xs
xsm
sm
md
lg

Sierra Leone ขุดเพชรขายเพื่อพัฒนาชาติ

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

Peace Diamond เพชร 709 กะรัตที่ขุดได้จากหมู่บ้าน Koryardu จังหวัด Kono ของ Sierra Leone ถูกจัดแสดง Rapaport Group ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อปี 2017 (TIMOTHY A. CLARY / AFP)
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ปี 2017 เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ชื่อ Komba Johnbull ได้เห็นโคตรเพชรหนัก 709 กะรัต (ประมาณ 140 กรัม) วางอยู่บนกองกรวดในเหมืองเพชรใกล้หมู่บ้าน Koryardu (คำนี้ในภาษาโปรตุเกสแปลว่า ภูเขาสิงโต) จังหวัด Kono ในประเทศ Sierra Leone

แม้ไม่เคยเห็นเพชรที่มีขนาดใหญ่เช่นนั้นมาก่อน แต่ Johnbull ก็รู้ในทันทีว่ามันเป็นอัญมณีล้ำค่าที่จะทำให้เขาที่กำพร้าพ่อและแม่หลุดพ้นจากความยากจน ไปสู่การมีชีวิตที่ดีงามอย่างยั่งยืน

ประเทศ Sierra Leone เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา โดยมีพรมแดนทางด้านตะวันออกที่ถูกล้อมด้วยประเทศ Liberia และ Guinea ส่วนทางด้านตะวันตกเปิดออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ภูมิอากาศของประเทศโดยทั่วไปค่อนข้างร้อน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าฝน และทุ่งหญ้า savanna ปัจจุบันประเทศมีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน ในอดีตเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ มาตั้งแต่ปี 1808 และได้ประกาศตนเป็นเอกราชในปี 1961 จนอีก 10 ปีต่อมาจึงได้เปลี่ยนระบบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ พลเมืองประกอบด้วยชนพื้นเมือง 16 เผ่า ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนามุสลิม และมีส่วนน้อยที่นับถือคริสต์ศาสนา

Sierra Leone ส่งสินค้าออกที่สำคัญคือ เพชร ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ก็มีสินแร่ เช่น titanium, bauxite และทองคำบ้าง ลักษณะทั่วไปของภูมิประเทศทางทิศตะวันออกเป็นที่ราบ และมีภูเขาสูง ในบริเวณส่วนกลางมีป่าและทุ่งหญ้าดินฟ้าอากาศ มี 2 ฤดู คือ ฝนกับแล้ง ผู้คนทำเกษตรกรรมเป็นงานหลัก ตัดไม้ในป่า ถลุงแร่ และเลี้ยงสัตว์บ้าง

ประวัติศาสตร์ของประเทศระบุว่า ในปี 1495 ได้เคยมีกองทัพนักล่าอาณานิคมชาวยุโรปมาเยือน แล้วจับคนพื้นเมืองไปขายเป็นทาสในอเมริกา

ในปี 1807 อังกฤษได้เข้ายึดครอง Sierra Leone และผนวกเข้าเป็นประเทศในเครือจักรภาพ มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ และได้มอบเอกราชให้เมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ.1961 จากนั้นประเทศได้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของทหารอย่างสมบูรณ์ในปี 1967 ความขัดแย้งภายในชาติทำให้เกิดสงครามกลางเมืองบ่อย และประเทศได้ทำสงครามกับต่างชาติเนืองๆ จนถึงปี 2014 ประเทศจึงเริ่มมีสันติภาพ

ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของประเทศ คือ มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในแทบทุกวงการ จนติดอันดับที่ 130 จาก 180 ประเทศ (แย่กว่าไทย) การเกิดสงครามกลางเมืองบ่อย และการมีภาวะว่างงานของประชากรจำนวนมากทำให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานที่แย่มาก ประมาณ 65% ของคนในประเทศมีอาชีพเกษตรกรรมโดยทำนาข้าว ปลูกมันฝรั่ง และมันสำปะหลัง สินค้าออกที่โดดเด่นจนติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก คือ เพชร ซึ่งถ้านับตั้งแต่ปี 1930 จนถึงปัจจุบันจะปรากฏว่า Sierra Leone ได้ส่งเพชรเป็นสินค้าออกร่วม 9 ล้านกะรัตแล้ว กระนั้น Sierra Leone ก็ยังเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เพราะการนำเพชรไปขายอย่างผิดกฏหมาย มีการนำเงินที่ได้ไปซื้ออาวุธมาทำสงครามกลางเมือง จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ จนมีผลทำให้คนตายไปแล้วร่วม 50,000 คน

ในปี 2000 สหประชาชาติได้เข้ามาควบคุมการทำธุรกิจการค้าเพชรในประเทศ อีกหนึ่งปีต่อมา รัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนเพชร และสัญญาว่าจะนำเงินที่ได้จากการขายเพชรมาพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสภาพที่ล้าหลังมาก เพราะประชาชน 70% อ่านหนังสือไม่ออก และเด็กหนุ่มจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรับใช้ชาติ ประชากรมีคนที่เป็นโรค AIDS และติดเชื้อ HIV มาก

นี่จึงเป็นสภาพแวดล้อม และสภาพความเป็นอยู่ของประเทศ ที่ Turnbull ได้ประสบมาตั้งแต่เกิด

สถิติความยิ่งใหญ่มโหฬารของโคตรเพชรสีเหลืองอ่อนที่ Turnbull พบในวันนั้น แสดงว่า มันมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลก และได้รับการขนานนามว่า Peace Diamond หรือเพชรสันติ

ทันทีที่กรรมกรขุดเพชร Johnbull เห็นเพชรเม็ดนั้น เขาได้หยิบมันขึ้นมา แล้วนำไปให้บาทหลวง Emmanuel Momoh ซึ่งเป็นหัวหน้าคนขุดดู Momoh ได้นำข่าวเพชรเม็ดนั้นไปรายงานให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบ แทนที่จะนำไปขายให้พ่อค้าคนกลาง ซึ่งอาจจะถูกโกงราคา

ตามกฏหมายของประเทศ Sierra Leone คนที่ขุดพบจะได้ส่วนแบ่ง 40% และรัฐบาลจะได้ 60% จากการขาย การที่บาทหลวงนำเพชรไปรายงานให้เจ้าหน้าที่รัฐทราบก่อน เพราะรัฐบาลในเวลานั้นได้ให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่าจะนำ 15% ของเงินที่ได้ไปสร้างถนน โรงพยาบาล โรงเรียน โรงไฟฟ้าในหมู่บ้าน Koryardu ที่ Johnbull อยู่ ซึ่งหมายความว่า ถ้าการซื้อขายเพชรดำเนินไปอย่างโปร่งใส สวัสดิการและความเป็นอยู่ของประชากร 1.5 ล้านคนก็จะดีขึ้น และนี่คือความหวังและความฝันอันสูงสุดของชาว Sierra Leone ทุกคน

ดังนั้นเมื่อเพชร Peace Diamond เดินทางถึงเมือง Freetown ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ ท่านประธานาธิบดี Ernest Bai Koroma ได้เชิญชวนสื่อสารมวลชนทั่วประเทศมาทำข่าว และรับทราบการประมูล โดยได้ตั้งความคาดหวังไว้ว่า จะขายได้อย่างต่ำ 50 ล้านเหรียญ

แต่เมื่อถึงเวลาขายจริง กลับขายได้ในราคา 6.536 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ได้ตั้งไว้มาก

แม้จะมีความผิดหวังค่อนข้างมาก แต่ประชาชน Sierra Leone ทุกคนก็รู้สึกพอใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติที่แสดงให้ทุกคนรู้ว่า เพชรที่ขายไปนั้นทำเงินรายได้ให้คนที่ขุดพบเพียงใด รัฐบาลนำเงินเข้าท้องพระคลังมากเท่าไร และประชาชนในหมู่บ้านได้เงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเท่าใด (ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์) แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย บาทหลวง Momoh ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้เต็มๆ ด้านรัฐบาลก็จะเสียชื่อเสียง เพราะจะไม่มีใครเชื่อคำมั่นสัญญาอีกต่อไป

สำหรับส่วนแบ่งที่ทุกคนได้มีดังนี้คือ Johnbull ได้ 115,000 ดอลลาร์ ซึ่งมากเท่ากับค่าแรงที่เขาจะได้จากขุดเป็นเวลานาน 300 ปี และจะทำให้ Johnbull กลายเป็น “เศรษฐี” ในหมู่บ้านที่ผู้คนมีรายได้โดยเฉลี่ยวันละไม่ถึง 1 ดอลลาร์ ด้านบาทหลวงหลังจากหักค่าใช้จ่ายจะได้เงิน 1 ล้านดอลลาร์ และเพื่อนๆ ของ Johnbull 5 คน ที่อยู่ในทีมขุดเดียวกัน ได้ส่วนแบ่งเท่าๆ กัน และคนเหล่านี้ ได้นำเงินไปฝากธนาคารบ้าง ซื้อบ้าน และรถบ้าง Johnbull เองได้นำเงินไปลงทะเบียนเพื่อสมัครเป็นนิสิตที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคนาดา แต่การพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้ขอวีซ่าไม่ได้ จึงต้องปักหลักอยู่ที่ Freetown เพื่อหางานทำ และตัดสินใจไม่กลับไปเป็นกรรมกรขุดเพชรอีก

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ (ซึ่งเป็นเวลากว่า 1 ปีที่เพชรสันติได้ถูกนำออกประมูลขายได้ในราคา 213 ล้านบาท) บาทหลวง Momoh ได้รายงานว่า รัฐบาลยังไม่ได้แบ่งเงินไปพัฒนาหมู่บ้าน Koryardu ตามที่สัญญาเลย
Peace Diamond เพชร 709 กะรัตที่ขุดได้จากหมู่บ้าน Koryardu จังหวัด Kono ของ Sierra Leone ถูกจัดแสดง Rapaport Group ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อปี 2017 (TIMOTHY A. CLARY / AFP)
Peace Diamond เม็ดนี้ มิได้มีชื่อเสียงโด่งดังเท่า Blue Diamond เพชรสีน้ำเงิน ซึ่งถลุงได้จากเหมืองในอินเดีย ซึ่งหนักประมาณ 112 กะรัต โดยนักธุรกิจเพชรชื่อ Jean Baptiste Tavernier ได้นำไปขายให้แก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งพระองค์ทรงให้ช่างตัดเจียระนัย จนเหลือเนื้อเพชรเป็นรูปหัวใจที่หนัก 67 กะรัต เพื่อใช้ประดับที่สร้อยพระศอ จึงได้ชื่อเรียกว่า “Blue Diamond of the Crown”

เมื่อเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส พระนาง Marie Antoinette ในสมเด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงสวมสร้อยพระศอที่มี Blue Diamond นี้ขึ้นแท่นกิโยติน จึงทำให้เกิดเป็นตำนานว่า ใครก็ตามที่ได้เป็นเจ้าของเพชรสีน้ำเงินนี้จะเป็นคนโชคร้าย
ในปี 1792 เพชรสีน้ำเงินก็ได้อันตรธานหายไปจากฝรั่งเศสอย่างไร้ร่องรอยใดๆ แล้วไปปรากฏที่ลอนดอนในอังกฤษในอีก 38 ปีต่อมา เมื่อนายธนาคารชื่อ Henry Hope ได้ซื้อไว้ในราคา 90,000 ดอลลาร์

หลังจากที่ Hope เสียชีวิต ทายาทของเขาที่รับมรดกก็ได้ประสบเคราะห์กรรมต่างๆ เช่น Lord Francis Hope ได้จบชีวิตอย่างยาจก เพราะสิ้นเนื้อประดาตัว

จากตระกูล Hope เพชรสีน้ำเงินได้ตกทอดต่อเป็นของเจ้าชายราชนิกูลกษัตริย์แห่งประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งได้ทรงมอบเพชรนี้ให้แก่นักเต้นระบำเปลื้องผ้าในสังกัด Folies Bergére ด้วยความเสน่หา เมื่อเธอทรยศต่อความรักที่ได้รับ เขาก็ทรงยิงนางจนเสียชีวิต จากนั้นเศรษฐีกรีกก็ได้ซื้อเพชรสีน้ำเงินไปครอบครอง และได้ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่นั่งชนกับรถคันอื่น จนตกเขาตายทั้งครอบครัว จากนั้น สุลต่าน Abdul- Hamid ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรตุรกีได้ซื้อเพชรอาถรรพ์นี้ไป แต่เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน พระองค์ก็ถูกกองทัพตุรกีทำรัฐประหารในปี 1909

คนอเมริกันคนแรกที่เป็นเจ้าของเพชร Hope คือ Evalyn Walsh Mclean ซึ่งได้ซื้อไปจากสุลต่านในราคา 180,000 ดอลลาร์ แล้วนำไปประดับเป็นสร้อยคอร่วมกับเพชรสีขาว 62 เม็ด และสวมใส่มันทุกหนแห่งอย่างไม่แยแสต่อคำ “สาป” ผลที่ตามมาคือ ลูก 2 คนของเธอต้องเสียชีวิต และสามีเสียสติ

หลังจากที่นาง Mclean ตายในปี 1947 เศรษฐีพ่อค้าเพชรชื่อ Harry Winston ได้ซื้อเพชร Hope ไป แล้วนำไปมอบให้พิพิธภัณฑ์ Smithsonian ในปี 1958 เพื่อเก็บให้ผู้คนเข้าชม โดยไม่ให้ใครได้ครอบครองอีกเลย

สำหรับนักวิทยาศาสตร์เองก็สนใจศึกษาเพชรเช่นกัน โดยเฉพาะเพชรสีน้ำเงิน และพบว่า มันเป็นเพชรที่หายากที่สุดในโลก คือ มีมากเพียง 0.02% เท่านั้นเองที่เป็นสีน้ำเงิน และเพชรสีนี้มักถือกำเนิดลงไปลึกใต้ผิวโลกประมาณ 4 เท่าของระยะลึกที่ขุดพบเพชรสีอื่นๆ คือ ที่ระยะลึกประมาณ 600 กิโลเมตร

ในรายงานวิจัยที่ปรากฏในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 2 สิงหาคมศกนี้ คณะนักวิจัยซึ่งนำโดย Evan M. Smith จาก Gemological Institute of America ในสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามว่า เพชรสีน้ำเงินถือกำเนิดอย่างไร และได้คำตอบว่าโครงสร้างของเพชรเป็นผลึก ซึ่งประกอบด้วยอะตอมของคาร์บอนล้วนๆ แต่ถ้าผลึกไม่บริสุทธิ์ คือ มีอะตอมของธาตุ boron เป็นสารเจือ เพชรนั้นจะมีสีน้ำเงินทันที เพราะอะตอมของ boron จะเข้าไปแทนที่อะตอมบางอะตอมของคาร์บอน แล้วอิเล็กตรอนในอะตอม boron จะดูดกลืนแสงสีแดง ทำให้เห็นเพชรเป็นสีน้ำเงิน

ในการพบองค์ความรู้นี้ นักวิจัยได้ใช้เพชรสีน้ำเงิน 46 เม็ด ในการทดสอบ แต่ไม่ได้ทดสอบกับเพชร Hope และประจักษ์ว่า เพชรเติบโตในหินได้เหมือนต้นไม้ที่เติบโตได้ในดิน โดยมันจะขยายตัวครอบคลุมอะตอมอื่นที่อยู่ใกล้เคียง เหมือนหยดอำพันที่ครอบคลุมตัวยุงในภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park

ครั้นเมื่อนักวิจัยได้วิเคราะห์ชนิดของอะตอมที่ถูกครอบคลุม เขาก็รู้สาเหตุที่ทำให้เพชรมีสีน้ำเงิน ทั้งนี้เพราะตามปกติน้ำทะเลมี boron และในเปลือกทวีปก็มีเช่นกัน ดังนั้นเวลาเปลือกทวีปส่วนที่เป็นท้องมหาสมุทรเคลื่อนที่ลงๆ มันจึงถูกอัดด้วยความดันสูง จนได้เพชรสีน้ำเงินในที่สุด

ส่วนเพชรสันติที่มีสีเหลืองนั้น เพราะมีอะตอมไนโตรเจนแฝงอยู่ในโครงผลึกของคาร์บอน

อ่านเพิ่มเติมจาก “How do diamonds form? They don’t form from coal” โดย Hobart King ใน Geology and Earth Science News and information วันที่ 30 October 2013

สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์



กำลังโหลดความคิดเห็น...