วว.ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตไข่ปลาคาร์เวียร์เทียมจากสาหร่ายไข่หิน หวังเอาใจผู้บริโภคมังสวิรัติ และกลุ่มผู้รักสุขภาพ ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ไม่ต้องหวั่นคลอเรสเตอรอล แถมยังรักษาโรคเก๊าต์ -มะเร็ง ด้านผู้ประกอบการเผยจะตั้งโรงงานเร่งผลิตวางแผงเป็นวัตถุดิบในครัวเรือนภายใน 2 สัปดาห์ ราคา ก.ก.ละ 500 บาท
ใครจะคิดว่าสาหร่ายน้ำจืดที่พบดาษดื่นอย่าง “สาหร่ายไข่หิน” จะขึ้นโต๊ะอาหารเทียบชั้นไข่ปลาคาร์เวียร์ได้ และจะออกวางแผงเอาใจคนรักสุขภาพเร็วๆ นี้ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) แถลงข่าวถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสาหร่ายไข่หิน หรือ “สาหร่ายมุกหยก” ให้แก่ บ.สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด เป็นเวลา 5 ปีเพื่อนำไปต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ณ ห้องประชุม วว. กรุงเทพฯ
ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ นักวิชาการศูนย์จุลินทรีย์ เผยว่า ปัจจุบัน วว.ได้พัฒนากระบวนการผลิตสาหร่ายกินได้ชนิดนี้ให้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีเขียวขนาดเล็กคล้ายไข่ปลาได้แล้ว โดยมี 2 ขนาดให้เลือกนำไปประกอบอาหารคือขนาด 2 ม.ม. และ 4 ม.ม. จากปกติที่สาหร่ายน้ำจืดชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแผ่นหรือเป็นก้อนวุ้นที่ดูไม่น่ารับประทาน โดย วว.ได้เพาะเลี้ยงหัวเชื้อสาหร่ายไข่หินและแช่แข็งหัวเชื้อบางส่วนเก็บไว้ในคลังแล้ว เพื่อประกันว่าต่อไปสาหร่ายชนิดนี้จะไม่สูญพันธุ์
ดร.อาภารัตน์ บอกอีกว่า นอกจากนี้ วว.ยังได้ศึกษาถึงสภาวะการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิ และพัฒนาสูตรอาหารจากปุ๋ยพืชอนินทรีย์ต้นทุนต่ำด้วยซึ่งจะได้จดสิทธิบัตรเร็วๆ นี้ โดยจะถ่ายทอดกระบวนการผลิต การตั้งโรงงาน สูตรอาหารเลี้ยงเชื้อ และการควบคุมการผลิตต่างๆ ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงตลอดจนการแปรรูปให้แก่เอกชนที่สนใจ ซึ่งการเพาะเลี้ยงสาหร่ายไข่หินจะใช้เวลา 2 -4 สัปดาห์แล้วแต่ขนาดที่ต้องการ สามารถให้ผลผลิต 1 ก.ก.ต่ออาหารเลี้ยงเชื้อ 20 -40 ลิตร โดยเวลานี้ในประเทศจีนและญี่ปุ่นได้นำสาหร่ายไข่หินไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแล้วหลายชนิด
ทั้งนี้ สาหร่ายไข่หินพบได้มากในแหล่งน้ำจืดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีข้อดีคือไร้กลิ่นและไร้รส เก็บรักษาในตู้เย็นได้นานนับเดือน จึงเหมาะกับการทำอาหารทุกประเภท ทั้งอาหารคาว -หวาน ของขบเคี้ยว และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ให้กากใยและโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายมาก อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย จึงลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งทางเดินอาหาร โรคเก๊าต์ โรคตาบอดกลางคืน รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และลดคลอเรสเตอรอลได้ดี โดยมีงานวิจัยจากจีนและญี่ปุ่นยืนยัน
“สาหร่ายไข่หินสามารถนำไปปรุงอาหารไทย ฝรั่ง และญี่ปุ่นได้หลายประเภท เช่นเดียวกันผักผลไม้ทั่วไป เช่น การนำไปปรุงซุปน้ำใส ซุปน้ำข้น น้ำสลัดใส น้ำสลัดข้น ผสมในสปาเก็ตตี้ ใช้เป็นหน้าซูชิ อาหารประเภทยำและลาบ โดยเฉพาะกับรสสัมผัสที่ดี ใช้แทนไข่แมงดา ไข่ปลาแซลมอน และไข่ปลาคาร์เวียร์ที่มีคลอเรสเตอรอลสูงได้ สาหร่ายไข่หินจึงเหมาะกับผู้บริโภคมังสวิรัติและผู้ที่ไม่กล้ารับประทานไข่ปลาเพราะกลัวคลอเรสเตอรอล” นักวิจัยกล่าว
ดร.อาภารัตน์ เผยอีกว่า จากการสำรวจความพึงพอใจกับกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย 200 คน ยังได้รับการตอบรับที่ดี ผู้บริโภคต่างพึงพอใจในสาหร่ายไข่หิน จึงมีโอกาสในเชิงพาณิชย์สูงที่จะใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพของคนไทยที่มีราคาถูก สามารถรับประทานได้ครั้งละมากๆ และรับประทานได้ทุกวัน โดยน่าจะทดแทนการนำเข้าสาหร่ายอุนดาเรีย (undaria) จากญี่ปุ่นซึ่งมีราคา 400-500 บาท/ก.ก.เพื่อมาประกอบอาหารได้ด้วย
ด้านนายบัณฑิต สายวิไล กรรมการ บ.สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด เผยว่า ทางบริษัทจะตั้งโรงงานผลิตสาหร่ายไข่หินกำลังการผลิต 600 ก.ก./เดือน เพื่อเร่งผลิตสาหร่ายไข่หินให้สามารถวางจำหน่ายได้ภายใน 2 เดือน ในรูปของวัตถุดิบประกอบอาหารในราคา 400 -500 บาท/ ก.ก. จากนั้นจึงจะเริ่มแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นต่อไป


