กรมโรงงานอุตสาหกรรมสร้างโรงงานเผาขยะอุตสาหกรรมครบวงจรต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย หวังให้ภาคเอกชนกำจัดขยะอันตรายอย่างถูกวิธี นำร่องที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูก่อนขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ชวนเอกชนร่วมลงทุน ชี้ดำเนินการมา 2 ปี ได้ผลน่าพอใจ ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม แทบไม่มีสารพิษปนเปื้อนสู่บรรยากาศ แถมประหยัดกว่าส่งไปทำลายยังต่างประเทศ ด้านผู้จัดการศูนย์ฯ เผยเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมของไทย ดึงความเชื่อถือในสายตานักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน
วันนี้ (24 ส.ค.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมเตาเผาขยะอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม ณ ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นต้นแบบเตาเผาขยะอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมครบวงจรและปลอดมลพิษแห่งแรกของประเทศไทย โดยจะเผาขยะอุตสาหกรรมได้ 48 ตันต่อวัน หรือราว 15,000 ตันต่อปี และมีแผนจะขยายโรงงานไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป
สำหรับโรงงานเตาเผาขยะอันตรายดังกล่าว ก่อตั้งขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2541ในลักษณะโครงการร่วมทุนรัฐบาลและเอกชนคือ กิจการร่วมค้าอินเตอร์โปร-เอ็มอีดับเบิ้ลยู ชนะการประมูลโครงการการก่อสร้างและดำเนินการด้วยงบประมาณ 1,486 ล้านบาท พร้อมนำเข้าเครื่องเผาขยะอันตรายจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเดินเครื่องในระบบปิด เผาขยะด้วยอุณหภูมิสูงสุด 1,100 องศาเซลเซียส และมีระบบฟอกอากาศสมรรถนะสูง จึงทำลายก๊าซพิษจากขยะอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารเคมีจำพวกตัวทำละลาย ยาฆ่าแมลง หรือยาหมดอายุได้ทั้งหมด จึงแทบไม่มีมลพิษออกสู่บรรยากาศเลย และถือว่าดีกว่ามาตรฐานที่ใช้กันในต่างประเทศนับสิบเท่า
นายเริงชัย เรืองพยุงศักดิ์ ผู้จัดการศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า โดยปกติแล้วการกำจัดขยะทั่วๆ ไปแบ่งได้เป็นการฝังกลบ การเผา หากเป็นน้ำเสียก็จะผ่านการบำบัด ทว่า ขยะอุตสาหกรรมบางชนิดก็ไม่สามารถที่จะฝังกลบ นำกลับไปใช้ใหม่ หรือบำบัดได้ แต่มีเพียงวิธีการเผาทำลายอย่างรัดกุมเท่านั้นที่จะกำจัดขยะเหล่านั้นได้โดยสารพิษไม่ปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดขยะอันตรายกว่า 20,000 โรง เกิดขยะอันตรายปีละกว่า 1.2 ล้านตัน
อย่างไรก็ดี เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีระบบเตาเผาขยะที่รองรับขยะอุตสาหกรรมได้ ผู้ประกอบการต่างๆ จึงต้องส่งขยะอุตสาหกรรมไปทำลายยังต่างประเทศในราคาหลักแสนบาทต่อตัน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายก็อาศัยช่องว่างทางการกฎหมาย หลีกเลี่ยงวิธีการทำลายอย่างถูกวิธี แต่กลับใช้วิธีกำจัดขยะอย่างไม่เหมาะสม เช่น ฝังกลบ จนส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมตามมา
ด้วยเหตุนี้ นายเริงชัย กล่าวว่า ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงตั้งศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรมขึ้น เพื่อให้มีเตาเผาขยะอันตรายที่ได้มาตรฐานแห่งแรกของประเทศไทย ทำหน้าที่กำจัดขยะอันตรายทั้งในรูปของแข็ง ของเหลว และของแข็งกึ่งของเหลว โดยเฉพาะในย่านนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งเป็นแหล่งที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่มาก โดยในการก่อสร้างได้มีการสำรวจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรัดกุม
ทั้งนี้ จากการทดลองเดินเครื่องเผาขยะอันตรายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมฟรีตลอด 24 ชั่วโมงมาร่วม 2 ปี นับตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานเสร็จในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พบว่า เตาเผาขยะดังกล่าวสามารถเผาขยะอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ทว่า เตาเผาขยะอันตรายดังกล่าวก็ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนักทั้งในหมู่ผู้ประกอบการคนไทยและผู้ประกอบการต่างชาติ ทำให้วันหนึ่งๆ จะมีผู้ประกอบการส่งขยะอันตรายมากำจัดเพียงวันละประมาณ 30 ตันต่อวัน หรือราว 60% ของปริมาณที่รองรับได้
ในด้านการยอมรับจากภาคประชาชน นายเริงชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ชาวบ้านมักไม่เข้าใจในเรื่องการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ชัดเจนดีพอ จึงกลัวผลเสียด้านต่างๆ ต่อวิถีชีวิตที่จะตามมา ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านการก่อสร้างเตาเผาขยะในชุมชนของตัวเอง เกิดคำถามว่าทำไมต้องมาก่อสร้างในชุมชนนั้นๆ
ขณะที่เตาเผาขยะอันตรายที่นำมาใช้จะสามารถกำจัดขยะและสารพิษได้ทั้งหมด แทบไม่มีมลพิษเหลืออยู่เลย หลังเผาขยะอันตรายแล้วก็จะได้เพียงเถ้าลอยและเถ้าหนักในอัตราส่วนขยะก่อนนำไปเผา 10 ส่วนต่อเถ้าหลังเผา 1 ส่วน จากนั้นจึงนำไปอัดกับปูนซิเมนต์แล้วฝังกลบตามกฎหมาย โดยไม่ต้องส่งขยะอุตสาหกรรมไปทำลายยังต่างประเทศ และใช้ต้นทุนในการกำจัดขยะตันละประมาณ 10,000-50,000 บาท ซึ่งไม่แพงเมื่อเทียบกับการส่งไปทำลายยังต่างประเทศ
“ประโยชน์ที่สำคัญของเตาเผาขยะอันตรายที่นำมาใช้นี้ ยังเป็นการยกระดับประเทศไทยให้มีความน่าเชื่อถือและน่าลงทุนในสายตาของชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่ๆ มักคำนึงถึงภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทตัวเอง หากประเทศไทยไม่มีระบบกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานโลกอย่าง ไอเอสโอ 14000 เขาก็จะมองข้ามเราแล้วไปลงทุนที่อื่นเช่นประเทศจีนแทน ทำให้เกิดผลเสียด้านการลงทุนมากมาย”
ด้านพลังงานที่ใช้ในการกำจัดขยะอุตสาหกรรม นายเริงชัย บอกว่า จะใช้ก๊าซธรรมชาติอุ่นเครื่องให้ร้อนระดับหนึ่งก่อน คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5-6 ล้านบาทต่อเดือน จากนั้นจึงใช้พลังงานที่เกิดจากการเผาขยะมาเผาขยะด้วยกันเอง เช่น ใช้น้ำมันเครื่องปนเปื้อนโลหะหนักและยางรถยนต์เก่ามาเป็นเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันก็กำลังมองหาพลังงานอื่นๆ มารองรับเผื่อไว้ด้วยเช่น ไบโอดีเซล เป็นต้น
สำหรับในระยะต่อไป ผู้จัดการศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม เผยว่า ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเดินหน้าเผยแพร่โครงการดังกล่าวให้ภาคเอกชนได้รู้จักและหันมากำจัดขยะด้วยเตาเผาที่ได้มาตรฐานชนิดนี้ รวมทั้งกำลังอยู่ในช่วงการขออนุมัติจาก ครม.ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในลักษณะเช่าดำเนินการ พร้อมๆ กับที่จะบังคับใช้กฎหมายการกำจัดขยะอันตรายให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานได้ทั่วประเทศแล้ว ยังจะต้องมีเตาเผาขยะอันตรายอีก 4 แห่งจึงจะครอบคลุมได้ทั้งหมด


