เอพี/เดอะการ์เดียน/ฟิชอัพเดท- "วาฬ" ยักษ์ใหญ่แห่งท้องสมุทร ที่แท้ก็มีบรรพบุรุษเครือเดียวกับกวาง เป็น "กระจงไร้เขา" และไมีมีหางตัวเท่าแมวบ้าน โดยปริศนาที่ค้นหาคำตอบกันมานานแสนนานไขออกครั้งแรก เมื่อนักวิจัยพบฟอสซิลในแคชเมียร์ที่เชื่อมโยงสายวิวัฒนาการได้ลงตัว
ฮานส์ เดอะวิสเซน (Hans Thewissen) ศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์นโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลการวิจัยของเขาและคณะเกี่ยวกับบรรพบุรุษของวาฬในวารสาร "เนเจอร์" (Nature) เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.50 ว่า อินโดไฮอุส (Indohyus) สัตว์กินพืชที่มีลำตัวที่ปกคลุมไปด้วยขนหนาและหนัก มีเท้าเป็นกีบกลุ่มเดียวกับหมู อูฐ และฮิปโปโปเตมัส ซึ่งใช้ชีวิตด้วยการเคลื่อนไหวต้วมเตี้ยม อยู่ใกล้ๆ กับทะเลสาบเมื่อ 48 ล้านปีก่อน น่าจะเป็นบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่บนบกของวาฬ
หลักฐานที่พิสูจน์ได้ คือ เศษฟอสซิลนับร้อยๆ ชิ้น อาทิ ส่วนกะโหลก กราม และขาของอินโดไฮอุสที่ได้จาก รังกา เรา (Ranga Rao) นักภูมิศาสตร์ชาวอินเดียผู้ล่วงลับและภรรยาม่ายของเขา ซึ่งขุดได้จากชั้นหินดินดานในแคว้นแคชเมียร์เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ทำให้สามารถเชื่อมโยงสายวิวัฒนาการของอินโดไฮอุสกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำชนิดอื่นๆ อาทิ วาฬ และโลมา ได้
ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันมานานว่าฮิปโปฯ เป็นญาติที่มีความใกล้ชิดที่สุดกับวาฬเนื่องจากรูปร่างภายนอกที่ใกล้เคียงกันและดีเอ็นเอที่เทียบเคียงกันได้ งานวิจัยล่าสุดของเดอะวิสเซน จึงเป็นที่จับตามองของนักวิทยาศาสตร์ที่ยังเชื่อสมมติฐานเดิมอยู่ ซึ่งที่จริงแล้วนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ก็ยังติดใจความไม่เชื่อมโยงกันมากกว่า โดยระบุว่าฮิปโปฯ อยู่ผิดที่ผิดทางเกินไปที่จะด่วนสรุปได้ว่าเป็นญาติของวาฬ
ทว่า ซากฟอสซิลของอินโดไฮอุสที่พบจึงเป็นเสมือนจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไป ซึ่งนักบรรพชีวินต้องการคำตอบมาช้านาน
"เหมือนกับสัตว์ในสวนสัตว์ มันไม่มีอะไรที่ดูเหมือนวาฬหรอก แต่เมื่อมองอย่างกายวิภาคศาสตร์แล้ว ช่างเหมือนวาฬจริงๆ" เดอะวิสเซน กล่าวถึงอินโดไฮอุสที่มีการขุดพบเป็นครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งก่อนหน้าเขาได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับฟอสซิลของสัตว์ ที่เรียกได้ว่าเป็น "วาฬสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก" ชนิดแรกของโลกและโครงกระดูกของวาฬที่เก่าแก่ที่สุดที่คนเรารู้จัก
เดอะวิสเซน ชี้ว่า หลักฐานที่เชื่อมโยงอินโดไฮอุสและวาฬเข้าด้วยกันคือ กระดูกหูที่หนาเตอะของมัน ซึ่งตรวจพบโดยบังเอิญ อันเป็นลักษณะที่เห็นได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น อีกส่วนคือผลการทดสอบทางเคมีกับซากฟันพบว่า อินโดไฮอุสน่าจะเป็นสัตว์ที่ใช้เวลาในน้ำมาก และอาจเลี้ยงลูกอ่อนในน้ำเช่นเดียวกับฮิปโปฯ และวาฬ
นอกจากนี้ ตำแหน่งและลักษณะของกรามอินโดไฮอุสยังสอดคล้องกับ "ปากีเซทิเด" (pakicetidae) วาฬในยุคเริ่มต้นเมื่อราว 50 ล้านปีก่อน และแอมบูโลเซทิเด (Ambulocetidae) ที่มีเท้าขนาดใหญ่และหางอันทรงพลัง อาศัยตามชายฝั่งทะเล ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นวาฬในยุคปัจจุบันที่ก้น ขา และหางหายไป แต่มีครีบที่ทรงพลังเข้าทดแทน
"วาฬในยุคแรกเริ่มไม่ได้มีรูปร่างเหมือนอย่างที่เห็นกันตอนนี้ แต่ออกจะกล้ำๆ กันระหว่างสุนัขและสุกรมากกว่า" เดอะวิสเซน ขยายความเพิ่ม ซึ่งวาฬสูญเสียหายและความสามารถในการเดินไปเมื่อประมาณ 40 ล้านปีที่แล้ว
แต่ข้อสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไรที่สัตว์คล้ายกวางจะวิวัฒนาการไปเป็นวาฬตัวใหญ่ได้ เขายกตัวอย่างกรณีของกระจงแอฟริกันที่มีจมูกเหมือนหนู ซึ่งจะกระโจนลงไปซ่อนตัวในน้ำได้นานกว่า 4 นาทีเมื่ออันตรายมาถึง เช่น อันตรายจากนักล่าอย่างนกอินทรี พร้อมกันนั้น มันก็เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินพืชเป็นอาหารมาเป็นสัตว์กินเนื้อแทนเพื่อความอยู่รอด
ส่วนอินเดียและปากีสถานนั้น เขากล่าวว่า เป็นบริเวณที่คาดว่ามีวาฬในยุคแรกเริ่มอาศัยอยู่โดยทั่วไป ตรงกับแหล่งที่มีการค้นพบฟอสซิลอินโดไฮอุสพอดี ทว่ายังขัดกับกรณีของฮิปโปฯ บรรพบุรุษตามความเชื่อเดิมของมันอยู่มากซึ่งอาศัยในทวีปแอฟริกาเท่านั้น นอกจากนั้น อินโดไฮอุสยังต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไปในเรื่องของสติปัญญาด้วย
"ปัจจุบันเชื่อกันว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีความเฉลียวฉลาดมาก ทว่าในกรณีของอินโดไฮอุสและวาฬยุคแรกๆ แล้ว สมองของมันกลับมีขนาดค่อนข้างเล็ก" เดอะวิสเซนกล่าว
อย่างไรก็ดี งานวิจัยของเดอะวิสเซนได้สร้างความตะลึงพรึงเพริศแก่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก แต่กรณีของฮิปโปฯ ยังเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น ทำให้ยังห่างไกลนักที่จะเปลี่ยนใจพวกเขาได้
แอนนาลิซา เบอร์ทา (Annalisa Berta) ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยซานดิเอโกสเตท กล่าวว่า ถึงสมมติฐานดังกล่าวจะฟังดูจับใจแต่ยังต้องมีการพิสูจน์เพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะกับงานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้าที่ระบุว่า บรรพบุรุษของวาฬคือฮิปโปฯ และราโอเอลลิด (Raoellid) ซึ่งเป็นกลุ่มของสัตว์ที่รวมไปถึงอินโดไฮอุสด้วย
ส่วนเคนเน็ธ โรส (Kenneth Rose) ศาสตราจารย์ด้านโครงสร้างกายวิภาคและวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ชี้ว่า งานของเดอะวิสเซนยังขาดหลักฐานที่เพียงพอที่จะสรุปผลออกมาได้เช่นนั้น เขาตั้งข้อสังเกตถึงโครงกระดูกที่นำมาประกอบด้วยว่า เหตุผลถึงกระดูกหูที่หนาของอินโดไฮอุสยังยากที่จะทำให้สรุปอะไรๆ ได้ และยังเป็นการสรุปบนฟอสซิลที่พบเพียงตัวอย่างเดียว
โรส ยังบอกด้วยว่า งานวิจัยดังกล่าวยังอ้างอิงเกี่ยวกับกระดูกฟันค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันปัจจุบันยังมีการเก็บตัวอย่างฟอสซิลของสัตว์ชนิดนี้ได้น้อยเกินไป แต่เดอะวิสเซนยืนกรานว่า ฟอสซิลที่พบมีน้ำหนักมากพอว่าอินโดไฮอุสเป็นบรรพบุรุษบนบกของวาฬเช่นเดียวกับฮิปโปฯ
อย่างไรก็ตามเฟรด สปูร์ (Fred Spoor) นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนยกย่องว่า การค้นพบดังกล่าวเทียบได้กับการค้นพบฟอสซิลแรกของ "อาร์คีออฟเทอริกซ์" (Archaeopteryx) บรรพบุรุษของนกที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ทีเดียว
"หลายปีมากที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถูกสร้างขึ้นมาโดยกลุ่มที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง (creationist) เพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเอง เพราะเชื่อกันนานมาว่าวาฬยุคเริ่มแรกจะมีรูปร่างเหมือนวาฬในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเกิดช่องว่างช่องโตในสายวิวัฒนาการ แต่เมื่อช่วงปี 2533 -2542 เท่านั้นที่เพิ่งมีการค้นพบฟอสซิลมากมายจากอินเดียและปากีสถาน ซึ่งเติมเต็มช่องว่างได้อย่างงดงาม" สปูร์กล่าว
ทั้งนี้ ทีมวิจัยของเดอะวิสเซน จะยังเดินหน้าเพื่อศึกษาอินโดไฮอุสต่อไป เพื่อให้ทราบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยและอาหาร โดยจุดเปลี่ยนสำคัญในการวิวัฒนาการคือ การรักษาสมดุลและการพลิกตัวเมื่อบรรพบุรุษเริ่มใช้ชีวิตในน้ำ ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยบนบกจะมีระบบการทรงตัวในหูชั้นใน แต่วาฬต้องปรับตัวเพื่อให้เคลื่อนไหวได้ใน 3 มิติ ทำให้วิวัฒนาการต้องเพิ่มความซับซ้อนยิ่งขึ้น
"ฟอสซิลนี้ได้เติมเต็มภาพวิวัฒนาการของวาฬ แต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการมองไปที่วิวัฒนาการการปรับตัวอื่นๆ ของมันด้วย" เดอะวิสเซนทิ้งท้าย


