“เขื่อนสลายกำลังคลื่น” คำๆ นี้ฟังดูแปลกหูไม่ใช่เล่น แต่กำลังเป็นสิ่งก่อสร้างฝีมือคนไทย ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนานาชาติอยู่ในเวลานี้ ที่สำคัญ คนที่ปลูกบ้านใกล้ชายฝั่งทะเลจะได้ไม่ต้องทนหงุดหงิดใจกับปัญหา “แผ่นดินหาย” อีกต่อไป
เมื่อช่วงสายวันที่ 3 พ.ย. ในรายการ “ทันโลกวิทยาศาสตร์” ทางคลื่นสถานีวิทยุจุฬาฯ เอฟเอ็ม 101.5 เมกะเฮิร์ซ ดำเนินรายการโดย ผศ.มานิต รุจิวโรดม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการสัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล นักวิจัยหน่วยวิจัยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ และอาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้วิจัยเรื่อง “เขื่อนสลายกำลังคลื่น”
รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของคลื่นเป็นปัญหาใหญ่มากของประเทศไทย มีมาช้านาน และเกิดขึ้นอย่างช้าๆ “เป็นพิบัติภัยเงียบที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่น้อยคนจะทราบได้” โดยพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยทั้งหมด 2,667 กม.มีจุดที่ได้รับปัญหาอย่างหนักถึง 599 กม.หรือราว 21% ด้วยกัน
ทั้งนี้ “ชายฝั่งทะเล” ทั่วโลกมีอยู่ 2 ลักษณะคือที่เป็น “หาดทราย” ซึ่งทรายจะมีคุณสมบัติสะท้อนแรงคลื่นและเกิดการหมุนเวียนของทรายบนชายหาดได้ดี ไม่เกิดการกัดเซาะผืนดินได้ง่าย ส่วนอีกแบบคือ “หาดโคลน” อย่างของประเทศไทย ซึ่งหาดโคลนจะเป็นต้นกำเนิดของป่าชายเลน มีความอ่อนตัวสูง เมื่อคลื่นซัด ตะกอนดินจะละลายไปกับน้ำจนขุ่นข้น ป้องกันการกัดเซาะได้ลำบาก อันเป็นโจทย์วิจัยที่กล่าวถึงนี้
รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย จุดที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ บริเวณอ่าวไทยตอนบน ในพื้นที่ 5 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ซึ่งตลอดแนวชายฝั่งทะเล 120 กม. มีถึง 82 กม.หรือ 68%ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา บางพื้นที่ถูกกัดเซาะกินส่วนที่เป็นแผ่นดินไปแล้ว 1 กม. และมีพื้นที่หายไปรวม 18,000 ไร่
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงสนับสนุนทุนวิจัย 7,000,000 บาทให้เครือข่ายนักวิจัยจากกว่า 20 สถาบันร่วมทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะทำงานวิจัยให้ข้อมูลแล้วยังมีการก่อสร้างจริงในภาคสนามด้วย
พื้นที่นำร่องโครงการคือ บ้านขุนสมุทรจีน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งพบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลแล้วกว่า 1 ก.ม.จนบางครอบครัวต้องย้ายที่ปลูกบ้านถอยร่นหนีน้ำทะเลนับสิบครั้งในเวลา 20 ปี และกว่า 90% สูญเสียที่ดินของตัวเองไปแล้ว โดยทีมวิจัยได้สร้างเขื่อนสลายกำลังคลื่นในระดับทดลองความยาว 250 เมตร โดยทาง จ.สมุทรปราการ ได้สนับสนุนทุนค่าก่อสร้างเชิงโครงสร้างเบื้องต้น 5,000,000 บาท โดยตั้งชื่อเขื่อนว่า “ขุนสมุทรจีน 49 A2”
“เราได้นำความรู้ด้านชายฝั่งมาออกแบบให้เกิดโครงสร้างใหม่ที่เรียกว่าเขื่อนสลายกำลังคลื่น ซึ่งพบว่าคลื่นถ้าใหญ่เกินไปก็จะตีตะกอนโคลนให้ขุ่นและละลายไปกับน้ำ เราก็พยายามออกแบบโครงสร้างที่ลดจากคลื่นที่มีกำลังเยอะๆ ให้น้อยลงได้ และเราก็ได้ทำจนประสบความสำเร็จ มีการติดตั้ง และจดสิทธิบัตรแล้ว โดยโอนสิทธิ์ให้กับ สกว.และจุฬาฯ ต่อไปยังจะยื่นจดสิทธิบัตรในต่างประเทศด้วย เพราะเป็นงานที่ใหม่มาก หากขายได้ ก็จะนำเงินเข้าประเทศได้มากต่อไป” นักวิจัยกล่าว
สำหรับการก่อสร้างเขื่อนสลายกำลังคลื่น ณ บ้านขุนสมุทรจีน ทำโดยการก่อโครงสร้างคอนกรีตสามเหลี่ยมด้านเท่า ความยาวด้านละ 50 ซ.ม. ข้างในกลวง ผลิตจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ทำจากเถ้าละเอียดและซีเมนต์คอนกรีตอัดแรง ความยาว 10 8 และ 6 เมตรตามลำดับ นำไปปักในทะเลห่างจากชายฝั่ง 500 เมตรแบบสลับฟันปลา 3 แถว ระยะห่างระหว่างแถว แถวละ 1.5 เมตร โดยมีความยาวตลอดแนวชายฝั่ง 250 เมตร
โครงสร้างดังกล่าวจะต่างจากเขื่อนทั่วไปที่มีโครงสร้างแบบปิดทึบที่กั้นไม่ให้คลื่นลอดผ่านได้ คือ เขื่อนสลายกำลังคลื่นเมื่อคลื่นพัดเข้ามาจะถูกเฉือนออกเป็น 2 ข้าง และสะท้อนไปสะท้อนมาตามแนวเสาที่วางไว้ จึงถือเป็นการสลายกำลังคลื่นทะเลไปได้โดยปริยาย
ขณะที่ตะกอนดินที่มากับคลื่นจะถูกกักเก็บไว้โดยโครงสร้างคอนกรีตรูปบูมเมอแรง ไม่ให้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดตะกอนออกสู่ทะเลอีกครั้ง จากนั้นเมื่อตะกอนดินมากพอก็นำต้นโกงกางมาปลูกเป็นแนวป่าชายเลนผืนใหม่ต่อไป
ส่วนผลของการใช้งาน “ขุนสมุทรจีน 49 A2” รศ.ดร.ธนวัฒน์ เผยว่า เบื้องต้นได้ผลค่อนข้างดีแม้จะได้ก่อสร้างเสร็จไปเพียงครึ่งเดียวของโครงการ แต่ก็เห็นผลแล้วว่าสามารถลดการกัดเซาะชายฝั่งในอัตรา 25 เมตร/ปีลงได้เกือบ 100% ป่าชายเลนที่เคยล้มด้วยแรงคลื่นซัดเป็นแถบๆ ก็หมดไป
พร้อมกันนี้ยังเกิดตะกอนดินใหม่เพิ่ม 40 ซ.ม./ปี แถมยังได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาและภาคเอกชนร่วมปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย เชื่อว่าจะทำให้เกิดป่าชายเลนเพิ่มขึ้นออกไปจากชายฝั่งเดิม 500 เมตรอย่างแน่นอน
“นอกจากนั้น จากการสังเกตการณ์ของชาวบ้านเองยังพบด้วยว่าคลื่นใหญ่ๆ ที่เคยเข้ามาสูง 3 เมตร ตอนนี้เหลือเพียงเมตรเดียว และเมื่อคลื่นใหญ่ๆ หรือพายุเข้ามา ชาวประมงยังใช้เขื่อนนี้หลบพายุหรือคลื่นได้ด้วย” รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าว โดยสิ่งก่อสร้างซึ่งกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าประสบความสำเร็จชิ้นนี้เริ่มเป็นที่สนใจจากสื่อมวลชนในประเทศและต่างประเทศแล้วเมื่อกลางปี 2550 เป็นต้นมา
ส่วนความเป็นไปได้ที่จะนำเขื่อนสลายกำลังคลื่นมาใช้กับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของอ่าวไทยตอนบนจุดอื่นๆ นั้น รศ.ดร.ธนวัฒน์ คาดว่า เป็นไปได้แน่นอน โดยจะใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาทจึงจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด
อย่างไรก็ตามถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับกลับมา โดยเฉพาะป่าชายเลนประมาณ 38,000 ไร่ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนที่จะนำความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน และเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผืนใหญ่ของประเทศ ที่จะขายเป็นคาร์บอนเครดิตตามที่ระบุไว้ในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) ได้ถึง 270,000 ตันคาร์บอน/ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเข้าสู่ประเทศกว่า 33,000,000 -48,000,000 บาท
ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ทีมวิจัยยังได้พัฒนาเขื่อนสลายกำลังคลื่นต่อเนื่องไปสู่การเป็น “เขื่อนเขียว” ด้วย โดยเขื่อนเขียวจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลในอนาคต ซึ่งหากไม่มีการป้องกันแล้ว พื้นที่กรุงเทพฯ ในอนาคตอาจหายไปครึ่งหนึ่ง
สำหรับเขื่อนเขียวจะเป็นการสร้างเขื่อนแบบ 2 ชั้นที่มีป่าชายเลนและเขื่อนสลายกำลังคลื่นรุ่นแรกยื่นลงไปในทะเล และมีเขื่อนกั้นระดับน้ำทะเลไม่ให้ท่วมเมืองติดชายฝั่งเดิมอีกแห่งหนึ่ง คาดว่าจะมีการก่อสร้างนำร่องที่เขตนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการในเร็วๆ นี้
(ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดของงานวิจัยชิ้นนี้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ สกว. ตามลิงก์ www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=811)


