คปก.หนุนนักวิจัย ป.เอก สังเคราะห์กระดูกเทียมจากเปลือกไข่และกระดูกจระเข้ ทดแทนการนำเข้าสารทดแทนกระดูกราคาแพง เพิ่มศักยภาพในงานทันตกรรมและกระดูกเทียมของไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยในประเทศ
เนื่องจากกระดูกและฟันเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับกระดูกและฟันจึงสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยมาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงสนับสนุนโครงการ “การผลิตสารประกอบไฮดรอกซีแอปาไทต์จากวัสดุธรรมชาติ” ของ รศ.ดร.สุธาทิพย์ ศิริไพศาลพิพัฒน์ และ น.ส. อัปสร บุญยัง นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาสารทดแทนกระดูกขึ้นใช้เองในประเทศ
น.ส.อัปสร กล่าวว่า สารไฮดรอกซีแอปาไทต์ เป็นสารอนินทรีย์ที่มีองค์ประกอบหลักคือแคลเซียมและฟอสเฟต ซึ่งวิธีการเตรียมนอกจากสังเคราะห์จากสารเคมี เช่น นำสารแคลเซียมไนเตรตและแอมโมเนียมฟอสเฟต มาทำปฏิกิริยากันในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดสารไฮดรอกซีแอปาไทต์แล้ว ยังสามารถเตรียมได้จากปะการังหรือกระดูกสัตว์ที่มีแคลเซียมหรือฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบ
ในงานวิจัยมีความสนใจนำเปลือกไข่และกระดูกจระเข้มาศึกษา เนื่องจากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าเปลือกไข่จระเข้มีแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบหลัก และพบว่ามีปริมาณของแคลเซียมมากถึง 38.8% โดยน้ำหนัก ส่วนกระดูกจระเข้มีองค์ประกอบหลักเป็นไฮดรอกซีแอปาไทต์ถึง 70 %
“ตามปกติแล้ว ทุกชิ้นส่วนในร่างกายของจระเข้จะสามารถนำไปใช้งานได้หมด ยกเว้นเปลือกไข่และกระดูกที่ใช้ทำอะไรไม่ได้และต้องเหลือทิ้ง โดยจระเข้หนึ่งตัวจะวางไข่ถึงคราวละ 28-40 ฟอง ดังนั้นหากพัฒนาสารดังกล่าวได้เองก็จะเป็นการทดแทนการนำเข้าสารไฮดรอกซีแอปาไทต์ที่ในวงการทันตกรรมจะมีราคาแพงมาก 0.1 กรัมของไฮดรอกซีแอปาไทต์จะมีราคาถึง 26,000 บาท” นักวิจัยกล่าว
ส่วนงานวิจัยต่อไปคือ การนำสารประกอบไฮดรอกซีแอปาไทต์ที่ผลิตขึ้นมาทดสอบประสิทธิภาพ ทำการขึ้นรูปเป็นชิ้นกระดูกและนำไปทดลองปลูกถ่ายกระดูกเทียมในสัตว์ เพื่อดูว่ากระดูกเทียมสามารถเชื่อมติดกับเนื้อเยื่อได้ดีและมีผลข้างเคียงหรือไม่
“หากทำได้สำเร็จเชื่อว่าจะเป็นการพัฒนาก้าวสำคัญในการผลิตกระดูกเทียมใช้เอง ช่วยลดต้นทุนการนำเข้า ลดราคาค่าใช้จ่ายในการรักษา เพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ป่วยด้านกระดูกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งด้วย” น.ส.อัปสร ทิ้งท้าย


