xs
xsm
sm
md
lg

ประวัติความเป็นมาของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับนกพิราบ

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

ฝูงนกพิราบในเมืองที่อินเดีย (Tauseef MUSTAFA / AFP)
ทุกวันนี้สรรพสิ่งในเมืองและรอบเมืองมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะเรามีการสร้างตึกระฟ้า ตัดถนนหนทาง ซื้อรถยนต์ รวมถึงการอพยพผู้คนจากชนบทเข้าเมืองก็มากขึ้นทุกวัน ซึ่งหมายความว่า มลพิษที่เกิดตามมาจากการทิ้งขยะ การปลดปล่อยเขม่ารถยนต์ และฝุ่นละอองที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของคนในเมืองก็มากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดี สำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น สัตว์และพืชก็ต้องมีการปรับพฤติกรรมเพื่อการอยู่รอดเช่นกัน สำหรับพืชนั้นไม่สามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของมันได้มาก แต่สัตว์มีโอกาสมากกว่า เพราะสามารถเคลื่อนที่ได้ดีกว่า โดยเฉพาะสัตว์ประเภทนก

ด้วยเหตุนี้คนเมืองจึงมักเห็นนกนานาชนิด เช่น นกพิราบ กา นกเขา นกกระจอก และนกเอี้ยง ฯลฯ บินไปมาเพื่อหาอาหาร หาคู่ หาที่อยู่ และส่งเสียงร้องในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ ลอนดอน นิวยอร์ก จนทำให้บางคนรู้สึกรำคาญ ยิ่งเมื่อรู้ว่า นกพิราบเป็นพาหะที่สามารถนำโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (encephality) โรคเยื่อหุ้มประสาทอักเสบ (meningitis) ไข้หวัดนก ไวรัสตับอักเสบซี ไข้กาฬนกนางแอ่น และปอดอักเสบเฉียบพลันมาสู่คนได้ ความวิตกกังวลของคนเมืองก็ยิ่งมากเพราะอาจติดเชื้อจากการอยู่ท่ามกลางฝูงนก แต่เมื่อได้เห็นนกพิราบบินมาจิกอาหารในมือของนักท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยว บรรยากาศที่เป็นเสมือนเทพนิยายได้สร้างความอบอุ่นในใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ด้านคนที่ขายอาหารให้นกพิราบก็ชอบใจ เพราะมีรายได้จากนักท่องเที่ยว

เมื่อนกพิราบมีจำนวนมากขึ้นๆ การแย่งหาอาหารตามที่สาธารณะของบรรดานกก็ยิ่งมาก นกจึงต้องบินไปหาอาหารตามสถานที่ส่วนบุคคล เช่น ที่บ้าน เพื่อกินเศษอาหารที่คนทิ้ง รวมถึงเศษขยะด้วย เพราะเมืองส่วนใหญ่ในทุกวันนี้มีโครงสร้างที่เป็นอาคารคล้ายๆ กัน คือมีตึกสูงเหมือนๆ กัน มีพฤติกรรมทิ้งเศษอาหาร และขยะเหมือนๆ กัน มีสภาพอากาศที่เป็นพิษคล้ายกัน ดังนั้นเมืองใหญ่ในโลกแทบทุกเมืองจึงมีนกพิราบเป็นสัตว์ประจำเมืองเหมือนๆ กัน

มนุษย์กับนกพิราบได้ดำรงชีพอยู่คู่กันตั้งแต่ยุคหินใหม่ (Neolithic period) เมื่อ 10,000 ปีก่อน หลังจากที่มนุษย์ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการร่อนเร่ในป่าเพื่อล่าสัตว์มาอยู่รวมกันเป็นหลักแหล่ง และเริ่มสร้างอารยธรรมในดินแดนตะวันออกใกล้ ด้วยการทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชเพื่อยังชีพ การทิ้งเศษอาหารที่เหลือจากการบริโภค และการโปรยธัญพืชให้นกจิกกิน มีส่วนทำให้นกพิราบติดตามมาอาศัยอยู่ใกล้คน

ความผูกพันระหว่างคนกับนกพิราบจึงมีมากขึ้นๆ จนถึงปลายยุคน้ำแข็ง อากาศที่อบอุ่นทำให้ประชากรนกแพร่กระจายขึ้นไปทางซีกเหนือของโลก โดยเฉพาะในแถบเหนือของอินเดีย ตะวันออกกลาง อิหร่าน กรีซ อิตาลี ตอนใต้ของฝรั่งเศส สเปน อิรัก ชายทะเล Balkan และบริเวณภูเขา Atlas ทางตอนเหนือของแอฟริกา ทั้งนี้เพราะนกพิราบต้องการพื้นที่ทำรังในบริเวณที่มีน้ำและอาหารอุดมสมบูรณ์ ดินแดนเหล่านี้จึงกลายเป็นถิ่นอาศัยของนกพิราบ

ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการสร้างที่อยู่อาศัยทำให้มนุษย์มีบ้านพักที่อาศัยที่มั่นคงแข็งแรง นกพิราบจึงได้โอกาสบินเข้ามาอาศัยอยู่บนหลังคาบ้าน และในบริเวณใกล้บ้านที่คนสร้าง

การขุดพบกระดูกของคนและนกพิราบฝังอยู่รวมกันในดินแดน Mesopotamia ทำให้เรารู้ว่า ชาว Sumerian นับถือนกพิราบเป็นนกศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของเทพธิดา Ishtar แห่งความอุดมสมบูรณ์ และการเจริญพันธุ์ ซึ่งก็ตรงกับธรรมชาติของนกพิราบที่สืบพันธุ์บ่อย และมีช่วงเวลาของการเจริญพันธุ์ที่ค่อนข้างนาน

หลังยุคหินใหม่ การแพร่หลายของการทำเกษตรกรรมได้กระจายไปทั่วดินแดนตะวันออกกลาง อินเดีย อียิปต์ และยุโรปตะวันออก มนุษย์เริ่มรู้จักปลูกข้าวสาลี ข้าวบาเลย์และเลี้ยงสัตว์ การค้าขายข้ามถิ่นอาศัย และระหว่างประเทศเริ่มบังเกิด โลกเริ่มมีอารยธรรมของการเลี้ยงสัตว์ นกพิราบจึงได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งด้วย ดังมีภาพวาดตามผนัง พีระมิด และกำแพงวิหารของอียิปต์ที่มีภาพนกพิราบ ห่าน และเป็ดที่ชาวอียิปต์นิยมเลี้ยงตามบ้าน และในแม่น้ำไนล์ ในกรีซก็มีภาพวาดของนกพิราบปรากฏอยู่บนแจกันรูปนั้น และอนุสาวรีย์ เป็นรูปนกพิราบถูกประคองอยู่ในมือเด็กโดยไม่ได้แสดงอาการขัดขืนใดๆ ผู้เฒ่า Pliny ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์โรมัน ได้เขียนบันทึกว่า ชาวโรมันที่มีบ้านในเมืองได้สร้างหอคอยสูงให้นกพิราบอาศัย แต่ให้มันหาอาหารกินเอง โดยไม่มีใครสนใจเลี้ยง ส่วนคนโรมันที่ยากจนซึ่งต้องเช่าบ้านอยู่ก็สามารถเลี้ยงนกพิราบได้ โดยให้มันกินเศษอาหารเหลือๆ และต้องจ่ายเงินให้เจ้าของที่ดิน ซึ่งอ้างว่า นกพิราบได้มาเช่าที่ทำมาหากินเหมือนคน ผู้เฒ่า Pliny ยังได้กล่าวถึงนกพิราบว่า มีหลายสายพันธุ์ และมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกัน

ในระยะแรกๆ จำนวนนกพิราบที่เลี้ยงมีจำนวนไม่มาก แต่การแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้ประชากรมีมากจนสร้างปัญหาให้ชาวเมือง เพราะมูลนกที่ถ่ายออกมารดตามรูปปั้น อนุสาวรีย์ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ได้ทำให้วัสดุก่อสร้างสึกกร่อน และเสียโฉม จนการบูรณะให้กลับสู่สภาพเดิมเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การขับถ่ายของนกพิราบจึงมีส่วนในการทำลายศิลปวัตถุของมนุษย์

เมื่อถึงยุคปฏิรูปอุตสาหกรรม พื้นที่การทำเกษตรกรรมได้ลดลง อาหารที่นกเคยได้กินก็เริ่มลดตาม นกพิราบจึงต้องบินออกนอกเมืองเพื่อหาอาหารโดยไปกินพืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวนา ชาวไร่ จนคนเหล่านั้นเห็นนกพิราบเป็นศัตรูที่สร้างความรำคาญ และทำลายรายได้ จึงหาทางกำจัดโดยการประดิษฐ์ปืนลูกปราย (shotgun) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้ยิง จนการยิงปืนฆ่านกพิราบได้กลายเป็นกีฬายอดนิยมประเภทหนึ่ง

ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา การเดินทางข้ามมหาสมุทรเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ และการล่าอาณานิคมของชาวโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศสได้ผลักดันให้มีการทำธุรกิจระหว่างประเทศมากขึ้น นกพิราบก็ได้ติดตามพ่อค้าวาณิชเหล่านี้ในการเดินทางไปทั่วโลก

ณ วันนี้พิราบเป็นนกที่คนทั่วโลกรู้จักดี แต่ไม่ใกล้ชิด เพราะมันจะไม่ให้คนเข้าใกล้มาก โดยจะโผบินหนี แต่ก็ไปไม่ไกล แม้แต่พวกมันด้วยกัน ก็ไม่ยินยอมให้เข้าใกล้ ดังที่เราจะเห็น เวลาฝูงนกบินไปเกาะตามสายไฟฟ้าหรือกิ่งไม้ มันจะเกาะห่างจากกันเป็นระยะทางเท่าๆ กัน อย่างไม่ตั้งใจ และถ้ามีนกตัวหนึ่งตัวใดบินเข้าไปเกาะใกล้ตัวอื่นมากไป มันจะถูกจิกให้ถอยห่างทันที

นกพิราบ (Columbia livia) อยู่ในวงศ์ columbidae ที่มี 289 สปีชีส์ รูปร่างลักษณะมีคอสั้น ศีรษะเล็ก จะงอยปากแหลม ช่วงปีกกว้าง และมีกล้ามเนื้อปีกที่แข็งแรงสามารถบินได้ชั่วโมงละ 80 กิโลเมตร ชอบอาศัยอยู่ใกล้อาคารขนาดใหญ่ เช่น วัด อนุเสาวรีย์ เพราะที่นั่นไม่มีคนเจตนาร้ายต่อมัน ชีวิตของมันจึงไม่ถูกรบกวนมาก นอกจากนี้อาคารขนาดใหญ่ เช่น ตึกสูงยังช่วยป้องกันลมมิให้พัดแรง มันจึงสามารถบินได้อย่างสะดวก และบริเวณที่ว่างระหว่างตึกก็ยังทำหน้าที่เป็น “หน้าต่าง” ให้มันบินผ่านได้อย่างสะดวกด้วย ดังนั้นในบริเวณนี้จึงมักมีมูลนกพิราบมากกว่าในบริเวณอื่นๆ

การศึกษาพฤติกรรมหาคู่ของนกพิราบเป็นเรื่องหนึ่งที่นักปักษีวิทยาสนใจ เช่น เมื่อถึงเวลาเกี้ยวพาราสี ตัวผู้จะส่งเสียงร้องให้ตัวเมียได้ยิน มันจะเดินกระดกศีรษะขึ้นๆ ลงๆและส่งเสียงขัน ซึ่งถ้าตัวเมียสนใจ มันจะแสดงท่าทางขออาหาร แล้วตัวผู้จะอ้าปากให้ตัวเมียคาบอาหารจากปากไปกิน จากนั้นตัวเมียจะคุกเข่าลงให้ตัวผู้ขึ้นยืนบนหลัง การมีเพศสัมพันธ์มักจะไม่เกิด ถ้าบรรยากาศสงบเงียบ แต่ถ้ามีเสียงอึกทึก การแพร่พันธุ์จะเกิดบ่อย เมื่อถึงเวลาฟักไข่ ตัวเมียและตัวผู้จะผลัดกันทำหน้าที่ เช่น ตัวเมียจะนั่งฟักไข่ไปจนถึงเวลาเที่ยงวัน แล้วให้ตัวผู้เข้ามาทำหน้าที่แทนเพื่อตัวเมียจะได้ออกไปหาอาหารกินจนอิ่ม แล้วกลับมาฟักไข่แทนตัวผู้ต่อจนถึงเวลาเที่ยงของวันต่อมา

ความสามารถในการบินกลับรังของนกพิราบเป็นความสามารถพิเศษอีกประการหนึ่งที่นกอื่นๆ ทำไม่ได้ ดังบันทึกของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1916 ที่กล่าวถึง มีนกพิราบตัวหนึ่งได้รับเหรียญกล้าหาญ Legion d’ Honneur ในฐานะที่เป็น วีรปักษา” เพราะได้นำข้อความของนายทัพฝรั่งเศสไปแจ้งให้ชาวเมือง Verdun ที่ถูกข้าศึกโอบล้อมทราบ แม้มันจะถูกยิงตายโดยทหารเยอรมันก็ตาม แต่ชาวฝรั่งเศสก็จำวีรกรรมครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี เมื่อถึงช่วงเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอากาศอังกฤษได้นำกล่องบรรจุนกพิราบใส่ในบอลลูนให้ร่อนลงนอกเขตที่ข้าศึกกำลังยึดครอง เพื่อให้ชาวเมืองสามารถส่งข่าวถึงลอนดอนได้

ในการศึกษาความสามารถด้านนี้ นักชีวฟิสิกส์ (biophysicist) ได้ถ่ายภาพรังสีเอ็กซ์ผ่านสมองของนก และพบว่ามีสามบริเวณในสมองที่มีธาตุเหล็กค่อนข้างมาก การย้อมสีเซลล์ประสาทในบริเวณนั้นทำให้เห็นการทำงานของสนามแม่เหล็กอย่างชัดเจน

สมองนกจึงเปรียบเสมือนว่ามีแท่งแม่เหล็กขนาดจิ๋วทำหน้าที่เป็นเข็มทิศชี้บอกนกให้บินตามเส้นสนามแม่เหล็กโลก

ในวารสาร Animal Cognition ฉบับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ William Roberts แห่ง Western University ในแคนาดาได้ศึกษาความสามารถของสมองนกพิราบในการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องโอกาสความเป็นไปได้ (probability) โดยได้ทดลองกับนกพิราบ 8 ตัว และให้อยู่ในกรงแยกกัน ในแต่ละกรงมีปุ่มไฟ 2 ปุ่มให้นกจิก โดย Roberts จะกดให้ปุ่มสว่างและมืดอย่างเป็นจังหวะ ไม่แน่นอน และเมื่อใดที่นกพิราบจิกปุ่มสว่าง มันก็มีโอกาสจะได้อาหาร และมีบางครั้งที่มันไม่ได้อาหาร

ในการทดลอง Roberts ได้ทำให้ปุ่มไฟแต่ละปุ่มสว่าง 24 ครั้ง และมีปุ่มหนึ่งที่สว่าง 18 ครั้งแล้วนกได้อาหารโอกาสการได้อาหารสำหรับปุ่มนี้จึงเท่ากับ 75% ส่วนอีกปุ่มหนึ่ง มีเวลาสว่าง 6 ครั้งที่นกจะได้อาหาร จึงคิดเป็น 25%

เมื่อทุกอย่างพร้อม นักทดลองก็ประจักษ์ว่า นกทั้ง 8 ตัว ชอบจิกปุ่ม (75%) ที่จะทำให้มันได้อาหาร โดยจิกบ่อยถึง 85% ของเวลาที่ให้มันเป็นสัตว์ทดลอง ในการทดลองโดยใช้นกพิราบอื่น และใช้การทดลองรูปแบบเดียวกัน ที่มีความถี่ของการให้อาหารแตกต่างกัน ผลก็ยังเหมือนเดิม คือ นกพิราบมีความสามารถทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โอกาสความเป็นไปได้ เหมือนสัตว์พวก primate

เมื่อเร็วๆ นี้ Benno Schilthuizen ได้เรียบเรียงหนังสือชื่อ Darwin Come to Town: How the Urban Jungle Drives Evolution ซึ่งจัดพิมพ์โดย Picador ปี 2018 ในหนังสือนี้ผู้เขียนได้ให้ประเด็นที่เป็นข้อคิดว่า มนุษย์คือสาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปอาศัยตามที่ต่างๆ อยู่ทั่วโลก ดังนั้น เมื่อมนุษย์ในเมืองเปลี่ยนแปลงสภาพของเมืองที่ตนอาศัย สัตว์อื่นๆ (นกพิราบ) ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์มานานหลายพันปีก็ต้องปรับตัวและปรับพฤติกรรมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปด้วย นั่นคือชีวิตของมนุษย์และสัตว์มีวิวัฒนาการตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและในเวลาเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมก็บังคับให้สัตว์และมนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย นี่จึงเป็นวิวัฒนาการแบบวงจรเปิด ที่ทุกชีวิตกับสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกัน แบบ eco-evolutionary dynamics ที่แม้แต่ Darwin ก็ไม่รู้มาก่อน เพราะขณะ Darwin พัฒนาทฤษฎีวิวัฒนาการนั้น เขาพำนักอยู่ที่ Down House ซึ่งอยู่ในชนบท โดยไม่ได้เข้ามา London ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ และถ้า Darwin ได้มาเห็นชีวิตในเมืองบ้าง เขาก็คงพบความจริงเรื่องพลศาสตร์ของวิวัฒนาการเชิงนิเวศแล้ว

เกี่ยวกับผู้เขียน สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น...