xs
xsm
sm
md
lg

ได้เค้าไขปริศนาจันทร์ “ไอแอบตัส” ทำไมมีสีขาว–ดำ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เอเยนซี/ยูนิเวอร์สทูเดย์/ บีบีซีนิวส์ – “ไอแอบตัส” สมาชิกพี่ใหญ่ของเหล่าดาวบริวารดาวเสาร์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเร้นลับสุดๆ ในบรรดาพี่น้องร่วมดาวเคราะห์เดียวกัน โดยเฉพาะความแตกต่างของสีของดวงดาว มาตอนนี้นักดาราศาสตร์ก็พอได้เค้าลางช่วยไขปริศนาแล้ว

รายงานขององค์การอวกาศยุโรป (ESA: อีซา) เปิดเผยระหว่างการประชุมจัดกลุ่มวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ครั้งที่ 39 ณ เมืองออร์แลนโด มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกาว่า ก่อนที่มนุษย์จะได้ส่งยานขึ้นไปสำรวจดาวเสาร์อย่าง “วอยเอเจอร์” (Voyager) และ “แคสซินี” (Cassini) นั้น นักดาราศาสตร์เองก็ได้ตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงความลี้ลับของ "ไอแอบตัส" (Iapetus) บริวารของดาวเสาร์ดวงนี้ไว้มากมายแล้ว ที่สำคัญคือการที่ดูเหมือนว่าจะมีความสว่างไม่แน่ไม่นอนในทุกทีที่แหงนหน้ามอง

รายงานเผยว่า ต่อมาเมื่อมีการส่งยานไปสำรวจ จึงพอทำให้กระจ่างขึ้นบ้างว่า ดาวบริวาร ซึ่งมีรูปร่างเหมือน “ลูกวอลนัท” ที่มีสันเขาโชว์เด่นตามแนวเส้นศูนย์สูตรจนแทบจะเป็นเส้นรอบวงดวงนี้มี 2 ด้านที่มีสภาพอากาศแตกต่างกัน ระหว่างด้านสีขาวที่มีหิมะปกคลุม และอีกด้านที่ดูจะเหมือนเป็นด้านมืดอย่างกลางคืนตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี จากการบินโฉบครั้งล่าสุดของยานแคสซินีขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) องค์การอวกาศอิตาลี (เอเอสไอ) และอีซา ก็ช่วยไขปริศนาว่า ที่แท้แล้ว ผิวด้านมืดของไอแอบตัสมีอุณหภูมิสูงประมาณ -146 องศาเซลเซียส มากพอที่จะละลายน้ำแข็งที่มาปิดคลุมผิวดาวให้กลายเป็นไอน้ำได้

ทั้งนี้ ไอน้ำที่เกิดขึ้นนี่เองที่จะล่องลอยไปจับตัวเป็นน้ำแข็งอีกครั้งยังอีกด้านของดาวที่มีอากาศเย็นกว่า คือด้านที่เป็นสีขาวอย่างเราเห็น ที่นับวันด้านขาวก็จะสว่างมากขึ้น ขณะที่ด้านที่มีสีดำก็จะมืดขึ้นไปอีก ด้วยมีวัตถุสีดำมาทับถม โดยขั้นตอนที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้รวมเรียกว่า
“การแบ่งแยกกันของอุณหภูมิ” (thermal segregation)

แล้วเหตุผลที่ว่าวัตถุสีดำมาจากที่ใด? ผลการวิเคราะห์พบว่า วัตถุสีดำไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนไอแอบตัสเอง แต่น่าจะมาจากการที่มันโคจรไปเยี่ยมเยียนดาวบริวารอื่นๆ ของดาวเสาร์มากกว่า โดยเฉพาะ ดวงจันทร์ “ฟีบี” (Phoebe) ที่มีชิ้นส่วนหลุดร่วงอยู่ตลอดเวลา และจะหันไปรับวัตถุสีดำนี้เพียงด้านเดียว

"และเจ้าวัตถุสีดำนี้เองที่กักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ และทำให้อุณหภูมิของไอแอบตัสด้านมืดสูงขึ้นจนหิมะละลายได้ อันเป็นเหตุทำให้เกิดความแตกต่างกันของ 2 ซีกดาวในที่สุด" รายงานจากอีซา สรุป