xs
xsm
sm
md
lg

ความสำคัญของการมีเทคโนโลยีการคุมกำเนิดในสตรี

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

ไฟล์ภาพประกอบบทความ  Pope Francis จุมพิตทารกที่วาติกัน (Filippo MONTEFORTE / AFP)
โครงการวางแผนครอบครัวด้วยวิธีคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในในอเมริกาอย่างเป็นระบบเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เอง โดยสุภาพสตรีอเมริกันชื่อ Magaret Sanger เมื่อเธอเริ่มการรณรงค์เรื่องนี้ เธอถูกสถาบันศาสนา และประชาชนจำนวนมากโจมตี โดยการประณามหยามเหยียดเธอว่าเป็นนางอสูรที่ชอบฆ่าทารกที่ยังไม่คลอด เธอจึงเป็นคนไร้ศีลธรรมที่มีจิตใจโหดร้ายในสายตาของคนทั่วไป และมีผลทำให้ถูกตำรวจจับขังคุกถึง 8 ครั้ง เพราะได้ส่งจดหมายขอการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญต่างๆ ให้เห็นด้วยกับเธอ ความบากบั่นอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และการต่อต้านขัดขวางจากคนจำนวนมากทำให้เธอต้องถูกหย่าขาดจากสามีผู้ไม่เคยเข้าใจเธอ เมื่อเธอในวัย 82 ปีเสียชีวิตในปี 1966 ความฝันและความต้องการของเธอได้บรรลุถึงความเป็นจริง เพราะผู้คนนับล้านเห็นด้วยกับเธอว่า การคุมกำเนิดเป็นสิทธิที่ชอบธรรมของสตรีทุกคน

M. Sanger เกิดที่เมือง Corning ในรัฐ New York ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1883 เธอเป็นลูกคนที่ 6 ของครอบครัวที่มีลูก 11 คน เมื่ออายุ 17 ปี เธอได้เดินทางไปทำงานเป็นพยาบาลที่ New York อยู่มาวันหนึ่งขณะเธอกำลังดูแลพยาบาลคนไข้ ซึ่งได้พยายามทำแท้งด้วยตนเองถึง 3 ครั้ง เธอได้รับคำบอกเล่าจากคนไข้ว่า ถ้ามีการตั้งท้องครั้งที่ 4 นั่นจะเป็นการตั้งครรภ์ครั้งสุดท้าย เพราะหมอที่รักษาได้ยืนยันว่า เขาไม่สามารถจะช่วยอะไรเธอได้จริงๆ ในเวลาต่อมา คนไข้คนนั้นก็เสียชีวิตจากการทำแท้งด้วยตนเองเป็นครั้งที่ 4 ข่าวนี้ทำให้ Sanger รู้ในทันทีว่า สิทธิในการคุมกำเนิดเป็นสิ่งที่เธอต้องต่อสู้ให้ได้มาเพื่อสตรีทุกคนในโลก

เธอได้เริ่มการรณรงค์เรื่องการคุมกำเนิดด้วยการเขียนเผยแพร่ความคิดของเธอในหนังสือพิมพ์ Women Rebels ในปี 1913 โดยเน้นการปฏิเสธไม่เชื่อฟังคำสั่งของสันตะปาปาแห่งสำนักวาติกันที่ห้ามไม่ให้ชาวคริสต์ใช้วิธีคุมกำเนิด และห้ามไม่ให้ใครเข้ามาก้าวก่ายในการกำหนดเวลาตั้งครรภ์ของสตรีด้วย บทความเรื่อง Family Limitation ของเธอได้สร้างความแตกตื่นมาก ตำรวจจึงยึดเก็บหนังสือพิมพ์ไปไม่ให้วางขาย เธอถูกกล่าวหาว่าพยายามสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม Sanger จึงต้องหลบหนีการจับกุมไปซ่อนตัวในอังกฤษ อีกหนึ่งปีต่อมา เธอจึงเดินทางกลับสู้คดี เมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ และเธอได้รับความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงความเข้าใจจากสังคมมากขึ้นๆ ในที่สุด ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อเธอก็ถูกศาลยกฟ้อง

ลุถึงปี 1916 คลินิกคุมกำเนิดแห่งแรกในอเมริกาได้ถือกำเนิดที่เมือง Brooklyn โดยมีสตรีจำนวนมากเข้ารับคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคการคุมกำเนิด แต่อีก 10 วันต่อมา คลินิกก็ถูกปิด เมื่อตำรวจได้บุกเข้าจับกุมเธอด้วยข้อกล่าวหาว่า เธอพยายามล้มล้างคำสอนของคริสต์ศาสนา และเธอถูกขังคุกเป็นเวลา 30 วัน

เมื่อออกจากคุก Sanger ยังรณรงค์ต่อสู้ตามอุดมการณ์และความเชื่อของเธอต่อไปเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนมีเสรีภาพในการบริหารจัดการร่างกายของตนเอง การต่อสู้นี้ได้ทำให้เธอเป็นบุคคลตัวอย่างของสตรีทั้งโลก ที่เชื่อมั่นว่า ทารกทุกคนที่เกิดมาในโลกต้องเป็นลูกที่พ่อและแม่ต้องการจริงๆ

ในปี 1921 Sanger ได้จัดตั้งองค์การ American Birth Control League ซึ่งในปี 1930 องค์การนี้ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น Planned Parenthood Federation of America และมีจุดประสงค์จะให้ครอบครัวอเมริกันทุกครอบครัวมีการวางแผนการมีทายาทสืบสกุล

ในปี 1965 คลินิกคุมกำเนิดที่ถูกต้องตามกฏหมายแห่งแรกในอเมริกาได้เกิดขึ้น ต่อมาอีกไม่นาน โรงพยาบาลในประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มให้บริการแก่สตรีที่ต้องการจะคุมกำเนิด

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า เทคนิคการคุมกำเนิดได้มีมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ โดยแพทย์กรีกชื่อ Soranus, Dioscorides และ Hippocrates ซึ่งได้ความรู้ในประเด็นนี้จากการสนทนากับชาวบ้านว่า ดอกของต้น Ferula historica มีสรรพคุณในการควบคุมเวลาของการตั้งครรภ์ได้ การใช้ที่ให้ผลดีมากทำให้ต้นไม้ชนิดนี้ถูกนำไปใช้โดยสตรีกรีกอย่างแพร่หลาย จนในที่สุดพืชชนิดนี้ได้สูญพันธุ์

ลุถึงเมื่อ 1550 ปีก่อนคริสต์ศักราช บันทึก Ebers ของชาวอียิปต์ในกระดาษ papyrus ได้ระบุว่าเวลาต้องการจะคุมกำเนิดสตรีอียิปต์จะนำเนื้อผลอินทผาลัมมาตำปนกับใบต้น acacia และน้ำผึ้ง จนได้แป้งเปียกเพื่อนำไปทาบนขนแกะ แล้วนำไปเสียบในอวัยวะเพศ

ในคริสตศตวรรษที่ 18 นักรักบรรลือโลกชื่อ Casanova ได้ทดลองใช้ถุงยางที่ทำจากผนังกระเพาะปัสสาวะของแกะ เพื่อสวมที่องคชาตเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์

ถึงปี 1839 Charles Goodyear ได้ประดิษฐ์ถุงยางที่ทำจากยางพารา และแพทย์เริ่มการฉีดยาฆ่าเชื้ออสุจิในช่องคลอด

ในปี 1873 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ออกกฏหมายห้ามการเผยแพร่ข้อมูลการคุมกำเนิด กฎหมายนี้ทำให้อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกตะวันตกที่ได้กำหนดให้การคุมกำเนิดเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ไฟล์ภาพประกอบบทความ เด็กๆ ในเทศกาล The Devils Jump ที่สเปน (CESAR MANSO / AFP)
เมื่อถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โรงเรียนแพทย์ในยุโรปได้เริ่มเปิดสอน การให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด และความรู้นี้ ตามปกติมักถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นระหว่างเพศชาย เพราะแพทย์ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ด้วยเหตุนี้ ความรู้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเทคนิคการคุมกำเนิดจึงไม่ถูกส่งต่อถึงผู้หญิง กระนั้นการบอกเล่าสู่กันฟังระหว่างสตรีก็ยังมีต่อไป เช่นว่า สน (juniper) สปีชีส์ Juniperus Sabina สามารถป้องกันสตรีมิให้ตั้งครรภ์ได้ การวิเคราะห์องค์ประกอบของสนชนิดนี้โดยเทคนิควิทยาศาสตร์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามันมีสาร oestrogen

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวชนบทจำนวนมากเริ่มอพยพย้ายถิ่นเข้าเมือง เพื่อหางานทำ และต้องการมีวิถีชีวิตที่ดีกว่าเดิม การถ่ายทอดความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเกี่ยวกับเทคนิคการคุมกำเนิดเริ่มลดลงๆ เพราะสตรีเริ่มรู้จักใช้ยาคุม และแพทย์ได้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมสตรีให้กำเนิดทารก

ไม่เพียงแต่ในสหรัฐฯ อเมริกาเท่านั้นที่สตรีตื่นตัวเรื่องการคุมกำเนิด ที่เนเธอร์แลนด์ในยุโรปก็มีสุภาพสตรีชื่อ Aletta Jacobs เป็นแพทย์วัย 29 ปี ซึ่งได้เปิดคลินิกคุมกำเนิดแห่งแรกของโลกตั้งแต่ปี 1878 เพื่อให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดแก่สตรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ผลที่ตามมาคือ จำนวนสมาชิกของครอบครัวในประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มลดลงๆ จากเดิมที่แต่ละครอบครัวมีทายาทตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพราะบิดามารดามักคิดว่าแม้จำนวนลูกจะมากเพียงใด ในที่สุดลูกหลายคนก็จะเสียชีวิตอยู่ดี ดังนั้น จำนวนสุดท้ายก็จะไม่มาก เหตุผลอีกประการหนึ่งสำหรับครอบครัวที่มีลูกมาก คือ บิดามารดาในเวลานั้นไม่รู้วิธีคุมกำเนิด

Marie Stopes เป็นสตรีอังกฤษอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า สตรีทุกคนต้องมีสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเอง ดังนั้น หลังจากที่เธอเรียบเรียงหนังสือ “Married Love” ในปี 1916 ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้ทำให้เธอถูกสังคมยุโรปโจมตีอย่างแหลกราญ และหนังสือถูกห้ามวางจำหน่ายในอเมริกา แต่เมื่อเวลาผ่านไป คลินิกคุมกำเนิดทั้งโลกก็เริ่มเปิดกิจกรรมทำการมากขึ้นๆ สังคมได้จัดอภิปรายประเด็นการคุมกำเนิดบ่อยขึ้นและเปิดเผยขึ้น พร้อมกันนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนาเทคนิคที่จะทำให้การคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ครอบครัวส่วนใหญ่ในโลกตะวันตกจึงนิยมคุมกำเนิดมากขึ้น มีผลทำให้อัตราการเกิดของประชากรโลกลดลง และมาตรฐานการดำรงชีวิตของครอบครัวโดยทั่วไปสูงขึ้น

แต่เมื่อถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.1930 สันตะปาปา Pius ที่ 11 ทรงประกาศข้อบังคับใหม่ให้ชาว คริสเตียนที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันแคธอลิกทุกคนรู้ว่า พระเจ้าทรงไม่เห็นด้วยกับการคุมกำเนิดไม่ว่าจะโดยวิธีใดๆ ทั้งที่ใช้ถุงยาง หรือใช้ยาคุม แต่สถาบันศาสนาก็ยังยินยอมให้ใช้วิธีหลั่งภายนอก ซึ่งใครๆ ก็รู้ดีว่าเป็นวิธีที่ไม่ได้ผล 100%

การสั่งห้ามของสถาบันศาสนาในลักษณะนี้ ไม่มีผลกระทบมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะประชาชนมีความรู้ แต่ในประเทศที่ด้อยพัฒนาและที่กำลังพัฒนา ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและไม่รู้หนังสือ ดังนั้นเมื่อจำนวนประชากรในครอบครัวที่ยากจนเพิ่ม ความยากจนก็จะเพิ่มตามด้วยเป็นทวีคูณ

การสั่งห้ามของสถาบันศาสนาจึงทำให้ครอบครัวชาวคริสเตียนที่ยากจนไม่พอใจ และหลายครอบครัวต้องการจะขัดขืนคำสั่งขององค์สันตะปาปาอย่างจงใจ

เพื่อเป็นทางออกสำหรับเรื่องนี้ ชาวคริสต์ทั้งหลายจึงตั้งใจจะไม่ใช้อุปกรณ์ใดๆ ในการห้ามควบคุมการมีทายาทตามบัญชาของสันตะปาปา แต่ในเวลาเดียวกันทุกคนต้องพยายามระมัดระวังไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์อย่างไม่จงใจ นั่นคือ ต้องให้นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ยาคุมเพื่อใช้ทางปาก

ในปี 1951 Sanger ได้ขอให้ Gregory Pincus ซึ่งเป็นนักชีววิทยาที่เชี่ยวชาญด้านการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตมาช่วย เพราะ Pincus ได้ศึกษาผลกระทบของฮอร์โมน steroid ที่มีต่อการเจริญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาเป็นเวลานาน จึงคิดจะทดลองใช้ steroid ในคนบ้าง โดยเฉพาะกับสตรีชาว Haiti และ Puerto Rico ผลปรากฏว่าได้ผลดีเยี่ยม ในเวลาเดียวกัน นักเคมีชื่อ Carl Djerassi ก็ได้สร้างยาคุมที่มีฮอร์โมน progesterone

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ทุกคนรู้จักในนาม “The Pill” ก็มีใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกจนกลายเป็นเทคนิคหลักที่สตรีใช้ในการคุมกำเนิด

ผลกระทบต่อสังคมที่ตามมาจากการใช้ยาคุมมีมากมาย ก่อนจะมียาคุม ครอบครัวนิยมใช้เทคนิคหลักคือให้ผู้ชายใช้ถุงยาง ซึ่งบางครั้งก็ใช้ แต่บางครั้งก็ไม่ใช้ ขึ้นกับอารมณ์ แต่เมื่อมียาคุม ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายที่เป็นคนกำหนดว่า การมีเพศสัมพันธ์ในแต่ละครั้งนั้น จะให้มีหรือไม่มีการตั้งครรภ์ ด้วยการไม่กินหรือกินยาคุม

เมื่อเธอมีเสรีภาพในการตัดสินใจเช่นนี้ เธอจึงเป็นคนที่กำหนดว่า เธอสมควรจะมีทายาทเมื่อไร ครอบครัวควรมีลูกกี่คน รวมถึงความถี่ห่างของการมีทายาทด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่เธอสามารถควบคุมได้ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คุณภาพชีวิตของทุกครอบครัวก็ดีขึ้น เพราะแม่สามารถมีเวลาใส่ใจลูกๆ ทุกคนได้อย่างเต็มที่

การควบคุมกำเนิดโดยยาคุมจึงมีส่วนทำให้ประชากรในทุกประเทศไม่มากจนเกินไป และคุณภาพชีวิตของครอบครัวก็ดีขึ้นอย่างถ้วนทั่ว

อ่านเพิ่มเติมจาก Sexual Chemistry: A History of the Contraceptive Pill โดย Lara Marks จัดพิมพ์โดย Yale ปี 2001

สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น...