xs
xsm
sm
md
lg

อาชาทิน่า น้องหอยทากพันธ์ใหม่

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อาซ่า หรือ หอยทากอาชาทิน่า หอยทากที่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อยุคสงครามโลก โดยทหารญี่ปุ่นเป็นคนพาเข้ามาเพื่อเป็นอาหาร หลังจากที่ทหารญี่ปุ่นจากไปก็ทิ้งหอยทากอาช่าไว้ จากนั้นอาซ่าก็ได้วิวัฒนาการให้ขนาดตัวเล็กลงเพื่อที่จะได้เกิดคล่องตัวในการหากิน ทำให้อาช่าเป็นหอยทากที่มีความอึดสูงและกินพืชผักเกือบทุกชนิดและสร้างความเสียหายแก่เกษตรได้มากกว่าหอยทากพันธ์อื่น ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทเอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดจึงได้เกิดความคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร

คุณกฤตพง ภัชรธุวานัน กรรมการผู้จัดการบริษัทเอเดน อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว่า เมื่อได้เมือกหอยทากพันธ์อาช่ามา ทางบริษัทได้นำเมือกที่ได้ไปทดสอบเปรียบเทียบกับเมือกของหอยทากชนิดอื่น เรื่องความเข้มข้นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นสารออกฤทธิ์ในการช่วยต่อต้านการเกิดจุดด่างดำ ช่วยในการผลัดเซล์ลผิว และชลอวัย ผลออกคือเมือกของหอยทายอาช่ามีปริมาณความเข้มข้นของโปรตีนที่สูงกว่าโดยเฉพาะ อาลันโทอิน(Allantoin) สารที่ช่วยในการผลัดเซล์ลผิวเก่าและช่วยให้ใบหน้าเต่งตึง จึงตอบสมมุติฐานที่ว่าเมือกของหอยทากอาช่ามีสารออกฤทธิ์คุณภาพดีกว่าเมือกจากหอยทากชนิดอื่น จากพฤติกรรมของอาช่าที่เป็นหอยทากที่กินทุกอย่าง อาช่าจึงได้รับสารอาหารที่หลากหลายจากพืชที่กินเข้าไป

บริษัทได้มีการทดลองเลี้ยงหอยทากอาซ่าและหอยชนิดอื่นๆ ภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน 40 สภาวะ เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการใช้เลี้ยงอาซ่าให้ผลิตเมือกออกมาได้คุณภาพที่สุด และผลลัพธ์ที่ได้การการทดลองนี้ก็เป็นเครื่องมือยืนยันได้ว่าอาซ่าทนต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้ ต่างจากหอยทากสายพันธุ์อื่นที่ตายหมดในระยะเวลา 45 วัน โดยสภาวะที่เหมาะแก่การเลี้ยงหอยทากอาช่ามากที่สุดคืออุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ประมาณร้อยละ 70

โดยทางบริทยังได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการช่วยวิเคราะห์สารโปรตีนในเมือกหอยทาก นำเมือกไปทำเซรั่มและทดสอบการระคายเคือง และได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับหอยทาก และเป็นวิทยากรให้การอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยทากอาซ่าเรื่องของมาตรฐานฟาร์มและมาตรฐานเมือกหอยทาก เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยเกษตรทำการศึกษาหอยทากเกือบทุกสายพันธ์ในประเทศ

ด้วยความที่หอยทากอาซ่าเป็นหอยทากที่กินง่าย จึงเป็นการดีที่จะนำองค์ความรู้เรื่องการเลี้ยงหอยทากอาช่าเพื่อนำเมือกไปทำเซรั่ม ไปเผยแพร่ให้แก่ชุมชมในนครนายก เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ แต่ก่อนที่จะเลี้ยงหอยทากอาซ่าได้ ต้องมีการเข้ารับการอบรมโดยเจ้าหน้าที่จากบริษัท เอเดน เสียก่อน เพื่อทำให้เมือกของหอยทากได้มาตรฐาน ซึ่งทางบริษัทได้จัดเกรดออกเป็น 5 เกรดตั้งแต่ A –E ด้วยการสุ่มตรวจเมือกสดในสภาพแช่แข็งที่ส่งเข้ามา 15 cc เพื่อดูตัวชี้วัดคุณภาพเมือก 3 ตัวคือจุลินทรีย์ปนเปื้อน สารหนูและสารออกฤทธิ์ (สารสำคัญในการช่วยชะลอวัย ผลัดเซล์ลผิวและลดรอยด่างดำ)

มาตรฐานของฟาร์มที่เลี้ยงหอยทากได้คือ อาหารที่นำไปเลี้ยงหอยทากต้องเป็นพืชออเกนิค มีถาดน้ำให้เพราะอาซ่ากินน้ำเก่ง ความชื้นต้องพอดีและไม่แฉะเกินไป อากาศต้องถ่ายเทได้ดี และผู้เลี้ยงต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สถานที่เลี้ยงต้องอยู่ห่างจากเขตอุตสาหกรรมและมีปริมาณโอโซนที่พอดีเพื่อให้หอยทากรู้สึกสดชื่น และที่สำคัญคือห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในบริเวณโรงเลี้ยง เพราะบุคคลภายนอกจะนำพาเชื้อโรคไปสู่หอยทาก และหอยทากอาช่าสามารถจดจำกลิ่นของผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี หากมีบุคคลภายนอกเข้าไปหอยทากจะตื่นกลัว เครียดและหดกลับเข้าไปในเปลือก ทำให้เมือกที่ได้ออกมามีปริมาณสารออกฤทธิ์ที่ต่ำ

การที่ต้องเลี้ยงอาซ่าด้วยพืชออเกนิค ทางคุณกฤตพง ให้เหตุผลว่า เมื่อหอยทากกินผักที่ปนเปื้อนเข้าไป เขาก็จะผลิตเมือกที่ปนเปื้อนสารเคมีออกมา เมื่อทำไปทำเซรั่ม เซรั่มก็จะปนเปื้อนและก่ออาการแพ้ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีเกษตรผู้เลี้ยงหอยทากที่อยู่ภายใต้วิสาหกิจชุม นครนายกประมาณ 82 ครัวเรือนและทางบริษัทเอเดนได้ทำการผลิตเซรั่มออกมาจำหน่ายแล้ว ในขนาดขวด 30 cc และ 5 cc ที่ราคา 1,990 บาท และ 350 บาท ตามลำดับ
“สำหรับสิทธิบัตรของงานวิจัยชิ้นนี้เป็นสิทธบัตรที่บริษัทเอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล ยื่นขอกับกรมทรัพสินทางปัญญาเพื่อขอการคุ้มครองเรื่องเมือกหอยทากพันธุ์อาช่า และเรื่องสูตรกับกรรมวิธีในการผลิตเซรั่มอาช่า” คุณกฤตพงกล่าว
(ซ้ายไปขวา) คุณกฤตพง ภัทรธุวานัน (กรรมการผู้จัดการบริษัทเอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด), คุณวรนัน ภัทรธุวานัน ( ประธานกรรมการ บริษัทเอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด), คุณณัฐชนันท์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (แบรนด์แอมบาสเดอร์)