ก
หรือ ใช้แหอวกาศทอดออกไป เพื่อเก็บขยะ เหมือนกับการเหวี่ยงแหจับปลาในแม่น้ำ
หรือ ออกแบบดาวเทียมให้สามารถควบคุมวงโคจรของมันได้ เวลาเผชิญภัยจากขยะ
หรือ ออกแบบให้ดาวเทียมสามารถทำลายตัวเองได้ โดยการบังคับให้พุ่งดิ่งลง เพื่อให้บรรยากาศโลกเผาไหม้มัน ภายในเวลาน้อยที่สุด และเหมาะสมที่สุด เป็นต้น
ในอวกาศเหนือโลกมิได้มีแต่ดาวเทียม และซากจรวดเท่านั้น ที่สามารถก่อมหันตภัยให้แก่มนุษยชาติ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้ เพราะในอวกาศยังมีดาวเคราะห์น้อย อุกกาบาต ดาวหาง ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมาก ที่บางดวงเรารู้วิถีโคจรของมันดีแล้ว และมีอีกเป็นจำนวนมากที่เรายังไม่รู้อะไรๆ เกี่ยวกับมันเลย
ใน วารสาร Science Advances ฉบับต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 ทีมนักดาราศาสตร์จาก Pusan National University ในเกาหลีใต้ ภายใต้การนำของ Lan Dai ได้คำนวณพบว่า ดาวเคราะห์น้อย Bennu มีโอกาสจะพุ่งชนโลกในอีก 157 ปี คือ ในเดือนกันยายน ปี 2182 และโอกาสนั้นมีค่าประมาณ 0.04%
Bennu เป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 500 เมตร มีมวล 7.3x10^10 กิโลกรัม โคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ โดยใช้เวลาประมาณ 1.2 ปี และจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดที่ระยะทาง 750,000 กิโลเมตร
ในการคำนวณหาโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลกนั้น นักดาราศาสตร์จะเริ่มต้นโดยใช้เรดาร์วัดตำแหน่ง และความเร็วของดาวเคราะห์น้อยก่อน เพื่อคำนวณวิถีโคจรของมัน โดยให้รู้ลักษณะของวงโคจรว่า มีความเบ้ (eccentricity) และความยาวของแกนสำคัญ แล้วใช้กฎแรงโน้มถ่วงของ Newton ที่เกิดจากโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์อื่น ๆ ที่ดาวเคราะห์น้อยดวงนั้นโคจรผ่าน รวมทั้งต้องคำนึงถึงปรากฏการณ์ Yarkovsky ด้วย
เพราะเวลาดาวเคราะห์น้อยโคจรรอบดวงอาทิตย์ ผิวดาวจะรับแสงอาทิตย์ตลอดเวลา ผิวจึงร้อน และจะแผ่รังสี infrared ออกมา ทำให้ความเร็วของดาวเคราะห์น้อยเปลี่ยนแปลง ในเวลาเดียวกัน ดาวเคราะห์น้อยทุกดวงจะหมุนรอบตัวเองด้วย การมีรูปทรงที่ไม่กลมดิก ทำให้ผิวแต่ละส่วนของดาวมีอุณหภูมิไม่เท่ากัน การแผ่รังสีจากทุกส่วน จึงไม่เท่ากัน
ความอสมมาตร ทำให้แรงผลักที่เกิดขึ้นเบี่ยงเบนมันไปจากวงโคจรที่คำนวณโดยใช้กฎการเคลื่อนที่ของ Newton ครั้นเมื่อได้วิถีโคจรแล้ว นักดาราศาสตร์ก็ต้องหาโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลก โดยการสร้างสถานการณ์จำลองแบบ Monte Carlo คือ พิจารณากรณีต่าง ๆ ที่ดาวเคราะห์น้อยมีความเร็วเริ่มต้น และตำแหน่งเริ่มต้นที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย แล้วคำนวณวิถีโคจรทุกเส้นทาง เพื่อดูว่าเส้นทางใดของมันที่จะชนโลก โดยต้องพิจารณาบริเวณที่เป็นรูกุญแจ (keyhole) และปรากฏการณ์ resonance ที่จะทำให้มันโคจรเข้ามาใกล้โลกอย่างผิดปกติด้วย
สมมติว่ามี 3 เส้นทางที่ดาวเคราะห์จะชนโลก จาก 10,000 เส้นทางที่ใช้ในการคำนวณ นั่นแสดงว่า โอกาสในการที่จะชนโลกมีค่าเท่ากับ (3/10,000)x100 = 0.03%
ผลการคำนวณแสดงให้เห็นว่า Bennu มีโอกาสจะพุ่งชนโลกในระหว่างปี 2178 กับปี 2290 และวันสวรรค์อันตราย คือ วันที่ 24 กันยายน ปี 2182 และถ้า Bennu ชนโลกจริง พลังระเบิดที่เกิดขึ้นจะเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง ซึ่งจะทำให้โลกวินาศสันตะโรไปทั่ว
ในอดีต NASA ได้เคยส่งยานอวกาศในโครงการ OSIRIS-Rex ไปสำรวจ Bennu แล้ว ตั้งแต่ปี 2016 และยาน OSIRIS-Rex ได้เดินทางถึง Bennu เพื่อลงไปเก็บดินและหินบนดาว เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ปี 2020 แล้วนำดินและหินนั้นกลับมาวิเคราะห์บนโลก ดินตัวอย่างบนดาวได้เดินทางถึงโลก เมื่อวันที่ 24 กันยายน ปี 2023 และขณะนี้ก็กำลังได้รับการวิเคราะห์ เพื่อให้รู้การกำเนิดของดาวต่างๆ ในระบบสุริยะ
ในงานวิจัยชิ้นนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากเกาหลีใต้ ได้ใช้ supercomputer จำลองสถานการณ์ว่า เหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถ้าดาวเคราะห์น้อย Bennu ชนโลกจริง และพบว่าถ้าการชนบนแผ่นดิน ทำให้ฝุ่นปริมาณ 400 ล้านตัน จะลอยขึ้นท้องฟ้า จนถึงบรรยากาศชั้น stratosphere ซึ่งจะทำให้สภาพดินฟ้าอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร โดยฝุ่นจะบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้การสังเคราะห์อาหารด้วยแสงของพืชต้องหยุดชะงักเป็นเวลานาน และอากาศจะเป็นพิษ อุณหภูมิอากาศทั่วโลกจะลดลงประมาณ 4 องศาเซลเซียส ฝนทั่วโลกจะตกน้อยลงประมาณ 15% ทีมนักวิจัยได้ใช้ supercomputer ของมหาวิทยาลัย จำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศ และพบว่าแก๊สโอโซนจะลดปริมาณลงประมาณ 32% และเมื่อการสังเคราะห์อาหารด้วยแสงของพืชลดลง 20-30% ความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติก็ถึงขั้นวิกฤต
แต่ก็ใช่ว่า โลกทั้งโลกจะแตกดับ เพราะทีมวิจัยได้พบว่า สาหร่ายที่อยู่ในทะเลจะเจริญพันธุ์ และเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะในเนื้อดาวเคราะห์น้อยมีแร่เหล็ก ซึ่งสามารถช่วยให้สาหร่าย diatom และ zooplankton เจริญงอกงามได้
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ไม่เคยมีบันทึกว่า โลกเคยถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดปานกลางพุ่งชนเมื่อไร และถูกชนบ่อยแค่ไหน เพราะหลุมอุกกาบาตที่เกิดขึ้น ได้ถูกลบเลือนไปหมดแล้ว โดยการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก จะอย่างไรก็ตาม ตัวเลขโดยประมาณก็คือ ในทุก 100,000-200,000 ปี โลกจะถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดกลางพุ่งชนครั้งหนึ่ง และนั่นก็หมายความว่า บรรพบุรุษของมนุษย์เราเมื่อ 200,000 ปีก่อน ได้เคยประสบเหตุการณ์ “วันสิ้นโลก” มาแล้ว และเหตุการณ์ครั้งนั้น ก็ได้มีผลกระทบต่อวิวัฒนาการณ์ของมนุษย์มาจนทุกวันนี้
อ่านเพิ่มเติมจาก Climatic and ecological responses to Bennu-type asteroid collisions. โดย Lan Dai และคณะ ในวารสาร Science Advances ฉบับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปี 2025
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์