4 ต.ค.ที่จะถึงนี้...เป็นวันครบรอบ 50 ปีของการปล่อย “ยานสปุตนิก 1” วัตถุชิ้นแรกของมวลมนุษยชาติสู่ห้วงอวกาศ ทว่าก่อนความฝันทะลุสู่นอกโลกของมนุษย์จะเป็นจริง จินตนาการบนจักรวาลอันกว้างใหญ่จากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างพวกเราก็ได้จดจารผ่าน “นิยายวิทยาศาสตร์” มายาวนาน บางจินตนาการก็เหนือจริง บางจินตนาการก็เสมือนจริง !!
โลก “ไซ-ไฟ” (Sci -Fi) ในยุคหลังจากที่มนุษย์รู้ว่าสุดขอบโลกอยู่ตรงไหน และเราผ่านไปมาได้อย่างเป็นว่าเล่นนั้น เปลี่ยนแปลงไปจากยุคเดิมอย่างไร “รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล” นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์คนสำคัญของไทย เจ้าของนามปากกา “ชัยคุปต์” จะช่วยพาเราไปรู้จัก
แท้ที่จริงแล้ว ต้นกำเนิดของนิยายวิทยาศาสตร์หรือ ไซ –ไฟ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวนอกโลกและอวกาศนั้น รศ.ดร.ชัยวัฒน์ พาย้อนถอยหลังไปถึง 2 มหากาพย์เอกของโลก อย่าง อีเลียด (Iliad) และโอดิสซี (Odyssey) ของมหากวีโฮเมอร์ (Homer) แห่งกรีก ซึ่งได้แต่งไว้เมื่อหลายพันปีก่อน
ที่ว่ามหากาพย์ทั้ง 2 เป็นจุดกำเนิดของนิยายไซ –ไฟด้านอวกาศ เพราะสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ พระเจ้า และเทพมากมาย ซึ่งต่อมาเมื่อนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวใหม่ๆ ก็นำชื่อเหล่าเทพมาตั้งชื่อหมู่ดาวบนท้องฟ้า จนปัจจุบันแทบจะไม่มีชื่อเหลือแล้ว และต้องไปใช้ชื่ออื่นๆ แทนบ้าง
หรือแม้แต่นิยายอื่นๆ ที่ติดตามมาทีหลังอย่างการเดินทางของกัลลิเวอร์ (Gulliver's Travels) ที่ไปพบดินแดนใหม่ มีคนแคระ ก็เช่นเดียวกัน แต่ก็ออกไปทางนิยายแฟนตาซีบริสุทธิ์ (Pure Fantasy) ค่อนข้างมาก
ขณะที่ยุคต่อมา แม้ยังไม่มีการท่องอวกาศจริง แต่นิยายวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับอวกาศก็มีไม่น้อย โดยมีทั้งที่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ซึ่งเน้นไปยังข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากบ้าง–น้อยบ้าง (Hard Sci –Fi และ Soft Sci -Fi) หรือที่เป็นไปทางด้านแฟนตาซีไปเลยก็มี เช่น การจินตภาพว่าดาวศุกร์เป็นดาวที่มีความชุ่มชื้นมาก และเป็นดินแดนแห่งเจ้าชายเจ้าหญิง
ทว่า การบุกเบิกที่สำคัญของนิยายวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่สมจริงและเน้นไปทางด้านเทคโนโลยีค่อนข้างมาก ในยุคนั้นมี “จูลส์ เวิร์น” (Jules Verne) เป็นหัวหอกสำคัญ เช่นในผลงานเรื่อง “ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์” (20,000 Leagues Under the Sea) ซึ่งมีนวัตกรรมอย่างเรือดำน้ำ หรือการใช้จรวดเดินทางไปดวงจันทร์ในเรื่อง “ฟรอม ดิ เอิร์ธ ทู เดอะ มูน” (From the Earth to The Moon)
แต่ผู้ที่เรียกได้ว่าปฏิวัติวงการนิยายวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศจริงๆ คงหนีไม่พ้น “เอช.จี.เวลลส์” (H.G.Wells) ผู้มีผลงานที่น่าสนใจและแนวเรื่องที่หลากหลาย เช่น “สงครามระหว่างดวงดาว” (War of the Worlds) ที่มีมนุษย์ดาวอังคารมาบุกโลก และหลังจากนั้นเองจึงมีนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นตามมามากมาย เช่น ไอแซค อาซิมอฟ (Isaac Asimov) และอาร์เธอร์ ซี.คลาร์ก (Arthur C. Clarke) เป็นต้น
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการปล่อยยานสปุตนิกขึ้นสู่อวกาศ ก็เรียกได้ว่า ส่งผลต่อวงการนิยายวิทยาศาสตร์เช่นกัน คือมีทั้งในแง่ดีและแง่เสีย โดยผลเสียหนึ่งเดียวคือ นิยายวิทยาศาสตร์อวกาศแนวแฟนตาซีที่ดูจะขัดความเป็นจริงไปทันที และเรียกได้ว่าเป็นความจริงที่มาฆ่าจินตนาการไปทางหนึ่ง
เช่น การค้นพบว่าดาวศุกร์มีสภาพไม่ต่างจากขุมนรก ด้วยสภาพดาวที่แห้งผาก ส่วนข้อดีของมันก็เท่ากับเป็นการเปิดมิติใหม่ๆ ของการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ตามความเป็นจริงได้มากขึ้น แต่นักเขียนเองก็ต้องระมัดระวังในแง่ความเป็นจริงมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน
“โดยส่วนตัวแล้วการค้นพบนี้ย่อมมีด้านดีมากกว่าด้านเสีย โดยเฉพาะการเป็นเวทีที่มีสีสัน กว้างขวาง และน่าสนใจสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะทวีความน่าตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ เป็นยุคทองของการให้กำเนิดสิ่งใหม่ๆ ก็ว่าได้” เจ้าของนามปากกา “ชัยคุปต์” ว่า โดยแนวการเขียนและแนวเรื่องที่เพิ่มเข้ามาเช่น ชีวิตต่างดาว การตั้งรกรากนอกโลก การติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาว โดยเฉพาะการตอบข้อสงสัยที่ว่า เราอยู่ลำพังในจักรวาลนี้หรือไม่
แต่ในอีกทางหนึ่งก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า การส่งยานสปุตนิกออกไปเริ่มยุคสำรวจอวกาศจะปฏิวัติการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ให้เหตุผลว่า เพราะจินตนาการที่บุกเบิกไว้ในนิยายวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้าไปมากกว่ามาก แม้ไม่มีการส่งยานสปุตนิกไปนอกโลกก็ตาม สังเกตได้จากแม้จะเข้าสู่ยุคอวกาศตามที่อ้างถึงไปถึง 50 ปีแล้ว การส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งก็ยังเป็นเรื่องยาก อันตราย และเสี่ยงภัยมาก
“ความแตกต่างระหว่างก่อนการปล่อยยานสปุตนิกและหลังปล่อยยาน ผมว่าไม่เห็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดในจุดนี้ เพราะนิยายวิทยาศาสตร์ไปได้ไกลกว่ามาก ส่วนเทคโนโลยีอวกาศก็ค่อยๆ ตามมาตามแนวทางที่นิยายวิทยาศาสตร์วางแนวทางไว้ก่อนแล้ว ซึ่งก็มีทั้งที่ถูกและที่ผิด ดังนั้นจึงไม่เชิงว่าได้กระตุ้นให้เกิดนักเขียนใหม่ๆ ขึ้นมาในจุดนี้” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ เผยและว่า
ในทางกลับกัน นิยายวิทยาศาสตร์กลับเป็นแผนที่หรือแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์หลายๆ คน มากกว่า เช่น ที่นาซาจากนิยายของอาซิมอฟและอาร์เธอร์ ซี.คลาร์ก ซึ่งจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศของสหภาพโซเวียตเดิมและสหรัฐอเมริกา การส่งยานก็ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของนิยายบนแง่ความเป็นจริงมากขึ้น
ส่วนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศที่เคยมีเขียนไว้ในนิยายวิทยาศาสตร์และวันนี้ได้เกิดขึ้นจริงบ้างแล้ว “ชัยคุปต์” ยกตัวอย่างว่าเช่น การที่มนุษย์ได้ไปแตะพื้นดาวดวงอื่นเช่น ดวงจันทร์ ความสามารถในการสื่อสารของมนุษย์ระหว่างโลกและอวกาศอันไกลโพ้นของยานวอยเอเจอร์ (Vovager) และแคสซินี (Cassini) ที่ไปสำรวจไกลถึงดาวเสาร์ ตลอดจนการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก เช่น การสำรวจสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร
“โดยภาพรวมแล้ว เทคโนโลยีหลายอย่างที่ถูกพัฒนาขึ้นมาสำรวจอวกาศ ยานอวกาศที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถนำมาใช้บนโลกของเราได้เช่นกัน อาทิ ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร ขณะเดียวกันการใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศนานๆ ก็จำเป็นต้องมีการศึกษาว่าทำอย่างไรนักบินจะไม่สูญเสียมวลกระดูก หรือแม้แต่เรื่องการนอนไม่หลับที่มีความสำคัญมากซึ่งนำมาใช้จริงบนโลกได้” นักสื่อสารวิทยาศาสตร์อาวุโส เผย
ขณะที่แนวโน้มนิยายวิทยาศาสตร์เองในอีก 50 ปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร รศ.ดร.ชัยวัฒน์ เชื่อว่า นิยายวิทยาศาสตร์แนวแฟนตาซีทั้งไทยและเทศน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีแน่นอน รวมถึงที่อ้างอิงวิทยาศาสตร์มากบ้างน้อยบ้างก็จะมีอยู่ แต่ยังจะไม่หลุดกรอบเดิมๆ ไปไหน ซึ่งยังมีอะไรให้เล่นอีกมาก อาทิ อวกาศกับปรัชญา กำเนิดจักรวาล ชีวิต และมนุษย์ รวมถึงการหาที่สุดของความจริงหรือนิพพาน แต่ทว่าก็จะไม่หยุดนิ่ง ท้าทาย และจะมีผลงานแปลกๆ ใหม่ๆ แหวกแนวออกมาแน่นอน ขณะที่ของไทยเองก็ใช่จะน้อยหน้า
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ เผยด้วยว่า ในประเทศไทยเอง นักเขียนไซไฟไทยก็มีอยู่จำนวนหนึ่งที่ทำได้ดี เช่น วินทร์ เลียววาริณ, นิรันศักดิ์ บุญจันทร์, ปราบดา หยุ่น และมณฑาณี ตันติสุข ฯลฯ
"ขณะเดียวกันนักเขียนรุ่นใหม่ๆ อีกกว่าร้อยคนที่กำลังเติบโต แต่ยังขาดสนามทดสอบฝีมืออยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากสำหรับบรรณาธิการหนังสือหลายๆ คนที่อาจไม่เข้าใจ นักเขียนรุ่นใหม่จึงขาดกำลังใจที่จะกล้าเขียนผลงานแปลกๆ ใหม่ออกมา แต่ถ้าปัญหานี้หมดไป อนาคตของนิยายวิทยาศาสตร์ของไทยก็จะไปได้ไกลแน่นอน” นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังทิ้งท้าย
อ่านเพิ่มเติม :- 10 สุดยอดไซ-ไฟอวกาศ แนะนำโดย “ชัยคุปต์”


