xs
xsm
sm
md
lg

การปลอมแปลงเอกสารประวัติศาสตร์และการทุจริตในการวิจัยวิทยาศาสตร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ถ้ามีใครมาอ้างกับเราว่าเขามีจดหมายที่ศรีปราชญ์เขียน หรือมีบันทึกในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฯลฯ จะมีใครสักกี่คนที่เชื่อเรื่องทำนองนี้ว่าเป็นเรื่องจริง และยินดีจ่ายเงินซื้อเอกสารดังกล่าวไปครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัว หรือมอบให้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเก็บพิทักษ์รักษา


ในอดีตเมื่อ 154 ปีก่อน (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ที่กรุง Paris ในประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1867 มีนักคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งชื่อ Michel Chasles ซึ่งได้นำจดหมายสองฉบับมาแสดงให้บรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส (French Academy of Sciences) เห็นเป็นขวัญตา เนื้อหาในจดหมายทั้งสองฉบับนั้น ทำให้ทุกคนในสถาบันแตกตื่นและตกใจมาก เพราะลายมือที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส มีใจความว่า Blaise Pascal ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส (ผู้มีผลงานเรื่องทฤษฎีจำนวนร่วมกับ Pierre Fermat และเรื่องความดันในของไหล) ได้เขียนจดหมายถึง Robert Boyle (บิดาคนหนึ่งของวิชาเคมี และเป็นเจ้าของกฎที่แถลงว่า ถ้าอุณหภูมิของแก๊สอุดมคติไม่เปลี่ยนแปลง ผลคูณระหว่างความดันกับปริมาตรของแก๊สนั้น จะมีค่าคงตัวเสมอ) โดยเนื้อหาหลักในจดหมายได้กล่าวถึงการพบกฎแรงดึงดูดระหว่างมวลว่า Pascal ได้พบกฎนี้ตั้งแต่ปี 1652 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ Isaac Newton จะพบถึง 13 ปี

เมื่อข้อความในจดหมายปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์ ทุกคนในวงการวิทยาศาสตร์ยุโรปได้พากันตระหนกตกใจเพราะถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง Newton ก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ดังที่ทุกคนคิด เพราะได้ประพฤติผิดจริยธรรม โดยได้อ้างว่าตนเป็นผู้พบกฎแรงดึงดูดระหว่างมวลเป็นคนแรก แต่ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ถ้าเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นเป็นจริง นั่นแสดงว่า คนฝรั่งเศสเก่งฟิสิกส์ยิ่งกว่าคนอังกฤษ

เมื่อ Newton ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงเช่นนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์อังกฤษ จึงได้ดาหน้าออกมาปกป้องชื่อเสียงของ Newton ด้วยการตอบโต้อย่างแข็งขัน แล้วได้ขอดูเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ โดยอ้างว่า เท่าที่ทุกคนทราบ Pascal ไม่เคยสนใจวิชาดาราศาสตร์เลย ดังนั้น การที่ Pascal อ้างว่ารู้มวลของดาวเคราะห์ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการคำนวณค่าของมวลจะต้องใช้ความรู้เรื่องแคลคูลัส ซึ่ง Pascal ก็ไม่เคยแสดงว่าเคยศึกษาเรื่องนี้ นอกจากเหตุผลเหล่านี้แล้ว ลายมือของ Pascal ที่เขียนในจดหมายก็ไม่เหมือนกับลายมือของ Pascal ที่เขียนถึงบุคคลอื่น ๆ เลย

เมื่อถูกแย้งค้าน Chasles จึงนำจดหมายอีกฉบับหนึ่งของ Pascal มาให้บรรดาสมาชิกของสถาบันดู ซึ่งเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นได้อ้างว่า Pascal เรียนแคลคูลัส โดยมี Newton เป็นครูสอน แต่เมื่อทุกคนเห็นปีที่จดหมายฉบับนั้นถูกเขียนขึ้นก็ตกใจ เพราะในเวลานั้น Newton มีอายุเพียง 11 ปีเท่านั้นเอง


การแก้ตัว แก้ต่าง และการแถที่เกิดขึ้นได้บังคับให้สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศสออกแถลงการณ์ให้ Chasles เปิดเผยแหล่งที่มาของจดหมาย ในที่สุดโลกก็ประจักษ์ว่า Chasles ได้ซื้อเอกสารเหล่านี้จากบุรุษคนหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า Denis Vrain-Lucas ผู้มีอาชีพหลักเป็นนักกฎหมาย และมีอาชีพรองเป็นนักปลอมแปลงเอกสารทางประวัติศาสตร์ เพราะในที่ทำงานของ Vrain-Lucas มีจดหมายของบรรดามหาบุรุษและมหาสตรี เช่น Julius Caesar ผู้เป็นรัฐบุรุษของอาณาจักรโรมัน , Aristotle ซึ่งเป็นปราชญ์กรีกในสมัยพุทธกาล , พระราชินี Cleopatra แห่งอาณาจักรอียิปต์ , จักรพรรดิ Alexander มหาราช , Joan of Arc วีรสตรีกู้ชาติของฝรั่งเศส , จักรพรรดิ Charlemagne ของชนชาว Franks , Shakespeare มหากวีแห่งอังกฤษ , Galileo Galilei นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน , Renes Descartes นักเรขาคณิตชาวฝรั่งเศส , Pontius Pilate แม่ทัพโรมันผู้พิพากษาให้จับพระเยซูตรึงบนไม้กางเขน , Mary Magdalene สานุศิษย์สตรีของพระเยซู และแม้แต่จดหมายของพระเยซูเองก็มี


ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ทุกคนเห็นคือ จดหมายทุกฉบับมีเนื้อหาที่แสดงว่า ฝรั่งเศสเป็น ประเทศที่ยิ่งใหญ่ คนฝรั่งเศสเป็นคนดีที่เก่ง กล้าหาญและมีคุณธรรม แม้บุคคลต่าง ๆ ที่เขียนจดหมายจะเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในยุคที่แตกต่างกัน แต่กระดาษจดหมายที่ใช้เขียนล้วนมีลักษณะทางกายภาพที่ไม่แตกต่างกันมาก สำหรับหมึกที่ใช้ในการเขียนนั้น แสดงว่า Vrain-Lucas ได้นำสารเคมีต่าง ๆ ที่นิยมใช้ทำหมึกในสมัยนั้นมาผสมเอง

การสืบค้นประวัติความเป็นมาของ Denis Vrain-Lucas แสดงให้เห็นว่า เขาเกิดเมื่อปี 1818 ที่เมือง Chateauden ในประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวมีฐานะยากจน บิดา-มารดาเป็นคนไม่รู้หนังสือ แต่ Vrain-Lucas เป็นเด็กใฝ่รู้ที่ชอบอ่านหนังสือในห้องสมุด ในวัยหนุ่ม Vrain-Lucas ได้งานเป็นผู้ช่วยอัยการที่เมือง Chartres จนกระทั่งมีอายุ 34 ปี ก็ได้เดินทางไป Paris เพื่อจะหางานทำเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด แต่ไม่มีใครรับ เพราะ Vrain-Lucas ไม่รู้ภาษาละติน และไม่มีใบปริญญา จึงต้องทำธุรกิจเปิดร้านขายหนังสือมือสอง

การใช้ชีวิตอยู่กับหนังสือเก่า ๆ ตลอดเวลาได้ทำให้ Vrain-Lucas เกิดความคิดจะฉีกหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าในหนังสือมาทำเป็นกระดาษเขียนจดหมาย และได้พบวิธีทำให้กระดาษดูมีอายุ โดยนำกระดาษไปแช่น้ำทะเล แล้วนำมาลนไฟให้แห้ง ตลอดเวลา 16 ปี Vrain-Lucas ได้สร้างเอกสารประวัติศาสตร์ปลอมประมาณ 27,000 ชิ้น โดยเขียนจดหมายทุกฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส แล้วนำออกขายคนที่หลงเชื่อ จึงทำให้มีรายได้ดีจนมีฐานะร่ำรวย

ในปี 1862 Vrain-Lucas ได้พบ Chasles เป็นครั้งแรก และได้เสนอขายจดหมาย 3 ฉบับ ในราคา 140,000 ฟรังก์ โดยอ้างว่า จดหมายฉบับหนึ่งเป็นของ Judas Iscariot (ศิษย์หนึ่งในสิบสองคนของพระเยซู ที่ได้เข้ามาจุมพิตพระองค์เป็นสัญญาณให้ทหารโรมันรู้ว่า พระองค์คือศาสดาที่จะต้องถูกจับไปตรึงบนไม้กางเขน) ซึ่งได้เขียนจดหมายถึง Mary Magdalene ว่า พระเยซูจะเสด็จประพาสประเทศฝรั่งเศส

สำหรับเนื้อหาที่ Vrain-Lucas เขียนนั้น เขาได้มาจากการคัดลอกและตัดตอนบทความที่มีปรากฏในพจนานุกรม แล้วนำมาดัดแปลงและต่อเติม โดยใช้ภาษาของตนเอง ผลที่ตามมา คือ บทความมีเนื้อหาและถ้อยคำที่ผิดมากมาย เพราะ Vrain-Lucas ในบางครั้งก็ไม่เข้าใจเนื้อหาที่กำลังเขียน นอกจากนี้จดหมายบางฉบับมีข้อผิดพลาดที่ร้ายแรง เช่น ผู้เขียน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคหนึ่งได้เขียนถึงผู้รับจดหมายซึ่งได้เสียชีวิตไปก่อนนั้นนานแล้ว เป็นต้น

สิ่งที่แปลกแต่จริงก็คือ Chasles มิได้เห็นความบกพร่องหรือข้อผิดพลาดใด ๆ ในเอกสารเลย จนกระทั่งปี 1865 ซึ่งเป็นวาระครบ 600 ปี แห่งชาตกาลของ Alighieri Dante ซึ่งเป็นกวีคนสำคัญของอิตาลี เพราะทางการได้จัดงานเฉลิมฉลอง ที่เมือง Florence ในประเทศอิตาลี Chasles จึงนำจดหมายที่ Galileo เขียนที่ตนมี ออกแสดงด้วย และมีคนให้ข้อสังเกตว่า ลายเซ็นของ Galileo ในจดหมายฉบับนั้น ไม่เหมือนกับลายเซ็นอื่น ๆ ของ Galileo เลย เหตุผลนี้ทำให้ทุกคนรู้ว่า จดหมายของ Chasles เป็นจนหมายปลอม เหตุการณ์ที่ตามมา คือ ศาลได้ตัดสินให้ Vrain-Lucas มีความผิด เพราะปลอมแปลงเอกสาร และต้องติดคุกเป็นเวลานาน 2 ปี รวมถึงต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน 500 ฟรังก์ด้วย ขณะเดินเข้าคุก Vrain-Lucas ยังได้บอกทุกคนว่า ตนกำลังเขียนจดหมายจากพระเยซูถึงบรรดาสานุศิษย์

Vrain-Lucas ได้สารภาพว่า การที่ตนได้ทำกิจกรรมปลอมเอกสาร เพราะรู้สึกสนุก และพอใจที่มีคนหลายคนหลงเชื่อ ยิ่งเมื่อได้เห็น Chasles ผู้ยิ่งใหญ่ นำจดหมายปลอมไปแสดงในสถาบันวิชาการ แล้วทำให้วงการวิชาการปั่นป่วน ก็ยิ่งพอใจ ส่วน Chasles นั้น แม้จะรู้ว่าตนถูกหลอก แต่ก็ยังไปเยี่ยม Vrain-Lucas ที่คุก จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1880 ด้าน Vrain-Lucas ก็ได้เสียชีวิตตามไปในอีกหนึ่งปีต่อมา

ในวงการวิทยาศาสตร์ก็มีการปลอมแปลงเอกสาร ขโมยข้อมูล หรือคัดลอกตัวเลขการทดลองของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองเช่นกัน ตามปกติในความพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ทุกคนรู้ว่าการได้พบองค์ความรู้ต่าง ๆ เป็นคนแรก เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องการ เพราะถ้าใครเห็น หรือเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ก่อนคนอื่น ๆ การค้นพบนั้น ก็จะนำมาซึ่งชื่อเสียง ฐานะทางสังคม ความร่ำรวย และความสุข ดังนั้นจึงมีคนหลายคนที่พยายามจะไปให้ถึงซึ่งความจริงก่อนคนอื่น ๆ โดยใช้วิธีการต่าง ๆ นานา ทั้งที่เป็นแบบตรงไปตรงมา หรือบางครั้งก็ใช้วิธีบิดเบือน เพราะนอกจากจะได้ชื่อเสียงในฐานะที่เป็นคนแรกที่พบความจริงแล้ว ในบางครั้งก็อาจจะมีชื่อเสียงจากการได้ล้มล้างความเชื่อเก่า ๆ ที่ผิดพลาด เพราะความจริงบางเรื่องในทางวิทยาศาสตร์มีอายุของการใช้ได้ เช่น ในสมัยโบราณทุกคนเคยเชื่อว่าโลกแบน และโลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ การสูบบุหรี่สามารถรักษามะเร็ง รวมถึงโครโมโซมของมนุษย์มี 48 ชิ้น เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ คนที่รู้วิทยาศาสตร์จึงต้องขวนขวาย อัพเดทตนเองตลอดเวลา เพื่อจะได้เข้าถึงซึ่งความจริงที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เช่น ต้องทำการทดลอง ซึ่งในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้เวลานานหลายสิบปี หรือต้องใช้เงินมากมหาศาล หรือต้องระดมความสามารถของคนจำนวนมาก เมื่อโครงการวิจัยมีขนาดใหญ่มาก กระบวนการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอกเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะไม่มีองค์กรใดเวลามาทำหน้าที่ประเมินจะลงทุน ลงแรง เพื่อทำการทดลองเรื่องนั้นอีก ด้วยคนขององค์กรเอง ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการประเมินการวิจัยไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นโอกาสที่นักวิจัยบางคนสามารถปลอมแปลงข้อมูลในผลงานวิจัยได้ รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการจึงมีโอกาสผิดพลาดได้มาก

แต่ทางออกสำหรับปัญหานี้ก็มี คือ การต้องพึ่งพานักวิจัยคนอื่น ๆ ที่ทำงานวิจัยเรื่องเดียวกันหรือทำเรื่องที่คล้ายคลึงกันเป็นผู้ตรวจสอบ ถ้าผลปรากฏว่า นักวิจัยทั้งสองกลุ่มได้ข้อสรุปที่ไม่สอดคล้องกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องอาศัยนักวิจัยกลุ่มที่ 3 , 4 , 5 ต่อ ๆ ไป เป็นคนตัดสิน

ในกรณีที่นักวิจัยทำการทดลองที่ให้ผลผิดพลาดบ่อย (จะโดยเจตนาหรือจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์) และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่มีชื่อเสียง ซึ่งถ้างานวิจัยชิ้นนั้นมีความสำคัญมาก ก็จะมีนักวิจัยอื่น ๆ อีกหลายคน มาทำหน้าที่ตรวจสอบ และถ้าพบว่านักวิจัยคนนั้น บิดเบือนข้อมูลหรือสร้างหลักฐานปลอมหลายครั้ง ชีวิตของนักวิจัยคนนั้นก็จะสิ้นสุดทันที เพราะเขาจะไม่มีที่ยืนในสังคมวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หรืออาจจะต้องฆ่าตัวตายก็เป็นได้


ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงพยาบาล Mitake ในเมือง Tagawa ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ Kyushu ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อแพทย์ชื่อ Yoshihiro Sato ได้ฆ่าตัวตาย ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2016 และนักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่า เพราะ Sato ถูกจับได้ว่าลอกข้อมูลการวิจัยของบุคลอื่น ได้ดัดแปลงตัวเลขในตารางและแอบใส่ชื่อผู้ร่วมวิจัยที่มีชื่อเสียง เพื่อให้งานวิจัยที่ทำ มีความสำคัญ โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่องเลย

ตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2013 Sato ซึ่งเป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญ เรื่อง สุขภาพกระดูกของผู้สูงวัย ได้ประกาศถอดถอนงานวิจัยที่ตนทำ และได้ลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารกว่า 60 เรื่อง จากทั้งหมดกว่า 200 เรื่อง หลังจากที่ Andrew Grey แห่งมหาวิทยาลัย Auckland ในประเทศนิวซีแลนด์ กับคณะที่มาจากมหาวิทยาลัย Aberdeen ในประเทศอังกฤษ ได้วิเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดของ Sato ในช่วงเวลา 13 ปีที่ผ่านมา และพบว่าวิธีวิเคราะห์ วิธีหาบุคคลมาทดสอบ เป็นวิธีที่ไม่ปกติ คือ ได้ผลดีอย่างเหลือเชื่อ จนเป็นที่น่าสงสัย นอกจากจะได้วิเคราะห์งานของ Sato แล้ว Grey ยังได้ศึกษาวิธีการที่มหาวิทยาลัย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยของ Sato ในการจัดการพฤติกรรมที่ผิดจริยธรรมของนักวิจัยด้วย

ข้อสรุปที่ Grey ได้ คือ มหาวิทยาลัยมิได้มีกลไก หรือกระบวนการที่ดีในการติดตามและสอบสวนพฤติกรรมที่ผิดจริยธรรมของนักวิจัยอย่างเพียงพอ เพราะ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ มักดำเนินการสอบสวนเรื่องทำนองนี้อย่างไม่โปร่งใส และไม่สะอาด ดังนั้น Grey จึงเสนอให้วงการวิทยาศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ มีหน่วยงานอิสระ (ศาลวิทยาศาสตร์) ที่มีหน้าที่พิทักษ์ความบริสุทธิ์ในการทำงานวิจัยของนักวิจัยทุกคน

ด้าน C.K. Gunsalus ซึ่งเป็นผู้วิจัย เรื่อง ความพิสุทธิ์ในการทำวิจัย ซึ่งมาจากมหาวิทยาลัย Illinois ที่ Urbana-Champaign ก็ได้เสนอแบบฟอร์มตรวจสอบที่มี 26 ข้อย่อย (checklist) ให้มหาวิทยาลัยใช้ในการสืบสวนการประพฤติผิดจริยธรรม แบบฟอร์มดังกล่าวอยู่ในวารสาร The Journal of the American Medical Association (JAMA) ฉบับที่ 319 ปี 2018 หน้า 1315-1316

สำหรับกรณีของ Yoshihiro Sato นั้น เขาสนใจหาวิธีลดภัยที่ทำให้กระดูกของผู้สูงวัยแตก ร้าว หรือหัก โดยให้กินยา วิตามิน D , วิตามิน K สาร folate หรืออาหารเสริม ซึ่งตามปกติ งานวิจัยลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้เวลานาน และต้องใช้คนเป็นจำนวนมาก แต่ Sato กลับใช้คนทดลองเพียง 280 คน และสรุปว่ายา risedronate เป็นยาดี โดยใช้เวลาเพียง 2 เดือน นอกจากนี้ Sato ก็มิได้เปิดเผยชื่อของโรงพยาบาลที่อนุญาตให้คนไข้เป็นหนูทดลอง เพราะผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่ต้องการให้คนไข้รู้ตัวว่า คนไข้ของโรงพยาบาลกำลังเป็นสัตว์ทดลอง เมื่อ Sato ถูกตั้งประเด็นสงสัยในความบริสุทธิ์หมดจดของข้อมูล ทางบรรณาธิการวารสาร จึงได้ขอให้ Sato เปิดเผยชื่อของโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง

ในปี 2017 Grey ได้พบว่า งานวิจัยของ Sato ประมาณ 100 เรื่อง มีความเกี่ยวข้องกับนักวิจัยในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย Kurume , Hirosaki และ Keio ในประเทศญี่ปุ่น และกับนักวิจัยที่โรงพยาบาล Winthrop ของมหาวิทยาลัย New York ด้วย ความเกี่ยวข้องกับ Sato ได้ทำให้มหาวิทยาลัยดังกล่าว ต้องตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนพฤติกรรมของนักวิจัยในสังกัดของตน และพบว่ามีนักวิจัยบางคนที่ได้กระทำผิดจริง คณะกรรมการฯ จึงเสนอให้นักวิจัยถอดถอนงานวิจัยชิ้นนั้น ออกจากการเผยแพร่ Grey ยังได้สรุปอีกว่าสถาบันวิชาการ เช่น มหาวิทยาลัย และกองบรรณาธิการของวารสารมักไม่ยินดีที่ต้องทำงานสอบสวนประเภทนี้ นี่จึงเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลมาก เพราะนักวิจัยทำวิจัยโดยใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน และในบางครั้งนักวิจัยก็อาจใช้ผลงานที่ไม่ถูกต้องนี้ในการขอตำแหน่งวิชาการ และเมื่อการประเมินคุณค่าของผลงานได้ดำเนินไป โดยคณะผู้ประเมินที่ไม่รอบคอบ หรือในบางครั้ง คณะผู้ประเมินแสดงเจตนามองข้ามความบกพร่องทั้งหลาย จึงอนุญาตให้ผลงานชิ้นนั้น ผ่านการประเมิน ความเสื่อมของกระบวนการประเมินจึงเกิดขึ้น ส่วนคนที่เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองก็อาจจะได้รับผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ในกรณีของ Sato มหาวิทยาลัย Karume ได้พบว่ามีความผิดจริง เพราะจงใจใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และใช้ชื่อของบุคคลอื่นเป็นผู้ร่วมวิจัย โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว

เพราะไหน ๆ Sato ก็ได้ตายไปแล้ว บันทึกการทดลองต่าง ๆ ก็ไม่มีให้เห็นแล้ว บทเรียนที่ได้จากกรณีศึกษานี้ ก็น่าจะทำให้ประเทศไทยเรามีศาลวิทยาศาสตร์ในทำนองเดียวกับ ศาลรัฐธรรมนูญบ้าง

อ่านเพิ่มเติมจาก The Prince of Forgers : Hardcover – April 1, 1998 โดย Henri Leonard Bordier จัดพิมพ์โดย Oak Knoll Press


สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น