ทุ่งนาที่ใช้เลเซอร์ช่วยปรับระดับพื้นที่ ไม่ใช่ของใหม่สำหรับทุ่งนาเมืองไทย แต่สำหรับชาวนาที่อีสานใต้นั้น นับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนการทำนาขนานใหญ่เลยทีเดียว แม้จะเพิ่มต้นทุนในช่วงแรก แต่นับก็เป็นจุดเริ่มต้นในการลดต้นทุนอื่นๆ ในการทำนา ซึ่งผลที่ตามมานั้น “เกินคุ้ม”
มองผ่านๆ เกรียงไกร จันทร์เพ็ง ก็ดูไม่ต่างจากชาวนาทั่วไป แต่เมื่อทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้นั่งลงคุยกับเขาถึงได้รู้ว่า เขานั้นเป็นชาวนามือใหม่ แต่ประสบการณ์ทำนาเพียง 3 ปีของเขานั้นทรงคุณค่ามากพอที่จะถ่ายทอดแก่ชาวนาอีกหลายคนที่ทำนามาชั่วชีวิต
เกรียงไกรเล่าให้ฟังว่า เขาเรียนมาในสายวิศวะ ทำงานอยู่ในวงการช่างมาทั้งชีวิต ประสบการณ์โดยตรงที่พอจะเกี่ยวข้องกับการเกษตรบ้างก็คือ การทำงานเกี่ยวกับ “เกษตรพันธสัญญา” (contract farming) ในลาว และทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการนา” คือเป็นผู้ให้เงินลงทุนทำนาแก่ภรรยา ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มของศูนย์ข้าวชุมชนตำบลโพธิ์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
จุดเปลี่ยนมาสู่วิถีชีวิตชาวนาเกิดขึ้นเมื่อภรรยาของเกรียงไกรเสียชีวิต เขาจึงต้องรับช่วงในการทำนาต่อในปี พ.ศ.2559 ซึ่งก่อนหน้านั้นภรรยาของเขาได้เข้าร่วมโครงการริเริ่มข้าวที่ดีแห่งเชีย (BRIA) เขาจึงต้องเป็นตัวแทนภรรยาเพื่อเข้าอบรมในโครงการดังกล่าว
เกรียงไกรเห็นว่าโครงการดังกล่าว “เข้าท่า” เนื่องจากได้รับความรู้ในการทำนา การเก็บเกี่ยว และยังมีตลาดรองรับข้าวที่ปลูก เมื่อสมาชิกในโครงการนำข้าวไปขายก็ได้ราคาดี ไม่โดนกดราคา อีกทั้งยังมีระบบจ่าย “โบนัส” แก่ผู้เข้าอบรมในโครงการ
“คนที่เข้าอบรมจะได้โบนัสเมื่อเข้าอบรมครบ 4 ครั้ง โดยได้รับเงินเพิ่ม 50 บาทต่อข้าวที่ผลิตได้ 1 ตัน และถ้าข้าวเรามีสิ่งเจือปนต่ำกว่า 3-5% จะได้โบนัสเพิ่มอีก 50 บาทต่อตัน และถ้าทำให้มีสิ่งเจือปนเหลือต่ำกว่า 2% ก็จะได้เพิ่มอีก 50 บาทต่อตัน รวมเป็นโบนัสทั้งหมด 150 บาทต่อตัน เป็นแรงจูงใจ มีตลาดที่แน่นอน” เกรียงไกรบอกถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ
เกรียงไกรมีที่นาอยู่ 25 ไร่ ที่ อ.วารินชำราบ ในจำนวนนั้นเขาแบ่งเป็นแปลงสาธิต 9 ไร่ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งสามารถผลิตได้ 5-6 ตัน และเก็บเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นไว้ใช้เอง 63 กิโลกรัม ที่เหลือเขานำไปขายได้กิโลกรัมละ 20 กว่าบาท ถือว่าได้ราคาดีกว่าขายข้าวทั่วไปที่ได้ราคาประมาณกิโลกรัมละ 11 บาท ส่วนข้าวสำหรับบริโภคนั้นเขาเก็บไว้บริโภคภายในครอบครัวเพียง 1 ตัน
“ความแตกต่างจากการทำนาทั่วไปที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้คือ ขายข้าวได้ราคาดีกว่า หรือขายในราคาเดียวกันแต่ก็ได้กำไรมากกว่า การทำนานั้นวัดกันที่ต้นทุน” เกรียงไกรสรุปบทเรียนที่ได้
แปลงนาสำหรับปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวของเกรียงไกรนั้น เป็นแปลงนาสาธิตในโครงการข้าวยั่งยืน (SRPs) ภายใต้โครงการตลาดนำการผลิต เพื่อเกษตรกรย่อย (Market Oriented Small Holder Value Chain) หรือ MSVC ซึ่งต่อยอดจากโครงการ BRIA ซึ่งก่อนการปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นที่นา 9 ไร่ดังกล่าวได้รับการปรับพื้นที่ให้ได้ระดับสม่ำเสมอ โดยใช้เครื่องเลเซอร์ช่วยวัดระดับ
ผลจากการปรับระดับที่นาให้สม่ำเสมอทำให้ต้นข้าวในแปลงนาสาธิตของเกรียงไกรนั้นมีลำต้นสูงสม่ำเสมอทั่วกัน และยังพบวัชพืชได้น้อย อีกทั้งยังมีสีเขียวขจี แตกต่างจากแปลงนารอบข้างที่มีต้นหญ้าแซม และต้นสูงไม่เท่ากัน
อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย ผู้จัดการโครงการตลาดนำการผลิต เพื่อเกษตรกรย่อย (Market Oriented Small Holder Value Chain) หรือ MSVC จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) กล่าวว่า การปรับที่นาด้วยเลเซอร์ในที่นาของเกรียงไกรนั้นเป็นแห่งแรกในอีสานใต้ ต่างจากนาภาคกลางที่มีใช้โดยทั่วไปอยู่แล้ว ซึ่งการปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอนั้นช่วยให้ชาวนาใช้ปุ๋ยน้อยลง ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อยลง จึงช่วยลดต้นทุน แต่เพิ่มผลผลิต
“การปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอทำให้ระดับน้ำในนาทั่วกัน ไม่มีปัญหาบางพื้นที่ได้น้ำน้อย บางพื้นที่ได้น้ำมาก ทำให้หญ้าน้อยลง ซึ่งหญ้าในนาข้าวนี้เป็นปัญหามากในนาทางภาคอีสาน ซึ่งเราก็ได้สาธิตเป็นตัวอย่างเพื่อให้ชาวนาได้เห็นข้อดีของการปรับที่นาด้วยเลเซอร์ และจากนี้อาจต้องมาช่วยกันคิดว่าจะใช้ระบบใดช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงการใช้งานเครื่องปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ เพราะเครื่องมือนี้ราคาสูงถึง 500,000 บาท และใช้งานในช่วงการปรับพื้นที่เพียงครั้งเดีย” อรรถวิชช์อธิบาย
ทางบริษัท โอแลม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทค้าข้าวอันดับ 2 ของโลก และเป็นบริษัทเอกชนที่ร่วมมือกับกรมการข้าวและ GIZ ดำเนินโครงการ MSVC จะรับซื้อข้าวจากโครงการข้าวยั่งยืนนี้ ซึ่งในปี พ.ศ.2561 นี้ได้เริ่มต้น โครงการที่ จ.อุบลราชธานี เป็นแห่งแรก โดยตั้งเป้ามีเกษตรกรเข้าร่วม 1,500 ราย และปีถัดๆ ไปจะดำเนินการต่อที่ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.สุรินทร์ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินโครงการถึงปี พ.ศ.2565 และตั้งเป้าเกษตรกรในโครงการทั้งหมด 16,000 ราย


