xs
xsm
sm
md
lg

เปิดรับบริจาคฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดรับบริจาคทุนฟื้นฟูล้ำห้วยคลิตี้
มน.พร้อมส่งทีมช่วยล้างพิษตะกั่ว

ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เจ้าของผลงานวิจัย “การใช้โฟมที่ปรับเสถียรด้วยอนุภาคแม่เหล็กนาโนร่วมกับการเหนี่ยวนำความร้อนทางแม่เหล็กไฟฟ้าในการเร่งการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยด้วยวิธีสกัดไอดิน” ภายใต้การสนับสนุนทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยถึงการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ว่าจากการรั่วไหลของหางแร่ปนเปื้อนตะกั่วความเข้มข้นสูงถึง 200,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในขณะที่ค่าการปนเปื้อนตะกั่วตามธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 563 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้ชุมชนได้สัมผัสสารตะกั่วจากการใช้น้ำอุปโภค บริโภค และการบริโภคสัตว์น้ำ เกินค่าที่ร่างกายรับได้จนเป็นเหตุให้เจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตจากพิษตะกั่วไปแล้วหลายราย ถือเป็นหนึ่งในกรณีปัญหาด้านมลพิษที่ร้ายแรงเป็นอันดับต้นของประเทศ

"ที่ผ่านมาชุมชนได้ต่อสู้เรียกร้องให้เกิดการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ได้รับผลกระทบกว่า 2 ทศวรรษ จนนำมาสู่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในปี 2556 ให้กรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานหลักในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จนกว่าค่าสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามค่ามาตรฐาน และชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์จากสายน้ำได้อย่างปลอดภัยดังเดิม ซึ่งหลังจากใช้เวลาในการศึกษาวิธีการฟื้นฟูและจัดหาบริษัทผู้รับเหมาร่วม 6 ปีนับจากมีคำพิพากษา ปัจจุบันการฟื้นฟูของกรมควบคุมมลพิษดำเนินมาถึงขั้นตอนปฏิบัติจริง นั่นคือการเริ่มดูดตะกอนท้องน้ำปนเปื้อนสารตะกั่วออกจากลำห้วยมาบรรจุกระสอบ และขนย้ายไปฝังกลบที่หลุมฝังกลบบนภูเขา"

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของกระบวนการฟื้นฟูด้วยวิธีการดูดตะกอนนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของเม็ดตะกอนตะกั่ว จนอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชาวบ้านที่จำเป็นต้องใช้น้ำจากลำห้วยเพื่ออุปโภคและการทำไร่นา อีกทั้งในกระบวนการขนส่งตะกอนดังกล่าวไปฝังกลบเกิดปัญหาฝุ่นหนาแน่นจากรถบรรทุกจนเกิดอุบัติเหตุจากการจราจรในหมู่บ้านหลายครั้ง และด้วยฝุ่นดังกล่าวคือเม็ดดินขนาดเล็กที่ปนเปื้อนตะกั่วในพื้นที่ อันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนได้มากกว่าฝุ่นจากเศษดินธรรมดาทั่วไป

"กลุ่มเยาวชนจากหมู่บ้านคลิตี้ล่าง และคณะทำงานติดตามการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ภาคประชาชน จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการการเฝ้าระวังผลกระทบจากการดำเนินการฟื้นฟู โดยการติดตั้งเครื่องตรวจเซนเซอร์ตรวจวัดการฟุ้งกระจายของตะกอนตะกั่วในระหว่างดูดตะกอนท้องน้ำและเครื่องตรวจวัดฝุ่นจากการขนส่ง เพื่อให้ชุมชนสามารถเฝ้าระวังความเสี่ยงในพื้นที่ด้วยตนเอง คู่ขนานไปกับการทำงานของกรมควบคุมมลพิษและบริษัทรับเหมาได้ อีกทั้งยังอาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขมาตรการการดูดตะกอนและการขนย้ายตะกอนให้มีผลกระทบน้อยลง ซึ่งสามารถทำได้ตามหลักทางวิชาการ รวมถึงการประเมินความจำเป็นของมาตรการจ่ายน้ำทดแทนการใช้น้ำในลำห้วยได้อย่างทั่วถึงในระหว่างการฟื้นฟูต่อไป"

นักวิจัยเผยว่า จะมีทีมติดตั้งและสนับสนุนบุคคลากรและค่าใช้จ่ายโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตลอดจนอบรมการใช้งานให้กับชุมชนโดยสถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเพื่อความยั่งยืนด้านสุขภาวะ โดยทีมงานจะติดตั้งเซนเซอร์วัดความขุ่นในลำห้วยคลิตี้ 4 จุดเพื่อติดตามผลกระทบจากการดูดตะกอนในการฟื้นฟู ซึ่งสามารถแปลงผลความขุ่นเป็นค่าตะกั่วในน้ำโดยประมาณได้เพื่อช่วยกรมควบคุมมลพิษ และ ผู้รับเหมาดูดตะกอนควบคุมการดำเนินการลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

นอกจากนี้ยังติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 และ PM10 อีก 3 จุด โดยได้รับการสนับสนุนจาก Climate Change Data Center (CCDC) ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเครื่อง DustBoy จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้รถขนตะกอนวิ่งจนทำให้ฝุ่นคลุ้งจนเกินไป แต่การติดตั้งอุปกรณ์ติดตามการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนในส่วนนี้

ชุมชน กลุ่มเยาวชนและคณะทำงานจึงขอเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่อให้ชุมชนมั่นใจว่า ระหว่างการฟื้นฟูชาวบ้านจะมีเครื่องมือวัดความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต และให้การฟื้นฟูลำห้วยในครั้งนี้สำเร็จตามค่าเป้าหมายที่ชาวบ้านต้องการ คือ ไม่มีสารตะกั่วเหลืออยู่ในลำห้วย สัตว์น้ำ พืช และในร่างกายของชาวบ้าน โดยค่าใช้จ่ายที่ต้องไปดำเนินการประกอบด้วย 1. เครื่องตรวจวัดการฟุ้งของตะกอนท้องน้ำด้วยระบบเซนเซอร์ จำนวน 8 เครื่อง เป็นเงิน 80,826 บาท 2. แผงโซล่าร์เซลล์ขนาดเล็กเพื่อจ่ายไฟให้กับเครื่องเซนเซอร์ จำนวน 3 แผง เป็นเงิน 20,000 บาท 3. ค่าแล็บวิเคราะห์ผลการวัดคุณภาพน้ำและฝุ่น เป็นเงิน 80,000 บาท

ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนติดตั้งอุปกรณ์ติดตามการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ได้ในชื่อบัญชีร่วม: น.ส.ชลาลัย นาสวนสุวรรณ หรือนายธนกฤต โต้งฟ้า เลขที่บัญชี: 960-0-46991-1 ธนาคารกรุงไทย (ออมทรัพย์)


















กำลังโหลดความคิดเห็น...