เทพนิยายของทุกชาติ มักจะมีสัตว์อสูรหลายชนิด เช่น มังกรบิน งูยักษ์ นกยักษ์ ฯลฯ ที่ลำตัวมีขนาดใหญ่ ทรงพลัง และชอบอาศัยอยู่ในถ้ำ วรรณกรรม Odyssey ของ Homer มีสุนัขสามหัว Cerberus ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าปากถ้ำ และมีหน้าที่นำวิญญาณคนชั่วที่เสียชีวิตแล้ว เดินทางไปสู่นรก และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่ปกป้องวิญญาณชั่ว มิให้ออกมารบกวนหรือรังควานมนุษย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเทพแห่งนรก Hades
ในสมัยก่อนถ้ำจึงเป็นดินแดนอโคจรที่มนุษย์ไม่ชอบเข้าใกล้ เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต
แต่ในเวลาต่อมา นักธรรมชาติวิทยาได้พบว่า จากสมัยดึกดำบรรพ์ที่ถ้ำเคยเป็นที่พักอาศัย เป็นที่หลบซ่อนศัตรู เป็นที่ซุกซ่อนมหาสมบัติ ฯลฯ ถ้ำก็ยังเป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น ค้างคาว นก ตะขาบ แมงมุม หอยทาก ฯลฯ ตลอดจนถึงปลาที่อาศัยอยู่ในลำธารถ้ำด้วย ถ้ำที่มีขนาดใหญ่อาจจะเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา และแสดงความสามารถทางศิลปะของจิตรกรในยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วย
การศึกษาธรรมชาติของถ้ำอย่างเป็นระบบ ได้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนนี้เอง คือ ในปี 1728 Johann Jakob Scheuchzer (1672-1733) ซึ่งเป็นนักชีววิทยาชาวสวิส ได้ออกติดตามล่ามังกร เพราะเชื่อว่าชอบอาศัยอยู่ในถ้ำบนเทือกเขา Alps และได้พบโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตจมอยู่ในลำธารในถ้ำ จึงคิดว่ามันเป็นซากศพของคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกในสมัย Noah ข่าวนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้แก่สังคมมาก เพราะมันเป็น “หลักฐาน” ที่สามารถใช้ยืนยันได้ว่า น้ำได้ท่วมโลกจริง (ความจริงซากนั้นเป็นโครงกระดูกของตัว salamander)
ลุถึงปี 1888 Edouard-Alfred Martel (1859 – 1938) ซึ่งเป็นนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้ได้สำรวจถ้ำมากมายหลายแห่งทั้งใต้ดินและบนดินทั่วยุโรป คือ ในฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ ดินแดนแถบ Balkans โดย Martel ได้สำรวจโครงสร้างของถ้ำ ทำแผนที่ภายในถ้ำ บันทึกสภาพสิ่งแวดล้อมในถ้ำ อีกทั้งยังได้ออกแบบสร้างบันไดเชือกให้นักสำรวจใช้ในการไต่ผนังถ้ำ และได้ออกแบบระบบการให้แสงสว่างภายในถ้ำด้วย คุณกรรมเหล่านี้ทำให้ Martel เป็นที่ยอมรับว่า เป็นบิดาของวิทยาการสาขาถ้ำวิทยา (speleology)
ปัจจุบันโลกมีถ้ำที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น
1. ถ้ำ Son Doong ในจังหวัด Quang Binh ของเวียดนาม ซึ่งเป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ถ้ำบางตอนสูง 200 เมตรและกว้าง 150 เมตร ในถ้ำมีหินงอก หินย้อยที่ยาวถึง 70 เมตร ชาวนาชื่อ Ho Khanh คือ คนที่พบถ้ำนี้เมื่อปี 1991 และนักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษได้ลงมือสำรวจอย่างเต็มรูปแบบในปี 2009
2. ถ้ำ Mammoth ซึ่งอยู่ที่ Mammoth Cave National Park ในรัฐ Kentucky สหรัฐอเมริกา มีถ้ำจำนวนมากยาวต่อเนื่องกัน จนยาวที่สุดในโลก คือ ยาวรวมกันถึง 685 กิโลเมตร เป็นถ้ำหินปูนอายุหลายล้านปี ชาวอินเดียนแดงได้เข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำนี้ เมื่อ 5,000 ปีก่อน และได้รับการสถาปนาเป็นสวนสาธารณะในปี 1941 และยกฐานะขึ้นเป็นมรดกโลก โดยองค์การ UNESCO ในปี 1981 ในถ้ำมีสัตว์หายาก คือ ปลาถ้ำที่ไม่มีตา
3. ถ้ำ Skocjan ในประเทศ Slovenia ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก โดยองค์การ UNESCO ภายในถ้ำ มีแม่น้ำ Reka ไหลผ่าน และมีห้องโถงชื่อ Martel ที่ยาว 300 เมตร กว้าง 146 เมตร และสูง 100 เมตร ถ้ำนี้เคยมีมนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อน ภูมิทัศน์ภายในถ้ำยังมีหินงอกและหินย้อย ที่เกิดจากการเซาะกร่อนของสายน้ำที่ไหลผ่านเป็นเวลานานนับล้านปี
4. ถ้ำ Lascaux อยู่ใกล้เมือง Montignac ในฝรั่งเศสมีชื่อเสียงมาก เพราะที่ผนังถ้ำมีภาพวาดจำนวนกว่า 600 ภาพ โดย Picasso ยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือ ในยุค Paleolithic เมื่อ 17,000 ปีก่อน ซึ่งผู้พบเป็นเด็กหนุ่ม 4 คน ที่ได้พบถ้ำนี้โดยบังเอิญเมื่อปี 1940 และตกตะลึงเมื่อได้เห็นภาพม้าป่า กวาง วัวกระทิง และหมี ฯลฯ ปรากฏอยู่บนผนังและเพดานถ้ำ ภาพเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นความสามารถในการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยจิตรกรรุ่นแรกๆ ของโลก
ที่ประเทศบราซิลและอาร์เจนตินาในทวีปอเมริกาใต้ ก็มีโพรงดินที่มีขนาดกว้างใหญ่และลึกเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ 1,500-2,000 โพรง ที่ไม่พบในทวีปอื่นๆ โดยเฉพาะโพรงของตัวนิ่มชื่อ Armadillo's Den (นิ่มเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ลำตัวมีเกราะหุ้ม มีกรงเล็บแหลม ทำให้สามารถขุดดินได้เก่ง เพื่อสร้างโพรงสำหรับป้องกันตัว เวลามีศัตรูมาประชิดตัว มันจะม้วนตัวกลม นิ่มชอบกินแมลงและหนอนเป็นอาหาร) ถ้ำ Armadillo มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Toca do Tatu ซึ่งเป็นคำในภาษาโปรตุเกสที่แปลว่า โพรงของตัวนิ่ม ( Toca คือ โพรง และ Tatu คือ ตัวนิ่ม) โพรงดินเหล่านี้ชาวพื้นเมืองเคยเชื่อว่า เป็นที่ซ่อนทองคำของนักบวชชาวโปรตุเกส เมื่อหลายศตวรรษก่อน
แม้ความเชื่อเช่นนั้นจะไม่เป็นความจริง แต่โพรงเหล่านี้กลับมีสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำหลายเท่า เพราะที่เพดานและที่ผนังของโพรง มีรอยขีดข่วนเป็นร่องลึกจำนวนมาก ซึ่งนักบรรพชีวินวิทยา เชื่อว่าเป็นฝีมือของตัวสลอธดินยักษ์ (giant ground sloth) ที่ได้สูญพันธ์ไปเมื่อ 10,000 ปีก่อน ดังนั้นรอยขีดข่วน จึงมีคุณค่ามหาศาลทางโบราณคดีและทางบรรพชีวินวิทยา
นับเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนแล้วที่นักทัศนาจรและนักวิทยาศาสตร์ ได้เห็นริ้วรอยเรียงกันอย่างสะเปะสะปะ และได้ตั้งประเด็นสงสัยเกี่ยวกับที่มาของริ้วรอยว่า เป็นฝีมือของสัตว์อะไร ริ้วได้เกิดขึ้นเมื่อใด และสัตว์ที่สร้างริ้วได้ทำริ้วขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด หรือริ้วเป็นฝีมือของชนพื้นเมืองที่เคยอาศัยอยู่ในถิ่นนั้น แต่งานวิจัยในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้ ได้ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า มันเป็นฝีมือของสัตว์ใหญ่ (megafauna) ที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคน้ำแข็ง เช่น ช้างแมมมอธ (mammoth), ควายไบซัน (bison) และ เสือเขี้ยวดาบ (sabre-toothed tiger) ที่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว
เพื่อตอบปริศนานี้ รัฐบาลบราซิลจึงได้จัดตั้งโครงการโพรงดึกดำบรรพ์ (Paleoburrows Project) โดยมีนักธรณีวิทยาชื่อ Heinrich Frank แห่งมหาวิทยาลัย Federal University of Rio Grande do Sul ณ เมือง Porto Alegre เป็นหัวหน้า และโครงการนี้ได้ดำเนินการมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปีแล้ว
ผลการวิจัยได้พบว่า ดินแดนนี้ในอดีตเมื่อ 100 ล้านปีก่อน เคยเป็นทะเลทรายที่มีพื้นที่ใหญ่ยิ่งกว่าทะเลทราย Sahara หลายเท่า และมีชั้นหินตะกอน ซึ่งเป็นหินทราย Botucatu ที่มีความพรุน และมีความอ่อน พอเหมาะให้กรงเล็บของสัตว์สามารถขูดข่วนเป็นริ้วเป็นรอยได้ แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้หินแตก
ที่ผนังของโพรง Armadillo ยังได้พบภาพเป็นเส้นที่ตัดกันฟันปลาด้วย ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าเป็นแผนที่ของคนโบราณ ซึ่งแสดงแม่น้ำ Rocinha ที่ไหลผ่านใกล้โพรงด้วย
นักวิจัยได้ศึกษาหลักฐานเหล่านี้มาเป็นเวลานานประมาณ 12 ปี และพบว่า มีหลายร่องรอยที่เกิดจากสัตว์ใหญ่ในยุคโบราณ ร่องรอยนี้เป็น ichnofossil (ฟอสซิลร่องรอย) คือ อาจจะเป็นอุโมงค์ หรือเส้นทางเดินหาอาหารของสัตว์โบราณ จึงแตกต่างจาก body fossil (ฟอสซิลของตัวสัตว์) ที่ใช้บอกรูปร่างและขนาดของสัตว์ ส่วน ichnofossil สามารถบอกพฤติกรรมการใช้ชีวิต และบอกสภาพแวดล้อม ขณะที่สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ได้
นักวิจัยฟอสซิลจึงแบ่งโพรงโบราณออกเป็นสองชนิด คือ ฟอสซิลร่องรอยขนาดใหญ่ (megaichnus major) กับฟอสซิลร่องรอยขนาดเล็ก (megaichnus minor) ตามขนาดของโพรง โดยฟอสซิลกลุ่มเล็กนั้นมีปากโพรงที่กว้างตั้งแต่ 0.6-1.5 เมตร สูงตั้งแต่ 0.5-0.9 เมตร และลึกมากที่สุด คือ 30 เมตร และในกลุ่มใหญ่มีปากโพรงที่สูงกว่า 2 เมตร และกว้างกว่า 4 เมตร อีกทั้งลึกกว่า 50 เมตรขึ้นไป
สถิติความลึกของโพรงที่พบในรัฐ Para โดยเฉพาะในบริเวณลุ่มแม่น้ำ Amazon ซึ่งมีเส้นทางภายในโพรงแตกกระจายเป็นทางยาวร่วม 1,500 เมตร โพรงที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ จะมีพบได้เฉพาะในบราซิลเท่านั้น
ในอดีต นักวิจัยเคยคิดว่าโพรงขนาดใหญ่เป็นฝีมือขุดของมนุษย์โบราณ แต่ในปี 2001 Sergio Vizcaino แห่งพิพิธภัณฑ์ La Plata ใน Argentina ได้เสนอความเห็นว่า ริ้วรอยต่างๆ ที่ปรากฏบนผนังและเพดานโพรงล้วนเป็นฝีมือของตัวสลอธดินขนาดใหญ่ (giant ground sloth) สกุล Scelidotherium กับ Glossotherium การรู้ผลเช่นนี้ เพราะขนาดและลักษณะของร่องสอดรับกับขนาดของกรงเล็บตัวสลอธทั้งสองสกุลทุกประการ
โดยเฉพาะสลอธสายพันธ์ Glossotherium robustum นั้น เคยมีชีวิตอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ เมื่อ 4 ล้านปีถึง 12,500 ปีก่อน โดยมีลำตัวยาวกว่า 3 เมตร และหนักมากถึง 1,500 กิโลกรัม ส่วนสายพันธุ์ Scelidotherium leptocephalum เคยมีชีวิตอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ในอดีตเมื่อ 800,000 ปีก่อน จนถึง 11,000 ปี สลอธสายพันธุ์นี้มีลำตัวยาว 1 เมตร และหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม แม้จะมีขนาดแตกต่างกัน แต่สลอธทั้งสองชนิดก็เป็นนักขุดที่มีความสามารถพอ ๆ กัน จะอย่างไรก็ตาม ขอเน้นในทราบว่า โพรงที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นฝีมือของสลอธหลายตัวร่วมกันขุดก็ได้
คำถามที่นักบรรพชีวินวิทยายังสงสัยมากก็คือ เหตุใดสลอธตัวใหญ่ จึงขุดโพรงที่มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวและขุดลึกมาก คำตอบที่เป็นไปได้ คือ มันมักจะขุดโพรงใหญ่ เพื่อซ่อนตัวจากศัตรู และใช้หลบตัวอยู่ใต้ดินในช่วงฤดูหนาวในยุคน้ำแข็ง และอาจใช้โพรงเป็นที่ซุกซ่อนลูกน้อยจากศัตรูที่จะมาทำร้าย แต่คำตอบนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะหลายคนคิดว่าการนำลูกมันไปซ่อน คงมิใช่เหตุผลหลัก เพราะตัวมันเองมีขนาดใหญ่กว่าศัตรู ดังนั้นนักบรรพชีวินบางคนจึงเชื่อว่า รอยขีดข่วนที่เกิดขึ้น เป็นผลที่เกิดจากการฝึกฝนกรงเล็บของสลอธให้คมกริบ มันจึงใช้ถ้ำหรือโพรงดิน เพื่อฝึกงานนี้โดยเฉพาะ
สำหรับประเด็นสถานภาพของโพรงในด้านรูปลักษณ์และการอนุรักษ์โพรงก็ยังไม่ได้กระทำกันมาก และนี่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ เพราะผนังโพรงบางผนังมีภาพและข้อความที่คนมือบอนไปเขียนทิ้งไว้ใกล้รอยกรงเล็บของสัตว์ กับลวดลายที่ชนพื้นเมืองในสมัยก่อนได้เขียนไว้ การปะปนฝีมือขีดเขียนของคนปัจจุบัน คนอดีต และของตัวสลอธจึงเกิดขึ้น และได้ทำให้นักวิชาการรู้สึกสับสน
ดังนั้น Luis Buatois ซึ่งเป็นนักฟอสซิลร่องรอยชาวแคนาดา จากมหาวิทยาลัย Saskatchewan ที่เมือง Saskatoon จึงกล่าวเตือนรัฐบาลบราซิลให้หันมาสนใจการอนุรักษ์โพรงเหล่านี้ ให้นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกได้มาศึกษา เพราะโพรงยังมีปริศนาและความรู้อีกมากที่เรายังไม่ทราบคำตอบ ซึ่งถ้ารู้จะทำให้เรา “ได้เห็น” สภาพของสัตว์และธรรมชาติแวดล้อมในยุคน้ำแข็งได้
ตามปกติ คนทั่วไปรู้จักไดโนเสาร์สายพันธุ์ stegosaurus และ tyrannosaurus ในยุค Jurassic เป็นอย่างดีกว่าสลอธยักษ์ (Megalonyx jeffersonii) ในยุค Pleistocene หรือจิงโจ้ยักษ์ (Diprotodon optatum) เพราะไดโนเสาร์มีซากฟอสซิลให้โลกเห็นเป็นจำนวนมากกว่าฟอสซิลของสลอธยักษ์หลายพันเท่า อีกทั้งมีภาพยนตร์ และหนังสือให้อ่านมากมาย และมีพิพิธภัณฑ์ให้ได้ไปเยือนด้วย
แม้จะมีซากฟอสซิลให้เห็นน้อย แต่ความรู้เรื่องฟอสซิลร่องรอยของสลอธยักษ์ก็ได้ทำให้เรารู้ว่าในยุค Pleistocene เมื่อ 12,000 ปีก่อนนั้น การสูญพันธุ์ของสลอธยักษ์ได้ทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความรู้นี้จะสามารถช่วยให้เรารู้ความหายนะที่จะเกิดขึ้น ถ้าช้าง ม้า ที่มีขนาดใหญ่ต้องสูญพันธุ์บ้าง
ในอดีต ทวีปอเมริกาเหนือ เคยคลาคล่ำด้วยช้างแมมมอธ, อูฐ, สลอธยักษ์ที่มีขนาดใหญ่เท่าวัว, บีเวอร์ (beaver) ที่ใหญ่เท่าหมี ฯลฯ แต่เมื่อ 12,000 ปีก่อน สัตว์ขนาดใหญ่ประมาณ 70% ของสปีชีส์ทั้งหมดได้สูญพันธุ์ ซึ่งการล้มตายเป็นเบือนี้ ได้เกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เรี่ยกับการเดินทางมาถึงของมนุษย์ในทวีปอเมริกาเหนือ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว นี่เป็นสองเหตุผลที่นักชีววิทยาคิดว่าได้ทำให้เกิดการสูญพันธุ์อย่างขนานใหญ่ (เหตุผลอื่น ๆ ได้แก่ การเกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรง การพุ่งชนโลกของอุกกาบาต การระเบิดอย่างขนานใหญ่ของภูเขาไฟ ฯลฯ) โดยสาเหตุเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการสูญพันธุ์ไม่เท่ากัน เพราะมีความรุนแรงไม่เหมือนกัน และเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ข้อมูลที่ใช้ในการสรุปเรื่องสาเหตุในการสูญพันธุ์ของสัตว์ใหญ่ จึงยังมีมากไม่เพียงพอ
สำหรับประเด็นการสูญพันธุ์ที่เกิดจากการที่มนุษย์ล่าสัตว์เป็นอาหารมากจนเกินไป และการทำลายที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมากของสัตว์ การสังหารลูกอ่อนของมัน จนมันสืบพันธุ์ไม่ทันนั้น เป็นความคิดและข้อเสนอแนะของ Paul S. Martin (1928–2010) แห่งมหาวิทยาลัย Arizona ในสหรัฐอเมริกา หลักจากที่ได้ศึกษาสาเหตุการสูญพันธุ์ของช้างแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบ แรดขน (woolly rhinoceros) และสลอธยักษ์ ว่า เกิดจากการที่มันถูกมนุษย์ไล่ล่าฆ่ามัน เอาเนื้อเป็นอาหาร เอาหนังทำเครื่องนุ่งห่ม และเอางาทำเครื่องประดับมากจนเกินไป
สมมติฐานนี้ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง โดย John Alroy (1966-ปัจจุบัน) แห่งมหาวิทยาลัย California ที่ Santa Barbara สหรัฐอเมริกา เมื่อเขาใช้แบบจำลองคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ โดยตั้งสมมติฐานให้มีคนพื้นเมือง 100 คน ซึ่งเพิ่มจำนวนประชากรไม่ถึง 2% ต่อปี ถ้าให้คน 50 คน ฆ่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 15 ถึง 20 ตัว/ปี ก็ได้พบว่า ภายในเวลาเพียง 1,000 ปี สัตว์เหล่านี้ก็จะสูญพันธุ์ เพราะสัตว์ใหญ่ใช้เวลาตั้งครรภ์นานกว่าสัตว์เล็ก และตัวอ่อนของสัตว์ใหญ่ต้องการให้พ่อแม่ดูแลเป็นเวลานานกว่าจะปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย และสำหรับประเด็นที่ว่า สลอธได้ถูกมนุษย์ฆ่าจนสูญพันธุ์นั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะสลอธมีถิ่นอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำ Yukon ตลอดไปจนถึงดินแดนทางตอนใต้ของ Mexico ระยะทางที่ห่างกันมากเช่นนี้ จะทำให้มันถูกมนุษย์ฆ่าจนสูญพันธุ์นั้น นับเป็นเรื่องยาก แต่นักวิจัยก็ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า สลอธอาจจะเสียชีวิตจากโรคที่สุนัขเลี้ยงของคนนำมาแพร่ก็เป็นได้
ดังนั้นการศึกษาเนื้อเยื่อและ DNA ของสัตว์ที่ตายไปแล้ว จะช่วยให้รู้ว่าจุลินทรีย์เชื้อโรคอะไร คือสาเหตุของการสูญพันธุ์
สำหรับประเด็นสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมากนั้นก็นับว่ามีความสำคัญ เพราะสัตว์ใหญ่ต้องการพื้นที่หาอาหารเป็นบริเวณกว้าง ดังนั้นถ้าเกิดเหตุการณ์ Younger Dryas ที่อากาศในแถบซีกโลกเหนือ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันในทุก 12,900-11,700 ปี จากโลกร้อนเป็นโลกหนาว จนอุณหภูมิโดยเฉลี่ยลดลง 4-10 องศาเซลเซียสภายในเวลา 20 ปี เพราะได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟเป็นจำนวนมาก ทำให้ละอองเถ้าภูเขาไฟลอยบดบังแสงอาทิตย์ หรือได้มีเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ทำให้เกิดไฟป่าลุกท่วมโลก และอากาศที่หนาวเย็นในยุคน้ำแข็งได้อบอุ่นขึ้นอย่างกระทันหันในยุค Holocene การเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รวดเร็วนี้ อาจทำให้สัตว์ใหญ่ต้องล้มตายจนสูญพันธุ์ก็เป็นได้ (เหตุการณ์ Younger Dryas มาจากชื่อของดอกไม้ในเขต Arctic ที่บานไปทั่วยุโรป เมื่ออากาศหนาวอย่างทันทีทันใด ส่วนเหตุการณ์ Older Dryas เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในทิศตรงกันข้าม และได้มีบทบาทในการทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์โบราณเปลี่ยนจากการเร่ร่อนในป่าไปสู่การรู้จักทำเกษตรกรรม
ในปี 2018 แรดขนขาว (Ceratotherium simum cottoni) ตัวสุดท้ายของโลกได้ล้มตายลง นักชีววิทยาได้สรุปว่าการสูญพันธุ์ของแรดชนิดนี้ เกิดจากการที่แรดถูกล่าเอานอ และการบุกรุกป่า ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมัน จนกระทั่งมันไม่สามารถตั้งถิ่นฐาน และสร้างครอบครัวของมันได้
ตามปกติเวลาสัตว์ใหญ่มีการสูญพันธุ์ คนทั่วไปมักจะรู้สึกผิด (ถ้าสัตว์เล็กสูญพันธุ์ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกเสียดายเช่นกัน) และทุกคนก็ใคร่จะรู้สาเหตุที่ทำให้มันสูญพันธุ์ โดยหวังจะเห็นสัญญาณเตือนภัยสูญพันธุ์เหล่านี้ล่วงหน้านาน ๆ เพื่อหาทางป้องกัน เช่นว่า เหตุใด ช้างงายาวโค้ง (mastodon), นกโมอา (moa), นกโดโด (dodo), เสือแทสมาเนีย (tasmanian tiger), วัวออรอซ (auroch) ฯลฯ จึงสูญพันธุ์ เพื่อหาทางป้องกันสัตว์ที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียง มิให้สูญพันธุ์ตาม
ในเวลาเดียวกันนักเทคโนโลยีชีววิทยาโมเลกุล ก็กำลังพยายามจะสร้าง Pleistocene Park ให้เกิดขึ้นจริง เพราะดู ๆ มันมีหนทางจะเป็นไปได้ ยิ่งกว่าจะสร้าง Jurassic Park
อ่านเพิ่มเติมจาก Once and Future Giants: What Ice Age Extinctions Tell Us About the Fate of Earth's Largest Animals โดย Sharon Levy ซึ่งจัดพิมพ์โดย Oxford University Press; 1st edition (November 1, 2012)
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน : ประวัติการทำงาน - ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" ได้ทุกวันศุกร์