เมื่อเอ่ยถึงประเทศอัฟกานิสถาน ใครๆ ก็ขยาดกลัวการจะไปเยือน เพราะที่นั่นมีพวกนักรบ Taliban ที่ชอบการลอบวางระเบิด และการสังหารคนที่คิดว่าเป็นศัตรูอย่างเลือดเย็น ในทุกหนแห่งอย่างไม่เลือกปฏิบัติ แม้ในเมืองหลวง Kabul ที่มีการอารักขาเป็นอย่างดี ยิ่งถ้าเป็นหัวเมือง เช่น Herat, Kandahar และ Balkh แล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะเต็มไปด้วยอันตรายทั่วหัวระแหง
แต่ทุกวันนี้มีทีมนักโบราณคดีซึ่งประกอบด้วยชาวอเมริกันและชาวอัฟกานิสถานกำลังค้นหา และค้นพบโบราณสถานนับพันแห่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน เพราะสถานที่เหล่านี้ตั้งบนเส้นทางสายไหม อันเป็นเส้นทางการค้าและเป็นถนนวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อระหว่างจีนกับยุโรปในสมัยกลาง และได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา หรือถูกภัยธรรมชาติทำลาย
ผลที่ตามมาคือ ชาวอัฟกานิสถานปัจจุบันเริ่มรู้ความเป็นมาของคนในชาติ และทำให้ประชาชนของประเทศมีจิตสำนึกที่จะปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม และอารยธรรมของชาติตนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
โครงการสำรวจทางโบราณคดี Afghan Heritage Mapping Partnership นี้เป็นโครงการที่ใช้ดาวเทียมพาณิชย์ และดาวเทียมสอดแนมทางทหาร กับโดรน (drone) ในการถ่ายภาพระยะไกลอย่างละเอียดทั้งประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่อันตรายที่มีนักรบ Mujahedin ควบคุม จนไม่มีใครกล้าเข้าไปย่างกราย
ผลการสำรวจเบื้องต้นได้ถูกนำออกเปิดเผยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งได้แสดงให้เห็นโครงสร้างของบ้าน สถานที่พักของกองคาราวานอูฐ และอาคารพักผ่อนสำหรับนักเดินทางไกลที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อน และได้ถูกทำลายไปเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เอง ภาพถ่ายยังแสดงให้เห็นเส้นทางของคลองในอดีตจำนวนมาก แต่ปัจจุบันร่องน้ำเหล่านั้นได้แห้งเขิน เพราะถูกดินและทรายกลบทับ จนชาวบ้านไม่สามารถเห็นมันได้อีกต่อไป
การเห็นซากที่เป็นร่องรอยเหล่านี้ได้รับการยืนยันและสนับสนุนจากปากคำของชาวพื้นเมืองและพวกอพยพร่อนเร่ที่มีอาวุโสมาก ว่าสิ่งที่เห็นและที่คิด คือ สิ่งที่เป็นของจริง
ความสำเร็จในการสำรวจระยะไกลที่เกิดขึ้น ทำให้คนทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความรู้สึกดีว่าสิ่งที่ได้ทำไปเป็นการสำรวจที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีความปลอดภัยมากด้วย เพราะไม่มีนักสำรวจคนใดเสียชีวิตในหน้าที่เลย
ในปี 2014 Gil Stein นักโบราณคดีชาวอเมริกันในสังกัดมหาวิทยาลัย Chicago ในรัฐ Illinois ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ริเริ่มโครงการนี้ จึงรวบรวมบรรดาคนที่สนใจ และจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจระยะไกลมา เพื่อเข้าพบประธานาธิบดี Mohammad Ashraf Ghani แห่งอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นนักโบราณคดีที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Chicago เมื่อบุคลากรจากทั้งสองฝ่ายคือ อเมริกาและอัฟกานิสถานมีความเห็นสอดคล้องกัน Ghani จึงมอบให้ Stein เป็นหัวหน้าโครงการค้นหาอดีตความเป็นมาของชาว Afghanistan อย่างละเอียด เพราะเชื่อว่าการรู้ที่มาของชาติจะทำให้ประชาชนหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรม และจะนำประเทศไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไป
ดังนั้นในปี 2015 เมื่อได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 70 ล้านบาทจากกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา Stein กับทีมก็ลงมือทำงาน จนได้เห็นร่องรอยของสิ่งที่เรียกว่า caracansary ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีบริเวณตรงกลางว่างเปล่าให้เหล่านักเดินทางข้ามทะเลทรายได้พักผ่อนในเวลากลางคืน เพื่อจะได้มีแรงเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น อาคารจำนวน 119 อาคารนี้ถูกสร้างขึ้นในปลายคริสตศตวรรษที่ 16 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 และตั้งอยู่เรียงกันไป โดยห่างกันทุกระยะทาง 20 กิโลเมตร ตัวอาคารถูกสร้างด้วยดินโคลน และมีอาณาบริเวณใหญ่ประมาณสนามฟุตบอล จึงสามารถให้คนนับร้อย หรืออูฐนับพันพำนักอยู่ได้
เส้นทางสายไหมนี้เชื่อมโยงอาณาจักร Safavid ของอิหร่านโบราณ (ซึ่งมีเมือง Isfahan เป็นศูนย์กลาง) กับอาณาจักร Mughal ของอินเดีย โดยคาดหวังว่า กองคาราวานจะขนผ้าไหม เครื่องเทศ อัญมณี รวมถึงไม้หอมจากอินเดีย และเครื่องปั้นดินเผากับปลาแห้งจากจีนไปยุโรป การสร้างอาคาร caravansary ตลอดเส้นทางอย่างสม่ำเสมอแสดงให้เห็นความรู้ของคนโบราณที่ถนัดการออกแบบและการวางแผนการปกครองในสมัยนั้นว่าสามารถดำเนินการทุกเรื่องได้อย่างเป็นระบบ เพื่อความปลอดภัยทั้งของสินค้า และของนักเดินทาง
ข้อมูลที่ได้นี้จึงขัดกับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า อาณาจักร Safavid ของอิหร่าน ซึ่งมีอาณาเขตตั้งแต่ตุรกีจรดปากีสถาน กำลังจะล่มสลายในช่วงคริสศตวรรษที่ 16-17 ข้อมูลใหม่ยังได้แก้ไขความเชื่อเดิมที่คลาดเคลื่อนว่า เมื่อนักสำรวจ Vasco da Gama ชาวโปรตุเกสเดินทางเรือจากโปรตุเกสถึงมหาสมุทรอินเดียได้ในปลายคริสตศตวรรษที่ 15 แล้ว เส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่เอเชียก็เปิดออก ทำให้ไม่มีใครสนใจจะใช้เส้นทางบกจากอินเดียถึงอิหร่านอีก แต่ข้อมูลดาวเทียมที่ได้กลับแสดงว่ากองคาราวานอูฐยังใช้เส้นทางที่ตนเคยชินต่อไปอีกร่วม 100 ปี
Vasco da Gama เป็นนักเดินเรือชาวโปรตุเกสที่ประสบความสำเร็จในการบุกเบิกเส้นทางเรือจากโปรตุเกสถึงอินเดียโดยอ้อมไปทางใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านแหลม Good Hope ในปี 1498 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ Emanuel ที่ 1 แห่งโปรตุเกส เพราะพ่อค้าชาวยุโรปถูกกองโจรมุสลิมโจมตีและขัดขวางการขนส่งสินค้าตามเส้นทางสายไหมในการซื้อขายกับพ่อค้าในเอเชีย ทำให้ผู้ต้องการเส้นทางใหม่
da Gama กับขบวนเรือสามลำจึงออกเดินทางเมื่อวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ.1497 (ตรงกับรัชสมัยพระรามาธิบดีที่ 2) จาก Lisbon ถึงอ่าว St. Helena ในแอฟริกาใต้ โดยใช้เวลา 4 เดือน จากนั้นได้พยายามอ้อมแหลม Good Hope เป็นครั้งแรก ซึ่งในเวลานั้นเป็นเรื่องยาก เพราะคลื่นลมแรงมากจนลูกเรือกลัวการจมน้ำตาย แต่ da Gama ก็ปราบกบฎบนเรือได้สำเร็จ และขณะเรือแวะพักที่ Malinde da Gama ได้พ่อค้าชาวอินเดียที่มีประสบการณ์มากในการนำขบวนเรือของเขาข้ามมหาสมุทรอินเดียได้สำเร็จ จนถึงเมือง Calicut (Kozhikode ในปัจจุบัน) ชาวโปรตุเกสจึงเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เดินทางถึงอินเดีย แต่เมื่อได้เห็นพ่อค้ามุสลิมจำนวนมากมาทำธุรกิจในเมือง da Gama ก็ไม่พอใจ จึงทูลกษัตริย์ Zamorin ให้ทรงขับไล่มุสลิมทุกคนออกจากเมือง แต่กษัตริย์ทรงไม่ฟัง เมื่อชาวมุสลิมเห็นชาวยุโรปจะมาแย่งตลาดการค้าจึงยุยงชาวฮินดูให้ต่อต้าน กองทหารของ da Gama จึงต่อสู้และสามารถเอาตัวรอดกลับบ้านเกิดได้ แต่ก็ได้ทิ้งทหารไว้ 40 คน เป็นยามยึดพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ เพื่อจะได้กลับมายึดประเทศ เมื่อมีกองทัพที่เข้มแข็งเดินทางมาด้วย
การพบเส้นทางใหม่ในการเดินทางจากยุโรปไปอินเดีย ซึ่งเป็นอาณาจักรเครื่องเทศทำให้กษัตริย์ Emanuel ที่ 1 ทรงโสมนัสมาก จึงทรงโปรดให้ da Gama เป็นขุนนางชั้นสูง และทรงโปรดให้คนทั้งชาติจัดงานเฉลิมฉลองการเดินทางครั้งสำคัญนี้ด้วย
แต่เมื่อพระองค์ทรงได้ข่าวว่า ชาวโปรตุเกสที่ da Gama ทิ้งให้เป็นยามถูกชาวอินเดียฆ่าหมด พระองค์ทรงพิโรธมาก จึงทรงให้ da Gama ยกทัพเรือ 10 ลำ ออกเดินทางในปี 1502 เพื่อปราบ “กบฎ” และฆ่าผู้คนล้างเผ่าพันธุ์ โดยใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มทหารจนตายราบคาบ แล้วจับชาวบ้านไปทรมาน และกระทำทารุณกรรมอย่างเลือดเย็นเป็นการแก้แค้น เช่น จับนักบวชมุสลิม 400 คนขังบนเรือ แล้วจุดไฟเผาเรือ มีการตัดหูคนออกแล้วเย็บหูสุนัขแทน เป็นต้น
การมีเทคโนโลยีสังหารที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้ da Gama สามารถยึดเมืองต่างๆ เช่น Calicut และ Mosambique ได้ แล้วขนอัญมณีกับเครื่องเทศกลับโปรตุเกสในปริมาณมาก คุณความดีนี้ทำให้ da Gama ได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรีในกษัตริย์ Emanuel ที่ 1 ผู้มีหน้าที่ถวายคำแนะนำเกี่ยวกับภารกิจทุกประเภทในอินเดีย
ผลที่ตามมาคือกษัตริย์โปรตุเกสทรงวางแผนจะใช้เงินตราและความมั่งคั่งที่ได้จากการซื้อขายเครื่องเทศ ผ้าไหมและเครื่องปั้นดินเผาในการทำสงครามศาสนาเพื่อยึดครองนคร Jerusalem คืนจากพวกมุสลิม และกำจัดกองเรือมุสลิมให้หมดสิ้นจากมหาสมุทรอินเดีย จึงทรงวางแผนยึดครองอินเดีย (เหมือนกับที่ Christopher Columbus ยึดครองอเมริกา) และได้เดินทางเข้าจีนที่มณฑลกวางตุ้งกับมาเก๊า เมื่อได้เห็นความเจริญและความมั่งคั่งของจีน ชาวโปรตุเกสก็ยิ่งโลภ การมาถึงของ da Gama จึงเป็นการเปิดศักราชการล่าเมืองขึ้นของชาวยุโรปซึ่งมีผลทำให้อารยธรรมต่างๆ ในเอเชียแทบล่มสลายในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม การสำรวจระยะไกลยังแสดงให้เห็นอีกว่า ในบริเวณทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน คือในแถบโอเอซิสซึ่งอยู่ใกล้เมือง Balkh ที่อยู่ติดกับประเทศ Uzbekistan มีรายละเอียดของพื้นที่สำรวจขนาด 10x10 เซนติเมตร และลึก 50 เซนติเมตร ข้อมูลยังระบุอีกว่าแม่น้ำ Balkhab ได้เปลี่ยนเส้นทางการไหลในช่วงต้นคริสตศักราช ทำให้ถิ่นฐานของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำต้องเปลี่ยนไปด้วย และเมื่อทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Chicago สำรวจนับจำนวนหมู่บ้านและเมืองก็พบว่า แหล่งชุมชนเหล่านี้จำนวนนับพันได้กระจัดกระจายอยู่ไปทั่วประเทศ นั่นแสดงว่าในสมัยนั้นอัฟกานิสถานมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นกว่าที่เคยคิด การวัดอายุของโบราณสถานเหล่านี้เพียงไม่กี่แห่งประกอบกับการรู้อายุของพื้นที่ๆ แม่น้ำไหลผ่านทำให้นักประวัติศาสตร์รู้เวลาที่คนโบราณอพยพย้ายถิ่นอาศัย
ย้อนอดีตไปเมื่อ 40 ปีก่อน ทีมนักโบราณคดีอเมริกันและอัฟกานิสถานได้เคยสำรวจอาณาบริเวณที่เรียกว่า Sistan และ Helmand ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 40,000 ตารางกิโลเมตร แต่ในเวลานั้นประเทศอัฟกานิสถานกำลังถูกรัสเซียรุกรานและยึดครอง ถึงปี 1979 การสำรวจจึงต้องหยุดดำเนินการ มาบัดนี้ สถานการณ์ที่ดีขึ้น ทำให้คณะวิจัยต้องเริ่มต้นใหม่ หลังจากที่ได้หยุดไปนาน ข้อมูลใหม่ที่ได้กับข้อมูลเดิมที่มีแสดงให้เห็นว่า มีสถานที่อีกประมาณ 200 แห่งที่เคยรุ่งเรืองในยุคของอาณาจักร Parthian เมื่อต้นคริสตศักราช ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่อาณาจักรโรมันกำลังเรืองอำนาจ เพราะพื้นที่ทั้งประเทศมีระบบคลองชลประทาน ทำให้ประชาชนต้องทำเกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง คณะสำรวจยังได้เห็นพื้นที่หนึ่งมีสถูปเจดีย์ทางพุทธศาสนา และศาสนสถานของชาว Zoroastrian กับของชาวกรีก เพราะได้พบแผ่นหินที่มีอักษรจารึกเป็นภาษากรีก และภาษา Aramaic
ในการป้องกันมิให้โบราณสถานและโบราณวัตถุเหล่านี้ถูกทำลาย Stein ได้ร่วมมือกับสถาบันโบราณคดีแห่งอัฟกานิสถาน (Afghan Institute of Archaeology) ที่เมือง Kabul และมหาวิทยาลัย Kabul Polytechnic จัดทำระบบฐานข้อมูลทางโบราณคดีของประเทศอย่างละเอียด ก่อนที่วัตถุเหล่านี้จะถูกทำลายโดยพวก Taliban ซึ่งได้ทำลายพระพุทธรูปหิน Bamiyan ในปี 2001 ได้บุกทำลายและขโมยโบราณวัตถุที่ถูกเก็บสะสมในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่เมือง Kabul ไปมากมาย
แต่สิ่งที่ได้ทำให้ทีมวิจัยรู้สึกสะเทือนใจมากที่สุด คือการที่พวก Taliban บุกทำลายสถานที่นอกเขตยึดครองของตน เพราะ ณ วันนี้บริเวณดังกล่าวมีความขัดแย้งที่รุนแรงมาก พื้นที่จึงถูกตัดเป็นถนน และถูกแปลงสภาพเป็นเหมือง ถาวรวัตถุต่างๆ ในบริเวณนั้นจึงถูกขโมยไป โดยพวกโจรอารยธรรม
จึงเป็นว่าการสำรวจและทำแผนที่โดยดาวเทียม กำลังช่วยชาวอัฟกานิสถานปัจจุบันในการปกป้องอารยธรรมของชาติตน และกำลังสร้างความรักชาติให้เกิดขึ้นในดินแดนที่มีการแตกแยกทางอุดมการณ์มาเป็นเวลานาน
อ่านเพิ่มเติมจาก The Last Crusade: The Epic Voyage of Vanco da Gama โดย Nigel Cliff จัดพิมพ์โดย Atlantic ปี 2012
เกี่ยวกับผู้เขียน สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


