xs
sm
md
lg

ครั้งแรกคนไทย 13 ชีวิตเตรียมดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


คนไทย 13 ชีวิตเตรียมเดินทางไปดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือครั้งแรกภายใต้ภารกิจของประเทศไทยเอง ระหว่างวันที่ 27 ก.ค.-7 ส.ค.61 นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อขั้วโลก และผลกระทบจากไมโตรพลาสติกในทะเลต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

คณะสำรวจขั้วโลกเหนือคนไทย 13 ชีวิต นำโดย รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ และ รศ.สุชนา ชวนิชย์ หัวหน้าภาคและอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามลำดับ จะเดินทางไปสำรวจขั้วโลกเหนือระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-12 ส.ค.61 โดยจะปฏิบัติงานบนเรือบริเวณทะเลชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก ระหว่างวันที่ 27 ก.ค.-7 ส.ค.61

เป้าหมายของการเดินทางไปสำรวจขั้วโลกของคณะไทยนั้นเพื่อศึกษาผลกระทบจากปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกต่อขั้วโลกเหนือ และการศึกษาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและพลาสติกขนาดเล็กที่มีผลต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่ขั้วโลก

โครงการสำรวจขั้วโลกเหนือของประเทศไทย ภายใต้โครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีจุดเริ่มต้นจากสมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จเยือนบริเวณอาร์กติกเมื่อเดือน มี.ค.56 และทรงมีพระราชดำริให้นักวิจัยไทยขยายความร่วมมือในการศึกษาวิจัยขั้วโลกจากเขตแอนตาร์กติก(ขั้วโลกใต้) สู่เขตอาร์กติก(ขั้วโลกเหนือ) เพื่อยกระดับความก้าวหน้าการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ขั้วโลกให้สูงขึ้นและทัดเทียมนานาชาติ

หลังจากนั้นได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษาวิจัยระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยเซ็นเตอร์สวาลบาร์ด (University Centre in Svalbard: UNIS) เมื่อวันที่ 13 พ.ย.58 ณ วังสระปทุม และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการศึกษาวิจัยระหว่างประเทศไทยและนอร์เวย์ในเขตขั้วโลกเหนือ

ด้าน มร.เวการ์ด โหล์เมลีด (Vegard Holmelid) รักษาการแทนเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อความร่วมมือในครั้งนี้ และกล่าวถึงหมู่เกาะสวาลบาร์ดว่า เป็นเสมือนห้องปฏิบัติการทางทะเล ซึ่งนอร์เวย์มีความตั้งใจให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ความร่วมมือวิจัย พร้อมเตือนคณะสำรวจให้ระวังหมีขาวที่อาจจะดูน่ารักแต่ก็อันตราย และเตือนว่าอย่าใช้เวลาทำวิจัยอยู่ในน้ำนานเกินไปเพราะหนาว

มร.โหล์เมลีดกล่าวอีกว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลก เมื่อเราปล่อยมลพิษมันก็กระทบไปทั้งโลก ส่วนปัญหาพลาสติกในมหาสมุทรก็เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกเช่นกัน และรัฐบาลนอร์เวย์ก็ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกดีใจที่ทีมจุฬาฯ จะไปศึกษาเรื่องพลาสติกในทะเล

ด้าน ดร.วรณพกล่าวว่า การเดินทางไปสำรวจขั้วโลกเหนือครั้งนี้ เป็นการขยายโจทย์เดียวกับที่เคยศึกษาที่ขั้วโลกใต้ขึ้นสู่ขั้วโลกเหนือ และยังเพิ่มเติมในส่วนของการศึกษาไมโครพลาสติกในทะเล และนอกจากไปศึกษาวิจัยแล้ว ยังมองถึงเรื่องการเผยแพร่เรื่องราวจากการสำรวจครั้งนี้ด้วย จึงจำเป็นต้องมีตัวแทนจากบริษัทที่สามารถถ่ายทำใต้น้ำได้ ร่วมเดินทางไปด้วย

ส่วน ดร.สุชนาได้ให้ข้อมูลเสริมถึงความแตกต่างระหว่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ว่า ขั้วโลกเหนือคือทะเลน้ำแข็งหนา 3-5 เมตร รายล้อมด้วยประเทศต่างๆ ส่วนขั้วโลกใต้เป็นทวีปน้ำแข็งที่มีน้ำแข็งหนา 2,000 เมตร และที่ขั้วโลกเหนือมีหมีขาว แต่ที่ขั้วโลกใต้มีเพนกวิน แต่ขั้วโลกทั้งสองมีสิ่งเหมือนกันคือเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เปรียบเหมือนเป็น "ภาชนะรองรับของเสียของโลก"

ในส่วนของการเตรียมตัว ดร.สุชนากล่าวว่าภารกิจหลักๆ คือการดำน้ำ ซึ่งอุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือค่อนข้างหนาวเย็นอยู่ที่ -1°C ถึง 0°C จึงต้องฝึกว่ายน้ำ และต้องฝึกใส่ชุดดำน้ำพิเศษ ซึ่งเป็นดำน้ำแห้งที่ตัวจะไม่เปียก และเปิดให้สัมผัสน้ำได้เฉพาะมือและหน้า และในการดำน้ำครั้งนี้จะดำได้ไม่เกิน 30 นาที ไม่เช่นนั้นร่างกายจะสูญเสียความร้อนและช็อคได้

ดร.วรณพซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกที่ไปเยือนขั้วโลกใต้เสริมว่า การใช้ชุดดำน้ำผิดที่แตกต่างจากชุดดำน้ำเขตร้อนนั้นจำเป็นต้องฝึกให้ชิน ซึ่งการขยับตัวผิดไปเพียงเล็กน้อยก็ทำให้น้ำเข้าได้ และในภารกิจนี้ยังต้องระวังหมีขาวและตัววอรัสด้วย พร้อมทั้งบอกอีกว่าในการดำน้ำที่ขั้วโลกจำเป็นต้องมีฝ่ายสนับสนุนระหว่างดำน้ำ พร้อมยกตัวอย่างเมื่อครั้งที่เขาดำน้ำที่ขั้วโลกใต้ที่สถานีวิจัยของญี่ปุ่นนั้น ญี่ปุ่นได้ส่งคนมาสนับสนุนถึง 8 คน

"งานวิจัยของเราจะเป็นจิ๊กซอว์ให้เห็นว่าโลกของเราได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมือากาศมากแค่ไหน และโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน" ดร.สุชนากล่าว และบอกด้วยว่าระหว่างการลงเรือสำรวจนั้นไม่สามารถสื่อสารกันด้วยสัญญาณมือถือตามปกติ มีแต่การสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียม แต่ก็จะพยายามติดตามและส่งข่าวมาให้ทราบ


กำลังโหลดความคิดเห็น...