xs
xsm
sm
md
lg

เปลี่ยนเอเลี่ยนมาเป็น “หอยทากน้องใหม่” ในอุตสาหกรรมเมือกความงาม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


จากหอยทากที่เป็นเอเลี่ยนในไทยและเข้าเมืองไทยมาพร้อมทหารญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคสงครามโลก มาถึงวันนี้ “อาช่า” หอยทากต่างถิ่นที่เคยเป็นเสบียงกองทัพญี่ปุ่นถูกเปลี่ยนบทบาทให้สร้างคุณประโยชน์ต่อคนไทยบ้าง ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องกินเก่ง กินอาหารได้ไม่เลือก และยังอึดต่อสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ที่สำคัญยังผลิตเมือกที่ต่อต้านจุดดำและช่วยผลัดผิวได้มากกว่าหอยทากพันธุ์ หอยทากอาช่าจึงได้รับเลือกให้เป็นหอยน้องใหม่ในอุตสาหกรรมเมือกความงาม

ก่อนหน้านี้ "หอยทากนวล" หอยทากสายพันธุ์ไทยได้เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมเมือกความงาม หลังจากปล่อยให้หอยทากเกาหลีเข้ามาตีตลาดไทยอยู่พักใหญ่ ล่าสุดหอยทากเอเลี่ยนที่เข้ามาเมืองไทยพร้อมทหารญี่ปุ่นจะเป็นอีกกำลังสำคัญในการสู้รบของตลาดเครื่องสำอาง

"อาช่า" (Acha) หรือ หอยทากอาชาทิน่า เป็นหอยทากที่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อยุคสงครามโลก โดยทหารญี่ปุ่นได้นำเข้ามาในเมืองไทยเพื่อเป็นอาหาร แต่หลังจากที่ทหารญี่ปุ่นจากไปก็ทิ้งหอยทากอาซ่าไว้ จนกลายเป็นสัตว์ต่างถิ่น หรือเอเลี่ยน (Alien) ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของไทยได้เป็นอย่างดี

หอยทากอาชาทิน่าเป็นหอยทากที่มีความอึดสูงและกินพืชผักเกือบทุกชนิดซึ่งสร้างความเสียหายแก่เกษตรได้มากกว่าหอยทากพันธุ์อื่น ด้วยเหตุนี้ทาง บริษัทเอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงได้เกิดความคิดที่จะหาวิธี "เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร" 

กฤตพง ภัชรธุวานัน กรรมการผู้จัดการบริษัทเอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล บอกทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า อาซ่าเป็นหอยทากที่กินทุกอย่าง ดังนั้นอาซ่าจึงน่าจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายจากพืชที่กินเข้าไป ซึ่งจากการทดสอบพบว่าเมือกของหอยทากอาซ่ามีสารที่รช่วยต่อต้านการเกิดจุดด่างดำ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ที่มากกว่าเมือกจากทากชนิดอื่นๆ 

ทางบริษัทเอเดนได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการวิเคราะห์ช่วยวิเคราะห์สารโปรตีนในเมือกหอยทาก นำไปทำเซรั่มและทดสอบการระคายเคืองต่อผิว 

"นอกจากนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับหอยทาก เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษาหอยทากเกือบทุกสายพันธุ์ในประเทศ และยังได้นักวิจัยมาเป็นวิทยากรให้การอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยทากอาซ่าด้วย" กฤตพงกล่าว

บริษัทเอเดนได้ทดลองเลี้ยงหอยทากอาซ่าและหอยทากชนิดอื่นๆ ภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน 40 สภาวะ เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการใช้เลี้ยงหอยทากอาซ่าให้ผลิตเมือกออกมาได้คุณภาพที่สุด และได้ผลลัพธ์ที่ว่าหอยทากอาซ่าทนต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้ ต่างจากหอยทากสายพันธุ์อื่นๆ ที่ตายเกือบหมด

"ด้วยความที่หอยทากอาซ่าเป็นหอยทากที่กินง่าย จึงเป็นการดีที่จะนำองค์ความรู้เรื่องการเลี้ยงหอยทากอาซ่าเพื่อนำเมือกไปทำเซรั่ม ไปเผยแพร่ให้แก่ชุมชมในนครนายก เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ แต่ก่อนที่จะเลี้ยงหอยทากอาซ่าได้ ต้องมีการเข้ารับการอบรมโดยเจ้าหน้าที่จากบริษัท เอเดน เสียก่อน เพื่อทำให้เมือกของหอยทากได้มาตรฐาน"  กฤตพงกล่าว

สำหรับมาตรฐานของฟาร์มที่เลี้ยงหอยทากอาช่าได้ตามมาตรฐานของบริษัทเอเดนคือ อาหารที่นำไปเลี้ยงหอยทากต้องเป็นพืชออร์แกนิค และมีถาดน้ำให้เพราะหอยทากอาซ่ากินน้ำเก่ง อีกทั้งความชื้นต้องพอดีและไปแฉะเกินไป อากาศต้องถ่ายเทได้ดี รวมถึงผู้เลี้ยงต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และสถานที่เลี้ยงต้องอยู่ห่างจากเขตอุตสาหกรรม

เหตุผลที่ต้องเลี้ยงหอยทากอาซ่าด้วยพืชออร์แกนิคนั้น กฤตพงให้เหตุผลว่า เมื่อหอยทากกินผักที่ปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์เข้าไป ก็จะผลิตเมือกที่ปนเปื้อนสารเคมีออกมา เมื่อนำไปผลิตเซรั่มก็จะได้เซรั่มที่ปนเปื้อนและก่ออาการแพ้ได้

ปัจจุบันมีเกษตรผู้เลี้ยงหอยทากที่อยู่ภายใต้วิสาหกิจชุมประมาณ 82 ครัวเรือนและทางบริษัทเอเดนได้ทำการผลิตเซรั่มออกมาจำหน่ายแล้ว ในขนาดขวด 30 มิลลิลิตร ในราคาหลัก 1,XXX บาท และขนาดขวด 5 มิลลิลิตร ในราคา หลัก 3XX บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...