xs
xsm
sm
md
lg

Elizabeth Kübler-Ross แพทย์ผู้บุกเบิกแนวทางปฏิบัติต่อคนที่ใกล้จะเสียชีวิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน

ภาพฉลอง  Day of the Dead  ในเม็กซิโก (Credit : Eneas de Troya)
ในอดีตคนแทบทุกคนเชื่อว่า คนป่วยที่ใกล้จะเสียชีวิตไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ ดังนั้นแพทย์และนางพยาบาลจึงไม่แสดงอาการหรืออารมณ์ออกมา ขณะความตายกำลังจะมาคร่าชีวิตคนไข้ เช่น ไม่กล่าวคำปลอบใจ ไม่บอกให้รู้ตัวว่าคนไข้ใกล้จะถึงเวลาที่ต้องจากไปแล้ว ด้วยเหตุนี้คนไข้จึงถูกทอดทิ้งให้เผชิญยมทูตอย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

แต่เมื่อถึงยุคของแพทย์หญิง Elizabeth Kübler-Ross การปฏิรูปด้านการปฏิบัติของแพทย์และนางพยาบาลต่อคนใกล้จะตายได้เริ่มเปลี่ยน เมื่อเธอได้ศึกษา และวิเคราะห์ความรู้สึกของคนที่วาระสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึง จนได้พบว่าคนเหล่านั้นมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ครั้งสุดท้ายของชีวิตอย่างไร และองค์ความรู้ที่เธอพบได้มีบทบาทในการทำให้ความตายเป็นส่วนสุดท้ายของชีวิตที่มีด้านบวกอย่างที่หลายคนคิดไม่ถึง

Elizabeth Kübler เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1929 ที่เมือง Zurich ในประเทศ Switzerland เป็นหนึ่งในแฝดสามของครอบครัวชนชั้นกลาง ในวัยเด็กเธอมีบุคลิกชอบแสดงออก มีสติปัญญาเฉียบแหลม และเป็นคนปราดเปรียว เธอเล่าว่า ศพแรกที่เธอเห็น คือศพของเพื่อนบ้านที่ตกต้นไม้ตาย และครอบครัวได้นำร่างที่ไร้ชีวิตของเพื่อนบ้านคนนั้นวางลงบนเตียง เพื่อให้วงศาคณาญาติได้ร่ำลา ขณะนั้น Kübler ซึ่งยังเป็นเด็กได้รับอนุญาตให้เข้าไปสัมผัสศพได้ นั่นคือประสบการณ์ที่ประทับใจเธอและได้ชักนำให้เธอสนใจเรื่องของคนขณะใกล้ตาย จนในที่สุดเธอก็ได้พบว่า มนุษย์มีวิธีต้อนรับหรือขับไล่ความตายที่เหมือนกัน และแตกต่างกันตามประเพณีนิยมของชาติตน เช่น สไตล์การแต่งกายในงานศพ นิยมใช้สีดำเป็นสีที่แสดงความเคารพและความอาลัยต่อคนที่เสียชีวิต เพราะสีดำ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นความรู้สึกเศร้าสุดๆ ของผู้สวมใส่แล้ว ยังเป็นสีที่แสดงความคารวะต่องานศพด้วย การที่คนโบราณเชื่อเช่นนี้เพราะมีความคิดว่า วิญญาณของคนที่เพิ่งตายจะวนเวียนอยู่ใกล้ศพ และมักรู้สึกเหงา ดังนั้นจึงอาจกระชากลากถูคนตัวเป็นๆ ไปเป็นเพื่อน ด้วยเหตุนี้ใครใดที่ไม่ต้องการจะเป็นเพื่อนกับวิญญาณในเวลานั้น จึงควรแต่งตัวสีมอซอ เพื่อให้วิญญาณไม่สนใจ

สำหรับในประเทศจีนประเพณีมีว่า เวลากลับจากพิธีฝังศพ ชาวบ้านมักจุดประทัดไล่วิญญาณไม่ให้ตามมารังควาน

ในไซบีเรีย ชนเผ่า Yakut เมื่อมีคนใกล้จะตาย บรรดาญาติๆ จะจัดอาหารที่ดีที่สุดมาให้คนนั้นกิน ก่อนจะนำตัวไปฝังทั้ง “เป็น” พร้อมกันนั้นก็จัดหาอาหารให้เป็นเสบียง รวมทั้งหาม้าตัวเป็นๆ เพื่อให้คนตายสามารถเดินทางในปรภพได้ และหวังว่าถ้าคนตายมีอาหารพอเพียง รวมถึงมีพาหนะในการเดินทาง วิญญาณก็ไม่มีเหตุผลที่จะกลับมาเยือนบ้านอีก

คนในยุโรปและคนในทวีปอเมริกาในสมัยก่อน มีการวางเหรียญบนเปลือกตาของศพ เพื่อให้วิญญาณได้ใช้เป็นค่าเบิกทางไปปรภพ

ในอินเดียเวลาสามีตาย ชาวบ้านจะมีประเพณีให้ภรรยาหม้ายเผาตัวตายตามสามี ทั้งๆ ที่เธอมีสุขภาพดี ถ้าเธอทนทุกข์ทรมานจากการถูกไฟเผาทั้งเป็นไม่ได้ และพยายามหลบหนี เธอก็จะถูกบรรดาผู้ชายในหมู่บ้านไล่ตีด้วยไม้ไม่ให้เธอหนีออกจากกองไฟ ประเพณีนี้ได้มีมานานตั้งแต่เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งถึงปี 1829 การเผาบูชายัญในลักษณะนี้ก็ได้มีกฎหมายห้าม กระนั้นในชนบทที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญมากๆ ก็ยังมีการลอบทำกันอยู่

ในประเทศเม็กซิโกมีวัน El Dia da los Muertas หรือวันตาย ที่ผู้คนเชื่อว่า ในวันนั้นวิญญาณคนตายจะกลับมาเยี่ยมเยือนคนเป็น เพราะการมาเยือนเป็นระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นดวงวิญญาณจะต้องได้รับการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ และประเพณีนี้ได้มีมานานตั้งแต่สมัยคริสตศตวรรษที่ 3 โดยบรรพบุรุษของชาวเม็กซิโกซึ่งเป็นชาวอินเดียนเผ่า Tolonaca ที่เชื่อว่า โลกของคนตายกับโลกของคนเป็น มีสภาพเป็นโลกคู่ขนาน คือ คนที่ตายไปจะทำกิจกรรมทุกอย่างเหมือนเมื่อเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ความตายจึงไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัวแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้นี่เองเทพเจ้า Tolonaca แห่งความตายจึงมีร่างเป็นโครงกระดูก และใบหน้ามีรอยยิ้ม สำหรับในพิธีศพนั้น ชาวเม็กซิกันจะจัดงานเลี้ยงหรือจัดปิกนิกในบริเวณใกล้หลุมฝังศพ เพื่อให้แขกที่มางานสามารถสนทนากันได้อย่างมีความสุข แต่เจ้าภาพอาจว่าจ้างสตรี 3-4 คนมาร้องไห้ร่ำเป็นการลาอาลัยผู้ตายในโลงศพที่เปิดฝาเพื่อให้คนที่มางานได้เห็นเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นศพจะถูกนำมาแต่งตัว เช่น ให้สวมนาฬิกาทองคำที่ข้อมือ (ถ้ามีฐานะดี) หลังพิธีฝังก็จะมีการจัดงานฉลองกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วตามด้วยพิธีสวด ในอีกเก้าวันต่อมา

ในปี 1945 Kübler วัย 16 ปีได้งานเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลนักโทษที่อยู่ในค่ายกักกันชาวยิวที่ประเทศโปแลนด์ ขณะปฎิบัติงานที่ค่าย International Voluntary Service for Peace เธอได้เห็นลายสักรูปผีเสื้อปรากฏอู่ที่ผนังคุก ซึ่งทำให้เธอมีจินตนาการว่า เหล่านักโทษที่หมดหวังในชีวิต ต้องการให้วิญญาณของตนกลายเป็นผีเสื้อโบยบินหนีความทุกข์ทรมานไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเก่า เธอยังได้เห็นภาพที่บรรดาเด็กๆ วาดไว้ก่อนถูกจับเข้าห้องแก๊สพิษด้วย

หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Zurich แล้ว Kübler ได้แต่งงานกับแพทย์ชื่อ Emanuel Robert Ross (จึงใช้ Ross ตามชื่อของสามี) แล้วอพยพไปอเมริกาเพื่อไปทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาล Manhattan State Hospital และที่ Colorado กับ Chicago ในปี 1958 เธอได้พบว่าผู้ป่วยที่ใกล้จะเสียชีวิต มักถูกจัดให้แยกอยู่อีกห้องหนึ่งต่างหาก เพื่อไม่ให้นางพยาบาลได้ยินเสียงกระดิ่งที่คนไข้ชอบเรียกหาตลอดเวลา เมื่อโรงพยาบาลมีแพทย์ค่อนข้างน้อย แพทย์แต่ละคนจึงไม่มีเวลามากพอจะนั่งสนทนาหรือปลอบใจคนไข้ได้ แต่ถึงจะมีเวลา แพทย์ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือพูดอย่างไร เพราะสิ่งที่แพทย์รู้คือ ถ้าคนไข้รู้สึกเจ็บมาก ก็จะฉีดฝิ่นหรือมอร์ฟีนให้ เพื่อลดความเจ็บปวด และอาจฉีดจนคนไข้ติดฝิ่นหรือมอร์ฟีนในที่สุด แต่ถ้าคนไข้นอนอยู่เฉยๆ และไม่เรียกร้องอะไร แพทย์ก็จะวางเฉยเช่นกัน และไม่รู้สึกผิดที่ทอดทิ้งคนไข้ในลักษณะนั้น

Kübler-Ross รู้สึกตกใจ ไม่สบายใจและกังวลใจที่แพทย์ทั่วไปปฏิบัติในลักษณะนี้ ยิ่งเมื่อได้เห็นแพทย์บางคนโกหกผู้ป่วย โดยบอกว่าเขามีสุขภาพดี ทั้งๆ ที่เขากำลังจะตาย บางคนแสดงท่าทางรังเกียจ และบางคนลุกหนีคนไข้ ฯลฯ เธอจึงเสนอให้เปลี่ยนวิธีปฏิบัติตัวของแพทย์ โดยขอร้องให้มานั่งใกล้ๆ คนไข้และพูดปลอบโยน ให้กำลังใจ รวมถึงแนะวิธีคิดเพื่อให้คนไข้เตรียมตัวจากโลกไปอย่างสงบ

ในปี 1967 Kübler-Ross ในฐานะผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย Chicago Medical School ได้นำคนใกล้ตายมาที่ห้องสัมมนาของนิสิตแพทย์ และทันทีที่เห็นคนไข้ นิสิตแพทย์หลายคนรู้สึกตกใจ กลัว บางคนถึงกับช็อก แต่บางคนก็กล้าถาม ความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตทั่วไปของสมาชิกในครอบครัวคนไข้ รวมถึงความรักที่ไม่สมหวัง ความล้มเหลว และความสำเร็จในชีวิต ฯลฯ ในเวลาเดียวกัน Kübler-Ross ก็ได้พยายามกระตุ้นให้คนไข้พูดถึงความรู้สึกต่างๆ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะตาย คำพูดและเรื่องเล่าที่ออกมาจากใจคนไข้ทำให้นิสิตแพทย์บางคนทนไม่ได้ จนต้องลุกหนีจากห้องสัมมนา ในที่สุด Kübler-Ross ก็ได้นำประสบการณ์และข้อมูลที่เธอได้จากการสนทนากับคนไข้มาเรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ “On Death and Dying” ซึ่งได้เป็นหนังสือเบสเซลเลอร์ที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังจนทุกวันนี้

ในหนังสือเล่มนั้น Kübler-Ross ได้สรุปความรู้สึกของคนใกล้จะตายว่า เมื่อวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาๆ คนไข้จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือขั้นแรก จะปฏิเสธไม่เชื่อว่าตนจะต้องตาย ขั้นที่สองคือ จะรู้สึกมีอารมณ์เสียและโมโหที่กำลังถูกบังคับให้ “ไป” และต้องหยุดการกระทำทุกอย่าง ขั้นที่สาม คือ เมื่อพบว่า ไม่มีทางหนีอีกต่อไปแล้ว ก็คิดจะต่อรองขอให้มีชีวิตยืนนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ขอยืดเวลาเพื่อทำอะไรบางอย่างก่อนต้องไป ขั้นที่สี่ คือ มีอาการซึมเศร้า และขั้นสุดท้ายคือ ยอมรับ

ในปี 1997 Kübler-Ross ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับทัศนคติของเธอ เรื่องวิถีชีวิตทั่วไปของเธอ ซึ่งเธอก็ได้ตอบว่า เธอมีความมุ่งมั่นจะทำสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ไม่คิดจะทำสิ่งที่คนอื่นคิดจะให้เธอทำ เพราะเธอเป็นคนไม่ให้ราคากับความเห็นของคนอื่นมากนัก ครั้นเมื่อมีคนถามเธอว่า มีอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกเสียใจบ้าง เธอตอบว่า รู้สึกเสียดายที่เล่นดนตรีไม่เป็น และเต้นรำไม่เก่ง แต่ก็คาดว่า คงจะมีโอกาสได้เรียนสิ่งที่ขาดไปนี้บนสวรรค์

เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ Margareta Magnusson นักเขียนสตรีชาวสวีเดนได้เผยแพร่ความคิดของเธอเกี่ยวกับการเตรียมตัวจากโลกโดยการกำจัดสิ่งต่างๆ ที่เราได้เก็บสะสมมาทั้งที่ไม่รู้ตัวและรู้ตัว เพราะไม่ประสงค์จะให้เป็นภาระหนักในการทิ้งโดยลูกหลาน

ในหนังสือที่เป็นเทป (audiobook) ชื่อ The Gentle Art of Swedish Death Cleaning ของ Margaret Magnusson ที่ถูกเผยแพร่โดย Simon and Schuster ในปีนี้เธอกล่าวถึงประเพณี döstadning ของชาวสวีเดน ซึ่งหมายถึงการทำความสะอาดบ้านให้ดูเรียบร้อยก่อน “ไป” โดยการนำ “สมบัติ” ต่างๆ มาดู เพราะทุกคนมักจะพบว่า คนเก็บของบางชิ้นไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในลิ้นชัก ในตู้ หรือในห้อง และไม่เคยใช้สิ่งนั้นมาเป็นปี ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จึงสมควรมอบให้คนอื่นหรือทิ้งไป เพราะจะมีหรือไม่มี ก็มีค่าเท่ากันสำหรับคนเก็บ แต่อาจมีค่าสำหรับคนอื่นที่จะได้มันไป

ในกรณีของที่มีค่าทางจิตใจ ก็อาจมอบต่อให้ญาติที่สนิทพร้อมเล่าประวัติและที่มาของๆ ชิ้นนั้น เพราะจะทำให้เขารู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสิ่งนั้นในชีวิตคนที่จะไป

เธอได้แนะนำให้เราดำเนินการเรื่องทำนองนี้ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง ซึ่งอาจเป็นเวลาที่เราจำอะไรไม่ได้ หรือสายเกินไปแล้ว

เกี่ยวกับผู้เขียน สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น...