xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนตำนาน “ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์” สู่สื่อวิทย์ที่ปิดตัวเป็นนิจ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มีใครรู้จัก “ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์” บ้าง หลายคนคงจะจำนิตยสารวิทยาศาสตร์รายเดือนเล่มนี้กันได้ และหลายคนคงเป็นแฟนเหนียวแน่นตั้งแต่สมัยขาสั้นคอซองจนถึงวัยใส่สูทผูกไทด์ แต่นิตยสารดังกล่าวจำต้องปิดตัวลงไปเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาด้วยพิษเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้มีนิตยสารแนวเดียวกันอีกหลายเล่มที่ต้องจากไป และดูเหมือนว่าการจากลาของนิตยสารเชิงวิชาการเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว

เชื่อว่าเมื่อ 10 กว่าที่ผ่านมาแฟนๆ นิตยสารชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์แห่งสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช คงใจหายไม่น้อยกับการปิดตัวของนิตยสาร ทั้งที่หนังสือได้รับความนิยมอย่างมาก และภายหลังจากที่ได้พูดคุยกับ วโรฬส นรินทร บรรณาธิการบริหาร ซึ่งอยู่กับนิตยสารจนเล่มสุดท้าย จึงทราบว่ายอดพิมพ์จำหน่ายของนิตยสารต่อเดือนสูงถึง 25,000 เล่ม นับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อนึกถึงสถิติที่อ้างกันว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่เกิน 8 บรรทัด” และแม้ว่าจะมียอดพิมพ์ที่สูง แต่ก็ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากหนังสือไม่ค่อยมีโฆษณา

“ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์” ยอดพิมพ์ 2.5 หมื่น แต่ยอดโฆษณาต่ำ

ชัยพฤกษ์ฯ ซึ่งอยู่เป็นเพื่อนครูและนักเรียนเกือบ 25 ปี ต้องอำลาแฟนๆ ในขณะที่การเปิดภาคเรียนกำลังจะเริ่มต้น โดยได้ปิดท้ายตำนานสื่อวิทยาศาสตร์ในฉบับที่ 299 เมื่อเดือน พ.ค. 2538 ซึ่งเหตุผลของการปิดตัวนั้น วโรฬส กล่าวว่า เพราะชัยพฤกษ์ฯ เป็นนิตยสารที่ไม่หวังกำไร ไม่ค่อยมีโฆษณา และคิดค่าโฆษณาถูก เมื่อผลิตก็ขายบ้าง แจกตามโรงเรียนบ้าง ทั้งนี้เพื่อคืนกำไรให้กับคนอ่าน แต่สุดท้ายเมื่อมีการปรับเปลี่ยนองค์กร จึงทำให้ไม่คุ้มทุน และไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

“ก็เศร้า ก่อนปิดเราก็ประชุมกันเพื่อเตรียมตัว 3 เดือน รู้สึกเสียดาย เพราะเราทำจากใจ ด้วยความรักวิทยาศาสตร์และทำหนังสือด้วยใจ แม้จะได้เงินเดือนน้อยก็ตาม เพราะอยากให้เด็กไทยมีหนังสือดีๆ อ่าน และชัยพฤกษ์ฯ ก็เป็นหนังสือที่ไม่มีพิษไม่มีภัย” วโรฬสกล่าว ทั้งนี้มีข้อเสนอหลายอย่างเพื่อเป็นหนทางให้นิตยสารยังคง อาทิ ขึ้นราคาจาก 18 บาท (ซึ่งเป็นราคาสุดท้าย) เป็น 20 บาท หรือหาโฆษณาเพิ่ม รวมถึงลดคุณภาพกรดาษจากกระดาษปอนด์กลับไปเป็นกระดาษปรู๊ฟ แต่เจ้าของสำนักพิมพ์เห็นว่าไม่สามารถทำกำไรได้ สุดท้ายจึงต้องปิด

นอกจากชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์แล้ว ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่แวะมาสร้างจินตนาการและความรู้ให้เยาวชนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ อาทิ “วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์” ของ อ.จันตรี ศิริบุญรอด ซึ่งโลดแล่นอยู่แผงหนังสือได้เพียง 6 ปี หรือนิตยสาร “โนวา” และ “เปิดโลกเทคโนโลยี” ของ บ.สยามซายน์แอนด์เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งอยู่ได้เพียง 1 ปี อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้นิตยสารนิยายวิทยาศาสตร์รายเดือน “จักรวาลมหัศจรรย์” (Amazing Universe) ซึ่งมี รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุปตระกูล เป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องงานเขียน ก็ต้องปิดตัวลงทั้งที่เพิ่งวางแผงได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น เป็นการจากไปที่เร็วจนกระทั่งหลายคนยังไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของนิตยสาร

“จักรวาลมหัศจรรย์” ขอเป็นแค่แบบอย่างนิตยสารไซ-ไฟ

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ในฐานะบรรณาธิการกล่าวถึงการปิดหนังสือว่าเป็นเพราะเหตุผลทางด้านการตลาด และรู้สึกเฉยๆ เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้สนใจในเชิงธุรกิจ แต่อย่างน้อยได้สร้างแบบอย่างของการทำนิตยสารซึ่งเป็นเวทีของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไทย และมีกระบวนการที่ชัดเจนซึ่งช่วยพัฒนาวงการนิยายวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งนี้ได้จัดตั้งชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยก่อนที่จะทำหนังสือออกมา โดยสมาชิกชมรมจะรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ ชมภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

“ก่อนที่คนจะบินได้ ต้องมีคนที่ยอมตาย”

ทางด้าน ปริญญา เพียรมานะกิจ เจ้าของสำนักพิมพ์เรนนี ซีซัน และบรรณาธิการบริหารนิตยสารจักรวาลมหัศจรรย์กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องปิดตัวนิตยสารว่า เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนจนถึงจุดที่จะต้องใช้หนี้ และไม่สามารถปล่อยให้เป็นหนี้มากไปกว่านี้ได้ พร้อมทั้งเปิดเผยว่ายอดขายมีไม่ถึง 10 % ของยอดพิมพ์ แม้จะมีกลุ่มแฟนๆ ที่เหนียวแน่นมาก แต่เป็นกลุ่มที่เล็กจนไม่อาจช่วยนิตยสารไว้ได้ ขณะเดียวกันเขาก็ทราบว่าการดำเนินธุรกิจทางด้านสื่อวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมามักไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขาเลือกที่จะทำด้วยใจรัก

ไม่เข็ด ถ้ามีโอกาสก็จะทำอีก เพราะกว่าที่คนจะบินได้ก็ต้องมีคนที่ยอมตาย อย่างน้อยก็ได้ช่วยกระพือให้คนมาสนใจนิยายวิทยาศาสตร์ รู้สึกดีมากที่ได้ร่วมงานกับ อ.ชัยวัฒน์ เพราะชอบนิยายวิทยาศาสตร์และติดตามผลงานอาจารย์มาก่อน และนิยายวิยาศาสตร์ก็เป็นจุดเริ่มต้นของอนาคต วิทยาการทุกวันนี้ก็ต่อยอดความคิดมาจากจินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์”

“อยากจะทำให้จักรวาลมหัศจรรย์เป็นเวทีประกาศให้โลกรู้ว่าประเทศไทยมีนักเขียนที่เก่งๆ ตอนนี้อาจดูเป็นเรื่องเหลวไหล บางคนบอกว่าทำนิยายวิทยาศาสตร์ไปก็เจ๊ง ก็ต้องทำใจยอมรับว่าจะ (เจ๊ง) ช้าหรือเร็ว รู้ว่าอาจไปไม่รอด แต่บางคนก็ยอมตาย คนเราเกิดมามีอะไรที่อยากทำและจะต้องทำ ซึ่งการทำหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำ ไม่คิดว่าครั้งนี้สูญเปล่า อย่างน้อยก็ได้ให้อะไรกับสังคมบ้าง

ปริญญากล่าวว่าปัจจุบันกำลังงานทำงานใช้หนี้ โดยทำธุรกิจผ้าเช็ดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอีกฝันหนึ่งที่เขาอยากทำและกำลังไปได้ดี เขากล่าวว่าหากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จมากๆ ก็อาจจะเป็นแรงหนุนให้นิตยสารอย่างจักรวาลมหัศจรรย์กลับมาอีกครั้ง ซึ่งคงต้องมีการปรับปรุงรูปแบบและทำการตลาดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องอายุผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นนิตยสาร ทำให้มีช่วงเวลาบนแผงหนังสือที่จำกัด ทั้งนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นพอคเกตบุ๊คส์ที่ออกเป็นซีรีส์แทน

“ความรู้-ผลกำไร” ส่วนผสมสื่อวิทย์ที่ไม่ลงตัว

กล่าวถึงนิตยสารวิทยาศาสตร์ที่ปิดตัวไปแล้ว มาถึงฉบับที่ยังอยู่บนแผงหนังสือกันบ้าง เริ่มที่ “อัพเดต” ของ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิตยสารวิทยาศาสตร์ของเอกชนที่อยู่มาอย่างยาวนานมากที่สุด โดยได้เปลี่ยนจากการรวบ “ทักษะ” และ “มิติที่ 4” ให้กลายเป็นนิตยสารเล่มเดียวในปี 2528 ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ จุมพล เหมะคีรินทร์ บรรณาธิการบริหาร ทำให้ทราบว่านิตยสารอัพเดตได้รับการตอบรับจากผู้อ่านอย่างดี แต่ก็เป็นหนังสือที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับองค์กร เนื่องจากมีโฆษณาน้อย และหากไม่มีแรงหนุนที่ดีจากบริษัทซึ่งมีธุรกิจที่หลากหลาย ก็อาจทำให้นิตยสารไม่อาจอยู่ได้ ซึ่งเหตุผลสำคัญที่บริษัทยังคงให้หนังสือดำเนินการต่อไปคือเพื่อคืนกำไรให้กับสังคม

จุมพลกล่าวว่าในปี 2525 เป็น “ยุคทอง” ของนิตยสารวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมีนิตยสารต่างๆ ถึง 10 ฉบับ แต่เมื่อดำเนินการไปได้สักระยะ ต่างก็ต้องปิดตัวเอง บางฉบับอยู่ได้แค่ 1-2 ปี ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกัน นั่นคือไปไม่รอดในแง่ของธุรกิจ ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ล้วนอยู่ได้ด้วยโฆษณา ส่วนยอดขายช่วยหนุนได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อยอดพิมพ์สูงขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้นไปด้วย และหนังสือวิชาการมักจะอยู่ลำบากเนื่องจากมีโฆษณาน้อย คนทั่วไปยังมองว่าความรู้เป็นเรื่องของ “เด็ก” และเจ้าของสินค้ามองว่าหากจะลงโฆษณาที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก ควรไปลงกับหนังสือแนววัยรุ่นดีกว่า เนื่องจากใช้ความพยายามน้อยกว่า แต่ได้ผลตอบแทนที่เท่ากัน

หนังสือวิทยาศาสตร์เป็นหนังสือปราบเซียนนักการตลาด ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะหาโฆษณามาลง ซึ่งก็มีหลายคนที่พยายาม แต่พอถึงจุดหนึ่งเขาก็เลิก เอาเวลาและพลังงานไปใช้กับอย่างอื่นดีกว่า เพราะได้ผลตอบแทนเท่ากัน บางคนก็บอกว่าเด็กที่อ่านหนังสือประเภทนี้เป็นเด็กฉลาด ลงโฆษณาไปเด็กก็รู้ทัน ผมจึงอยากให้มีนักการตลาดเก่งๆ ลองมาทำตรงนี้ดู” จุมพลกล่าว

นิตยสารวิทย์เพื่อเยาวชน มุ่งสร้างความรู้ให้นักเรียน

นอกจากนี้วงการหนังสือยังได้ต้อนรับนิตยสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือนิตยสาร “Go Genius” ของสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ และนิตยสาร “Science World” ของสำนักพิมพ์บงกช ซึ่งต่างเพิ่งผ่านพ้นขวบปีมาได้ไม่นาน อะไรเป็นเหตุจูงใจให้พวกเขาทำนิตยสาร ซึ่งโดยประวัติศาสตร์แล้วมักไปไม่รอด
สุวดี จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการบริษัทนานมีบุ๊คส์ บัณฑิตวิทยาศาสตร์จากรั้วจามจุรี อยากทำให้เยาวชนสนใจวิทยาศาสตร์
สุวดี จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด กล่าวถึงเหตุผลที่ทำนิตยสารวิทยาสาสตร์เพราะอยากให้เยาวชนสนใจวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความคิด สำหรับปัญหาที่พบในเมืองไทยคือเด็กจะค่อนข้างกลัววิทยาศาสตร์ ทั้งที่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ควรจะเป็นความรู้พื้นฐานของประเทศ และในฐานะที่เป็นภาคเอกชนจึงเลือกที่จะทำนิตยสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กช่วง 10-15 ปี ทั้งนี้การจะทำให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์ควรเริ่มตั้งแต่เล็ก

ในด้านการตอบรับ สุวดีกล่าวว่านิตยสารได้รับการตอบรับดี โดยเฉพาะเมื่อผู้ปกครองได้สัมผัสรูปเล่มก็มักจะสนับสนุนให้ลูกอ่าน ซึ่งคาดว่านิตยสารจะมีอนาคตที่ดี แต่อาจจะไม่ดีเท่ากับนิตยสารแฟชั่นหรือนิตยสารแนววัยรุ่น อย่างไรก็ดีเจ้าของธุรกิจหนังสือซึ่งมีดีกรีวิทยาศาสตร์จากรั้วจามจุรีกล่าวว่ายังมีอุปสรรคในด้านการหาผู้สนับสนุนยาก

ส่วน สุวิมล พิพิธรังษี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Science World กล่าวว่าสนใจทำนิตยสารวิยาศาสตร์เนื่องจากเห็นว่านิตยสารเกี่ยวกับดาราและบันเทิงมีเยอะแล้ว แต่หนังสือที่ให้ความรู้ยังมีอยู่น้อย ซึ่งคิดว่าเด็กๆ หลายคน รวมถึงผู้ใหญ่ก็อยากอ่านนิตยสารประเภทนี้ ทั้งนี้แฟนๆ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แต่ก็มีคนอ่านที่อยู่ในวัยทำงานเช่นกัน

สุวิมลยอมรับว่าผลประกอบการยังไม่ดีนัก แต่โชคดีที่บริษัทมีหนังสือหลายเล่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ์ตูนลิขสิทธิ์จากต่างประเทศซึ่งสร้างรายได้ให้กับบริษัท อีกทั้งทีมงานและผู้บริหารต่างก็เข้าใจและไม่หวังกำไรจากนิตยสารวิทยาศาสตร์ เพียงแค่ต้องการให้มีนิตยสารดีๆ ในเมืองไทย ซึ่งเสียงตอบรับจากคนอ่านก็ดีพอสมควร แม้ว่ายอดขายจะยังไม่มากเท่าไหร่ แต่เธอก็มีความสุขที่เด็กๆ ได้ความรู้ และครูก็นำหนังสือไปสอนนักเรียน
สุวิมล พิพิธรังษี บก.นิตยสาร Science World ผู้ปรารถนาจะให้เด็กๆ มีทางเลือกในการอ่าน นอกเหนือไปจากนิตยสารแฟชัน
วารสารสมาคมวิทย์ฯ ติดแชมป์อายุยืน 60 ปี

อย่างไรก็ดีนอกจากนิตยสารวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินการโดยเอกชนแล้ว (ซึ่งก็มีก็ทั้งหกล้มบ้าง และทรงตัวได้บ้าง) ก็ยังมีวารสาร “วิทยาศาสตร์” ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งยืนหยัดคู่คนอ่านมานานถึง 60 ปี ตั้งแต่ปี 2489 แต่ด้วยระบบที่จัดส่งให้สมาชิกจึงอาจทำให้หลายคนไม่รู้จักวารสารที่มีอายุยาวนานนี้

รุ่งนภา ทัดท่าทราย รองบรรณาธิการวารสารวิทยาศาสตร์ กล่าวว่าวารสารอยู่ได้ด้วยสมาชิก มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 4,000 คน ซึ่งจ่ายค่าสมาชิก 300 บาท/ปี จึงมีเงินอุดหนุนในการทำวารสารจากสมาชิกตลอดปี 120,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับเงินจากบริษัทและองค์กรเอกชน ส่วนโฆษณาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์ หรือห้องปฏิบัติการของบริษัทต่างๆ

วารสารไม่ได้เอากำไร อาศัยระบบราชการ ซึ่งสถานที่ราชการทั่วประเทศเป็นสมาชิก โรงเรียนทั่วประเทศ ห้องสมุด และห้องสมุดมหาวิทยาลัยก็เป็นสมาชิก เราจึงอยู่ได้ด้วยสมาชิก โฆษณาอาจจะไม่เยอะ ฉบับละ 2-3 ชิ้น แต่ฉบับในช่วงสัปดาห์วิทยาศาสตร์ และประชุมวิชาการของสมาคม จะมีโฆษณาเข้ามาเยอะ เพราะเป็นช่วงที่เราทำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายเจ้านายซึ่งเสด็จมาเปิดงาน” รุ่งนภากล่าว

แม้ว่านิตยสารหลายเล่มจะพบกับจุดจบ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นความมุ่งมั่นของคนทำสื่อ ที่ต้องการจะให้สังคมได้มีสิ่งดีๆ อ่าน ซึ่งหลายคนคงจะได้สัมผัสกับโลกแห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยความรู้จากนิตยสารเหล่านี้ หลายคนกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศด้วยแรงบันดาลใจจากอักษรบนหน้ากระดาษ และคงจะดีไม่น้อยหากเราได้ส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับเยาวชนไทย

หากรัฐซึ่งพยายามผลักดัน “ความตระหนักในวิทยาศาสตร์” แก่สังคมให้เป็นวาระแห่งชาติ จะหันมาแลนิตยสารวิทยาศาสตร์บ้าง ก็จะเห็นพลังแห่งการสร้างความตระหนักที่ได้ผลกว่าการตั้งหน่วยงานรอรับคำถามจากประชาชน ...และดีกว่าปล่อยให้พวกเขาต้องกลายเป็นหน่วยกล้าตายโดยเปล่าประโยชน์...