xs
xsm
sm
md
lg

มาตรการภาษีช่วยรถยนต์รุ่นใหม่ผลิต CO2น้อยลง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

มาตรการทางภาษีช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์ผลิตเครื่องยนต์ที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง
การคมนาคมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดปัญหาใกล้ตัวอย่างฝุ่นในเมืองใหญ่ และสาเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมคือความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ที่ได้ร่วมกันทำโครงการ "การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน” และเพิ่งประกาศปิดโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 ม.ค.62 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานพาหนะ มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.59 และโครงการความร่วมมือระหว่าง สนข.และ GIZ ดังกล่าว ได้ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว โดยศึกษานโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคขนส่งทางบก

จากการศึกษาพบว่ามาตรการการปรับปรุงอัตราการ เก็บภาษีสรรพสามิตฯ นี้ กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์เกิดการปรับตัวที่จะผลิตรถใหม่ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำมันเฉลี่ยจาก 7.08 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี พ.ศ. 2558 เหลือเพียง 6.75 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี พ.ศ. 2560 สำหรับรถใหม่ทุกคันที่ขาย

นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการใช้พลังงานจากภาคการขนส่งในภูมิภาคอาเซียนและในประเทศไทย ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จึงได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของห้าประเทศสมาชิกในอาเซียน

"ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ในด้านนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่งทางบก โดยได้มอบหมายให้ GIZ ดำเนินโครงการการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบรรเทาผละกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกของภูมิภาคอาเซียน"

ทางด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 20 ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งการคมนาคมขนส่งไม่เพียงปล่อยก๊าซคาร์บอนดออกไซด์เท่านั้น แต่ยังปล่อยฝุ่นขนาดเล็กระดับ PM 2.5 ด้วย หากผู้คนสูดอากาศเข้าก็จะไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย และสถานการณ์ฝุ่นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เป็นปัญหามาหลายปีและมีความรุนแรงไม่แพ้กัน ส่วนหนึ่งเพราะกรุงเทพฯ มีตึกสูงและอากาศไม่ถ่ายเท

ส่วน นางชุตินธร มั่นคง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน สนข.ระบุว่า สนข.เป็นหน่วยงานวางแผนหลักของกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะวางแผนทุกเรื่องของการเดินทาง รวมถึงประเทศไทยมีความมุ่งมั่นและมีความตั้งใจที่จะลดก๊าซเรือนกระจก สนข.)มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมความคิดเห็น และดูแพลนงานทั้งหมดที่อยู่ในกระทรวงคมนาคมที่มีอยู่แล้ว โดยการดำเนินโครงการเหล่านี้ภายในปี 2030

"นอกจากนี้หลักการลดก๊าซเรือนกระจกมีสามข้อ ได้แก่ ลด เปลี่ยน ปรับปรุง โดย ลด หมายถึง การหลีกเลี่ยงการเดินทาง, เปลี่ยน หมายถึง เปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง และ ปรับปรุง หมายถึง นำแผนคมนาคมทั้งหมดมาดูว่าแผนไหนเข้ากับหลักการใด" นางชุตินธรกล่าว

ทางด้าน นางสาวคาโรลีน คาโพน ผู้อำนวยการโครงการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีนโยบายการขนส่งยั่งยืนที่พัฒนาไปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น นโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โครงการความร่วมมือระหว่าง สนข.และ GIZ ได้เข้ามาผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวให้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการลดใช้นํ้ามันเฉลี่ยในรถยนต์ใหม่ทุกคัน

"หากดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยมลพิษในลักษณะต่อไปนี้ ในปี พ.ศ.2573 จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 4.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และหากมีการปรับปรุงมาตรการทางภาษีที่เข้มข้นขึ้นร่วมกับมาตรการอื่นๆ จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก 4.75 ล้านต้น คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี พ.ศ.2573 คิดเป็นร้อยละ 29 ของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง" นางสาวคาโรลีนกล่าว

ส่วน ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการประหยัดเชื้อเพลิง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เผยว่า ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา ผู้ซื้อรถจะมีสติกเกอร์ติดที่หน้ารถ เพื่อบอกว่ารถคันนั้นใช้น้ำมันเท่าไร คล้ายฉลากเบอร์ 5สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า และในปี พ.ศ.2559มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ แทนการเก็บภาษีตามขนาดของรถยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

สอดคล้องกับ นายสยามณัฐ พนัสสรณ์ ผู้จัดการส่วนนโยบายวิศวกรรมและวางแผนธุรกิจ บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า เป็นวิธีการที่ดีมากเพราะภาษีสรรพสามิตเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่ฝังในรถยนต์ หากเปลี่ยนการเก็บภาษีเป็นแบบใหม่ ถ้าผลิตรถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงก็เสียภาษีสูง จะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไม่อยากผลิตรถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง

“นอกจากนี้ก็มีกระแสของรถพลังงานไฟฟ้า และในอนาคตอีซูซุก็มีแผนจะใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20จึงเป็นทางเลือกที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ และใช้ทรัพยากรในประเทศให้เป็นประโยชน์" นายสยามณัฐกล่าว

ส่วน ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ระบุว่า ในช่วง2ปีที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นปั้มไฮบริด และตามห้างสรรพสินค้าอย่างเช่นสยามดิสโคเวอรีหรือ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ที่ชาร์จรถ 2-3จุด ในลานจอดรถ และคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ก็ใช้สถานที่ชาร์จรถไฟฟ้าเป็นจุดขาย นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วเริ่มนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า100% มาใช้งานบ้างแล้วด้วย

ทั้งนี้ แม้จะมีเทคโนโลยีที่ดีแล้ว การมีมาตรการส่งเสริมที่กระตุ้นให้คนหันมาลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ดี นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง


มอบรางวัลการประกวดภาพถ่ายการเดินทางแบบรักษ์โลก
การปั่นจักรยานเป็นหนึ่งในการคมนาคมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย
 แถลงปิดโครงการ (ซ้ายไปขวา) นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ,นางสาวคาโรลีน คาโพน ผู้อำนวยการโครงการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย, นายยาน แชร์ อุปทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายทิม มาเลอร์ ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย และ นายชยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการ สนข.


กำลังโหลดความคิดเห็น...