xs
sm
md
lg

นักวิจัยหาทางออก “ดินถล่ม” ให้แล้ว เหลือประชาชนปฏิบัติตาม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายนิวัติ บุญนพ แสดงแผนที่บริเวณที่ตั้งอยู่บนแนวกองหินถล่มโบราณ (Palaeo landslide) ซึ่งมีผลต่อการเกิดดินถล่ม โดยสีเขียวมีความเสี่ยงน้อย สีเหลืองมีความเสี่ยงปานกลาง และสีแดงมีความเสี่ยงมาก
นักวิจัยดินถล่มเผยวิจัยหาทางออกภัยพิบัติจากดินถล่มแล้ว เหลือเพียงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงนำไปปฏิบัติ พร้อมทั้งการกำหนดมาตรฐานทางกฎหมายซึ่งอยู่ระหว่างการร่าง ระบุนำแนวทางแก้ปัญหาลงไปใช้ในพื้นที่จริงได้ผลสำเร็จ 70-80% ส่วนที่ยังไม่สำเร็จเพราะประชาชนไม่ปฏิบัติตาม

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดแถลงข่าว “ดินถล่มและระบบเตือนภัยในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 10 ส.ค.61 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 สกว.อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์ โดยมี รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หน่วยวิจัยดินถล่ม ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายนิวัติ บุญนพ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 และ ดร.สุธาสินี อาทิตย์เที่ยง วิศวกรโยธาปฏิบัติการ กลุ่มงานศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร สำนักควบคมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมแถลงข่าว

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวว่าจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2547 นั้นภัยพิบัติดินถล่มนั้นเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตอนใต้ของจีนมากถึง 80% และมีกรณีดินถล่มที่รุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่ ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน หลายครั้ง แต่ก็ไม่เกิดความสูญเสียเพราะไม่มีคนเข้าไปอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว

“เราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม เมื่อย้อนอดีตจะพบว่าไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน ประเทศไทยมีพื้นที่รอถล่มอยู่จำนวนมาก ทั้งภูเขาและพื้นที่มีความเจริญหรือขุดดินขายล้วนอันตราย จากสถิติที่เก็บข้อมูลจะเห็นว่าจำนวนครั้งการเกิดดินถล่มมีการกระโดดขึ้นในปี 2545 ขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังฟื้นจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยอาจเกิดจากปัจจัยเร่งการเกษตรและการส่งออกหรือไม่ต้องวิเคราะห์กันต่อไป”

จากการศึกษายังพบว่าดินถล่มตามธรรมชาตินั้นมีช่วงเวลาเกิดประมาณ 5-6 ปี ซึ่งในปี 2561 นี้ก็อยู่ในคาบของการเกิดดินถล่มพอดี โดยปัญหาดินถล่มส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ เพราะหินที่ทำให้เกิดดินถล่มบ่อยนั้นคือหินแกรนิต ซึ่งการกระจายอยู่ทางภาคเหนือและภาคใต้ ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นลักษณะทางธรณีวิทยาไม่เอื้อให้เกิดดินถล่ม

นักวิจัยยังพบสัมพันธ์ค่อนข้างชัดเจนระหว่างดินถล่มกับแนวรอยเลื่อนมีพลัง เพราะมีการเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ที่มีความชันสูง ดินสลายตัวเร็วกว่าตำแหน่งอื่น ส่วนการตัดต้นไม้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฝนที่ไม่มากนักเกิดการถล่มได้ แต่ฝนตกหนักและมีต้นไม้เยอะก็เสียหายได้เพราะเป็นธรรมชาติ เพียงแต่ตัดต้นไม้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการถล่มเร็วขึ้น บางครั้งเป็นการไหลลงไปในร่องน้ำที่ทางวิชาการเรียกว่า น้ำขุดเอาดินออกมา

ในส่วนของปัญหาดินถล่มตามธรรมชาตินั้น นักวิจัยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้พยายามหาแนวทางป้องกัน แม้ว่าทางที่ดีที่สุดคือไม่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ระบุว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเมืองไทยที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน และการเข้าไปจับจองพื้นที่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ อย่างไรก็ตามได้หาแนวทางเตือนและป้องกันในหลายๆ ทาง

สำหรับการเตือนภัยนั้น รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ระบุว่าต้องเตือนภัยล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มักเป็นพื้นที่ห่างไกล ได้มีเวลาขนย้ายหรืออพยพออกมา โดยนักวิจัยได้จัดทำระบบเตือนภัย Multi-way warning ล่วงหน้า 2-3 วัน เพื่อให้ผู้ตัดสินใจแจ้งเตือนคนในหมู่บ้าน ระบบดังกล่าวประสบความสำเร็จ 70-80% คือชาวบ้านเชื่อในระบบเตือนภัยแล้วย้ายออก จึงไม่เกิดการสูญเสียและไม่เป็นข่าว แต่ที่ไม่ประสบความสำเร็จคือชาวบ้านไม่ย้ายออกตามสัญญาณเตือน

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ดินถล่มที่เขาพนม จ.กระบี่ เมื่อ 20 มี.ค.2011 ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อคำเตือนแล้วย้ายออก แต่มีผู้เสียชีวิต 14 รายซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่ยอมย้ายออก นอกจากนี้ระบบเตือนภัยดังกล่าวยังเตือนที่ อ.บ่อเกลือ ก่อนเกิดจะเกิดเหตุล่วงหน้า 3 วัน แต่เนื่องจากวันที่ 2 หลังการเตือนนั้น ปริมาณน้ำฝนลดลง การเชื่อในคำเตือนจึงน้อยลง

ทว่า โมเดลดังกล่าวเตือนเฉพาะจุดไม่ได้ นักวิจัยจึงทำโมเดลที่สองที่เตือนได้เฉพาะจุด ซึ่งเป็นโมเดลแรกของอาเซียนที่ใช้ในการทำงานวิชาชีพจริง เช่น การวางท่อแก๊สผ่านพื้นที่ดินถล่ม โดยทำให้ชุมชนอ่านค่าง่ายๆ ได้จากปริมาณน้ำฝนและเตือนภัยตัวเอง ต่อมาพัฒนาเป็นกล่องเตือนภัยดินถล่มประจำบ้านส่งสัญญาณวิทยุจากบนภูเขา จนล่าสุดพัฒนาแอปพลิเคชัน LandslideWarning.Thai เมื่อกรอกข้อมูลแล้ว จะสามารถระบุสถานะในปัจจุบัน เตือนภัยล่วงหน้าได้ 3-4 วัน

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ในฤดูฝนถนนบนภูเขามักจะขาดและถล่ม จึงต้องแก้ไขที่มาตรฐานซึ่งแก้ยาก การทำถนนอนุญาตให้ตัดลาดชันมากที่สุด 45 องศา กรณีที่ตัดแล้วดินยังแห้งก็ไม่พัง แต่ถ้าฝนตกดินชุ่มก็ถล่ม จึงต้องใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมให้เกิดความปลอดภัย ต้องเข้าใจโครงสร้างทางวิศวกรรมว่ามีการใช้งานและบำรุงรักษา เมื่อลาดชันหมดอายุและผุพังก็ต้องมีการบำรุงรักษา ไม่ควรรอให้พังแล้วซ่อมแซม

“บางพื้นที่ เช่น ดอยช้าง จังหวัดเชียงราย มีหมู่บ้านที่คนอาศัยอยู่ถึง 6,000 คน กำลังขยับตัวลงไปที่ตีนดอยปีละ 50 เซนติเมตร ต้นไม้เอียง ถนนแยก กำแพงแยกพาบ้านลงไปด้วยทั้งที่ชันเพียง 10 องศา มวลดินเก่าเดิมที่เคยถล่มจากภูเขาด้านบน พื้นที่แบบนี้มีอยู่จำนวนมาก บางแห่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญก็อันตราย”

สำหรับปัญหาดินถล่มที่แม่สลองและภูชี้ฟ้า รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ระบุว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ในประเทศลาวก็เช่นกัน เพราะอาศัยอยู่ตามแนวสันเขา ซึ่งเสมือนจั่วบ้าน ปลูกบ้านตามลาดชันทำให้น้ำไหลไปตามร่องและขยายใหญ่ขึ้น บ้านตามแนวสันเขาจึงเลื่อนตัวลงมา พื้นที่ที่ไม่ใช่เขตควบคุมอาคาร

“ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหากฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ทั้งนี้เราได้ให้นักศึกษาถอดบทเรียนหมู่บ้านชาวเขาที่ดอยตุงซึ่งไม่มีปัญหาดินถล่ม พบว่ามีการบริหารจัดการน้ำอย่างดี แทบจะไม่มีพื้นที่เป็นดินเพื่อไม่ให้น้ำซึมลงดอย แต่ใช้วิธีกระจายน้ำปล่อยออกหลายๆ จุด และทำกำแพงกันดินอยู่ได้นานหลายสิบปี เราได้พัฒนาดัดแปลงทำอิฐรูปปิรามิดจากดินที่ไหลลงมาผสมกับซีเมนต์อัดเป็นแท่งตามรูปร่างที่ต้องการไว้ใช้ในชุมชน ซึ่งจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และมีหน่วยงานต่างๆ นำไปใช้

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่าที่น่าสนใจอีกประการ คือ การเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาถนนพังที่ประเทศลาว ซึ่งการขออนุมัติงบประมาณสร้างสาธารณูปโภคใดๆ จะต้องทำประเมินความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติก่อนจึงจะออกแบบก่อสร้างซึ่งต้องทำการป้องกันอย่างแข็งแรง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำกับประเทศไทยให้เกิดกระบวนการธรรมชาติที่จะนำเรื่องภัยพิบัติเข้าไปบูรณาการกับทุกหน่วย

“พื้นที่บ่อเกลือเป็นภูเขาที่มีแนวรอยเลื่อนตัดที่ซับซ้อนต่างจากที่อื่น สิ่งที่พบคือ จุดที่ถล่มเป็นชั้นหินทรายกับหินทรายแป้งเป็นชั้นๆ ชาวบ้านแจ้งว่าเคยเป็นถ้ำมาก่อน ฝนตกลงมาน้ำซึมลงไปตามพื้นที่รับน้ำบนภูเขาหินทรายซึ่งชันกว่าที่อื่น กัดไปเรื่อยๆ จนชะง่อนพัง พบว่ามีหินก้อนใหญ่กลมมนค้างอยู่บนเขา แปลว่าพังมานาน กับหินสี่เหลี่ยมที่แสดงว่าเพิ่งพัง พื้นที่นี้จึงเคยเกิดดินถล่มมาก่อน และในอนาคตก็จะมีตะไคร่ขึ้น จัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มเดิม ชาวบ้านควรย้ายออก นอกจากนี้ยังมีหลักฐานจากต้นไม้เอียงที่เติบโตขึ้นในแนวดิ่ง ที่แปลว่าเคยเกิดดินถล่มมาก่อนหน้านี้”

สิ่งที่ควรคุยต่อในอนาคต รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวว่าควรต้องมีระยะเว้นจากตีนเขาห่างออกไปตามทฤษฎี เท่ากับความสูง เช่น ความสูงบนเขา 5 เมตร ต้องเว้นระยะ 5 เมตร ทั้งนี้ได้หารือกับนายอำเภอเรื่องการย้ายพื้นที่หมู่บ้านออกไปจากจุดเสี่ยง และหาพื้นที่ทางเลือกที่เหมาะสม ซึ่งชาวบ้านต้องการอยู่ใกล้พื้นที่ทำกิน ทำลาดชันให้ดีขึ้น และระวังปัญหาเรื่องลมพายุ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของพื้นที่ด้วย

“พื้นที่ภัยพิบัติดินถล่มส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทับซ้อน มีรอยต่อของพื้นที่ราบกับภูเขา ต้องถามว่าเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ ควรทำโซนนิ่งและเอาตัวเองออกจากพื้นที่เสี่ยงให้เร็วที่สุด แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับชัดเจนแต่ประชาชนในพื้นที่และผู้นำก็ควรจะต้องดูตามความเป็นจริง ไม่ควรอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ไม่ปลูกสร้างอาคารหรือขยายสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม แต่ถ้าจะอยู่ต่อก็ต้องปรับตัวปรับพื้นที่ให้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย เลี่ยงร่องน้ำและร่องเขาเพราะเสี่ยงมากที่สุด ทั้งนี้ตำแหน่งดินถล่มจะอยู่ที่ความชัน 25-30 องศา ฝนตกหนักไม่ว่าเป็นป่าแบบไหนยังไงก็ไป พื้นที่อันตราย คือ ขอบเขตที่ดินที่ล้ำไปบนภูเขา”

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ได้ศึกษาร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อหาการเว้นระยะจากตีนภูเขาเท่าใดจึงจะปลอดภัย ปัญหาหลักขณะนี้คือ เรื่องกฎหมาย การอยู่อาศัยโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ในประเทศไทยมีจำนวนเยอะมาก ซึ่งเราต้องการ “นวัตกรรมทางกฎหมาย” ต้องมีเงื่อนไขทางกฎหมายและทางราชการ ไม่ใช้ราชการนำ แต่ใช้องค์กรไม่แสวงผลกำไรนำ แล้วราชการตาม ส่วนความคิดในเชิงปฏิบัติ ก็คิดนวัตกรรมแก้ภัยแล้งและดินถล่ม โดยสูบน้ำบาดาลขึ้นมาแล้วกรองเป็นน้ำดื่มในฤดูแล้ง ซึ่งกำลังดำเนินการและดูผลกระทบที่เกิดขึ้น

ด้านนายนิวัติ บุญนพ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 กล่าวว่า ไทยได้รับอิทธิพลจากแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียต่อเนื่องจากภูเขาหิมาลัยลงมาถึงทางภาคเหนือของพม่า ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ และทางตะวันตกของไทย เกิดการดันตัวและยกตัวขึ้นมา พื้นที่ตั้งของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือจึงเป็นแอ่งยุบตัวสลับภูเขาสูงขนาบรอบข้าง และมีรอยเลื่อนมีพลังเคลื่อนตัวเป็นจังหวะต่อเนื่องกัน

“มีรอยเลื่อนมีพลังที่เรียกกันว่า “รอยเลื่อนบ่อเกลือ” ขนานกับรอยเลื่อนปัว ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเกิดแผ่นดินไหวและแผ่นดินถล่ม ส่วนภูชี้ฟ้าอยู่ใกล้รอยเลื่อนแม่อิง และที่ภูทับเบิกมีรอยเลื่อนเพชรบูรณ์ ทั้งสามกรณีมีสิ่งที่ทางธรณีวิทยาเรียกว่า กองดินถล่มโบราณ โดยเฉพาะที่ภูทับเบิกกองใหญ่เท่าภูเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการเกิดดินถล่มนอกจากความชันของพื้นที่ รวมถึงปริมาณน้ำฝน การเปลี่ยนแปลงของป่าไม้ การตัดถนนหนทาง การปลูกพืชทางการเกษตร การมีชุมชนอาศัยอยู่ ทำให้เกิดพื้นที่เสี่ยงต่อชีวิต”

ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีได้จัดทำพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มรายภาคและรายจังหวัด ซึ่งคำนวณจากลักษณะทางธรณีวิทยาของหินว่ามีความทนต่อการผุกร่อนเพียงใด รวมถึงชุมชนอาศัย ที่ดิน ความลาดชันของพื้นที่ตั้งแต่ 30 องศาเป็นต้นไป โดยมีปริมาณน้ำฝนเป็นตัวตัดสิน พื้นที่สีแดงมีปริมาณน้ำฝน 100 มิลลิเมตรต่อวันก็ทำให้ถล่มได้ พื้นที่สีเหลืองปริมาณน้ำฝน 200 มิลลิเมตร และพื้นที่สีเขียว 300 มิลลิเมตร ขณะที่การศึกษาวิจัยพื้นที่ต้นแบบที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พบว่าเคยมีดินถล่มไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง รอบของการถล่มประมาณ 5,000 ปี ด้านล่างสุดเป็นชั้นกองดินถล่มโบราณที่มีอายุมากที่สุด

“จึงพิสูจน์ว่าหลายพื้นที่เคยมีการถล่มของดินจากที่สูงลงมาตามไหล่เขาตามธรรมชาติ จะเห็นได้ว่าลักษณะของการพัฒนาของภูเขาและแผ่นเปลือกโลก พื้นที่ภูเขาสูงธรรมชาติจะพยายามปรับสมดุลให้เป็นที่ต่ำลงมา ถ้ามนุษย์ไม่ไปขวางหรือยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติก็ไม่เป็นพื้นที่อันตราย แต่ถ้าไปเพิ่มแรงกระตุ้นก็จะทำให้เกิดการถล่มเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณากฎหมายเพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่เสี่ยงภัยต่อไป”

“พื้นที่บ้านห้วยขาบ บ่อเกลือ ไม่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย ควรหาพื้นที่อยู่ใหม่ และจัดระบบเฝ้าระวังเตือนภัยของหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเตรียมรับมือเหตุการณ์ที่พร้อมจะเกิดขึ้นเมื่อมีฝนตกติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2560 เราได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ธรณีพิบัติภัยรายภาค ตัวแทนรายลุ่มน้ำ 30 ลุ่มน้ำ เพื่อกระจายองค์ความรู้แก่เครือข่ายรอบนอก ขณะนี้จัดตั้งสำเร็จแล้ว 7 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำทางตะวันออกที่ระยอง ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำตาปี และที่นครศรีธรรมราช”

สำหรับที่ภูชี้ฟ้าพบว่าสภาพธรณีวิทยาพบร่องรอยดินถล่มโบราณเช่นกัน ภูเขาปูนถูกแปรสภาพเป็นหินอ่อน เมื่อผุพังกลายเป็นดินเหนียวปนทรายแป้งชั้นหนา พังถล่มได้ง่าย ขณะที่ภูทับเบิกมีสภาพเป็นงูเลื้อยขึ้นไปบนไหล่เขา ช่วงที่เกิดปัญหาเกิดรอยแยกบนถนนคล้ายขั้นบันได้ มีการเลื่อนไถลของแผ่นดิน เป็นดินที่อ่อนแอและมีการเสียสภาพของความสมดุลของดินใต้ถนน ด้านการเฝ้าระวังได้ให้คนในหมู่บ้านใช้กระบอกวัดน้ำฝน โดยพื้นที่ด้านล่างวัดทุก 24 ชั่วโมง ถ้าวัดได้ 100 มิลลิเมตรให้เก็บของ ถ้า 150 เตรียมย้ายของหนีภัยขึ้นไปด้านบน ถ้าได้ถึง 180 มิลลิเมตรมีโอกาสถล่มแน่นอน

ส่วน ดร.สุธาสินี กล่าวว่า กรมฯ กำลังร่างกฎหมายเกี่ยวกับดินถล่มเพื่อบังคับใช้ในอนาคต โดยข้อมูลทางวิชาการเบื้องต้นจะถูกนำไปอ้างอิงในการกำหนดมาตรการแต่ละพื้นที่ ทั้งพื้นที่เสี่ยงภัยระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล มาตรการหลัก โดยในทางวิศวกรรมจะมีการกำหนดการก่อสร้าง ลักษณะอาคารต้องห่างจากบริเวณดินถล่ม สร้างกำแพงคันดิน ขณะที่มาตรการทางกฎหมายต้องกำหนดความลาดชันที่เหมาะสม บริเวณที่ห้ามก่อสร้าง ข้อบังคับมาตรการการป้องกันการพังทลายของสิ่งปลูกสร้าง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง มาตรการการพังลายของดิน การขุดดิน ถมดินที่ถูกต้อง ไม่กีดขวางทางน้ำ

“ทั้งนี้ จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการควบคุมอาคาร ส่งต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อกำหนดกฎหมายต่อไป ส่วนที่จะทำได้เร็วเพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม คือ มาตรฐานก่อสร้างอาคารบริเวณเชิงเขาให้มีความปลอดภัย วิเคราะห์ความมั่นคงของพื้นที่ การป้องกันการพังทลายสำหรับพื้นที่ลาดเชิงเขา ติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องมือเตือนภัย เรากำลังร่างกฎกระทรวงซึ่งทางกรมฯ ได้จัดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ โดยมี รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ เป็นผู้นำเสนอ”
นายนิวัติ บุญนพ ยังแสดงถึงลักษณะรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์
ดร.สุธาสินี อาทิตย์เที่ยง
ลักษณะพื้นที่ก่อนถึงภูทับเบิก ซึ่งมีแนวถนนส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนกองดินถล่มโบราณ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถล่ม จึงต้องปิดการใช้งานถาวร และหาเส้นทางและทางออกใหม่
พื้นที่ดอยช้างตั้งอยู่บนกองดินถล่มโบราณ
สภาพดินถล่มที่เขาพนม จ.กระบี่ เมื่อปี 2547


กำลังโหลดความคิดเห็น...