การเขียนบทความทางวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องลงไปสัมผัสกับสิ่งที่เขียนถึง หากนำข้อมูลเฉพาะในหนังสือหรืออินเทอร์เน็ต อาจทำให้การเขียนไม่ราบรื่น หรือทำให้ผู้อ่านจินตนาการภาพไม่ออก ชมรมนักเขียนและผู้จัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์ จึงจัดกิจกรรมให้เด็กๆได้เข้าใกล้สัมผัสธรรมชาติป่าชายเลนของจริง พร้อมชมกิจกรรมวิถีชีวิตของชาวบ้าน อาทิ การรอ “เคยตาดำ” นำมาทำกะปิคลองโคน การเผาถ่านไม้โกงกางแบบโบราณ การย้อมผ้าด้วยเปลือกไม้ ฯลฯ เพื่อนำมาเขียนเป็นบทความ
ชมรมนักเขียนและผู้จัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์ (นจวท.) สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดโครงการวิทยาศาสตร์สัญจร โดยนำเด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 11 คนที่ผ่านการคัดเลือกเป็นกลุ่มนำร่อง แบ่งเป็นนักเรียนที่มาจากโรงเรียนในพื้นที่เขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นเขตเดียวของกรุงเทพฯที่มีพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 6 คน และนักเรียนนอกพื้นที่ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอีก 5 คน ไปสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หัวข้อ “เขียนบทความวิทยาศาสตร์ในวันเดือนแรมท่ามกลางหิ่งห้อย ณ ป่าชายเลน ที่ ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม
นายบำรุง ไตรมนตรี ประธานชมรมนักเขียนและผู้จัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการปลูกฝังแนวคิดอย่างวิทยาศาสตร์ โดยหากให้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างเดียวก็อาจดูเป็นวิชาการมากเกินไป ดังนั้น การฝึกหัดเขียนบทความทางวิทยาศาสตร์ โดยได้เยี่ยมชมสถานที่จริง ก็จะช่วยให้เด็กมีความสนใจและจดจำ อีกทั้งยังได้รับประสบการณ์จากสังคมภายนอกครอบครัว ทำให้มีการเรียนรู้การปรับตัวและการอยู่ร่วมกับสังคมต่างท้องถิ่น ทำให้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และเข้าใจในเหตุและผลนั้น
สำหรับหนึ่งในกิจกรรมที่วิทยากรพาเด็กๆไปเยี่ยมชม เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเขียนบทความวิทยาศาสตร์ และได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ คือ การรอ “เคยตาดำ” ที่นำมาทำกะปิคลองโคน ซึ่งผู้ใหญ่ไพบูลย์ รัตนพงศ์ธระ อดีตผู้ใหญ่บ้าน ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ได้อธิบายว่า “เคยตาดำ”เป็นชื่อของสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายกุ้งฝอย และเป็นวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นกะปิได้อร่อย มีกลิ่นหอม “เคย” เป็นสัตว์น้ำเค็ม แต่สามารถขยายพันธุ์และหาอาหารในน้ำกร่อยได้ โดยในการจับ “เคย” ไปทำกะปินั้น จะต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ดักจับเคย ซึ่งชาวบ้านจะทำเป็นตาข่ายกางไม่เกิน 45 องศา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “รอเคย”เพราะต้องรอจนกว่าน้ำจะลงจึงจะมีเคยมาติดกับดัก และอาจจะมีสัตว์น้ำอื่นๆมาปะปนด้วย จึงต้องมีการคัดเลือก โดยนำมาเฉพาะตัว “เคย” เท่านั้น
ส่วนวิธีในการนำ “เคย”มาทำกะปินั้น เริ่มตั้งแต่การนำเคยไปล้างน้ำทำความสะอาด แล้วนำมาหมักสดๆกับเกลือบนเรือ ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน จนตัวเคยมีสีชมพู หลังจากนั้นนำมาตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า 2 แดด )แล้วนำมาโขลกให้ละเอียด เพียงเท่านี้ก็จะได้ “กะปิเคยตาดำ” ที่มีรสชาติหอม อร่อย และเก็บไว้ได้นาน ยิ่งหากรับประทานกับผักลวกจิ้มแล้วจะยิ่งอร่อยมาก โดยกะปิเคยตาแดง จะขายในราคากระปุกละ 60 บาท
“การเผาถ่านไม้โกงกางแบบโบราณ” ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เด็กๆให้ความสนใจ โดยคุณลุงพยนต์ ยิ้ม เจ้าของโรงงานเผาถ่านไม้โกงกาง อ.อัมพวา ต.ยี่สาร จ.สมุทรสงคราม เล่าว่า การเผาถ่านไม้โกงกางนั้น คนยี่สารทำมานานแล้ว โดยมีคนจีนมาถ่ายทอดวิธีการเผาถ่านให้ โดยถ่านที่ทำจากไม้โกงกางจะมีคุณสมบัติคือ ทำให้ได้ไฟแรง ไม่แตกง่าย ขี้เถ้าน้อย ทั้งนี้ ต้นโกงกางมี 2 ประเภทคือ ต้นโกงกางใบใหญ่ และต้นโกงกางใบเล็ก ซึ่งต้นโกงกางที่เหมาะนำมาทำเป็นถ่านมากที่สุดคือ ต้นโกงกางใบเล็ก เพราะเนื้อไม้มีความแข็ง ทำให้ได้ถ่านที่มีความร้อนสูง
สำหรับขั้นตอนการเผาถ่านไม้โกงกางนั้น คุณลุงพยนต์ อธิบายว่า จะต้องตัดต้นโกงกางขนาดความยาว 1.3 เมตร และทุบเปลือกออก เพราะจะช่วยประหยัดเชื้อเพลิงเวลาเผา และทำให้ถ่านดูสวย ทั้งนี้ เตาเผาถ่านจะก่อสร้างด้วยอิฐ มีความสูงประมาณ 3 เมตร มีอายุ 10 ปี และมีหลังคาปิดรอบทิศ เพื่อไม่ให้อากาศเข้าไป ซึ่งคาดว่าเป็นเตาที่ได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากคนจีน โดยดัดแปลงมาจากการเผาเครื่องปั้นดินเผาของคนจีนสมัยก่อน
ในการเรียงไม้เข้าเตาเผาก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยจะวางกองไม้ใหญ่เป็นแนวตั้ง ส่วนไม้เล็กวางซ้อนด้านบน เมื่อจุดเชื้อเพลิง ความร้อนจะไล่จากข้างบนลงด้านล่าง ทำให้ไม้ข้างบนจะสุกก่อน และมีน้ำหนักเบากว่าไม้ด้านล่าง โดยใช้เวลาอบประมาณ 12-15 วัน เมื่อความร้อนสะสมตรงยอดโดม ความร้อนจะไล่ไอน้ำหรือสารที่แทรกในเนื้อไม้ออกมาเป็นควันไฟ เมื่อนำไม้ไผ่มาต่อตรงปล่องไฟก็จะเกิดการควบแน่น และกลายเป็นหยดน้ำควันไม้ เมื่อนำมาหมักก็จะได้ “น้ำส้มพันธุ์ไม้ไล่แมลง” นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อีกภูมิปัญญาหนึ่ง ส่วนถ่านที่ได้จะต้องปล่อยให้เย็นประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะนำออกมาจากเตาและจำหน่ายได้
“ไม้โกงกาง 1 ต้นใช้เวลาปลูก 15 ปี ซึ่งป่าไม้โกงกางที่นี่เป็นของชาวบ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยใน 1 ไร่ จะปลูกไม้โกงกางได้ประมาณ 15,000 ต้น ซึ่งจะได้ถ่าน 1 เตา ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 9 บาท” คุณลุงพยนต์ กล่าว
นอกจากเด็กๆจะได้ชมการรอ “เคยตาดำ” ที่นำมาทำกะปิคลองโคน และ“การเผาถ่านไม้โกงกางแบบโบราณ” แล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น การเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวบ้าน และสัตว์ที่หากินในป่าชายเลน เช่น ลิงแสม การย้อมผ้าด้วยเปลือกไม้ ที่ทำให้ผ้ามีความคงทนต่อการใช้งานกับน้ำทะเล ชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ที่มีทั้งศิลปะช่างปูนปั้นสกุลเพชรบุรี และของโบราณจากลุ่มน้ำแม่กลอง และศึกษาชีวิตหิ่งห้อย โดยหลังจากเด็กๆได้ชมและเรียนรู้กิจกรรมต่างๆแล้ว จะต้องเก็บข้อมูลเพื่อนำมาเขียนบทความวิทยาศาสตร์ส่งให้คณะกรรมการวิจารณ์งานเขียนในวันรุ่งขึ้น
ด.ช.เอกภัทร์ เฉยศิริ หรือน้องก้อง นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนเทพศิรินทร์ หนึ่งในนักเรียนที่ร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเขียนบทความวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า การมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความรู้เกี่ยววิทยาศาสตร์ ธรรมศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ได้ฝึกเรื่องการเขียน ทำให้ได้เห็นสัตว์ต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ที่ชอบมากคือการได้ปลูกต้นไม้ ได้ดูการสาธิตจับเคยมาทำกะปิ เมื่อกลับไปจะนำความรู้ต่างๆไปเล่าให้พ่อแม่ และเพื่อนๆฟัง ส่วนการเขียนบทความวิทยาศาสตร์นั้นค่อนข้างยาก ตรงที่การนำสิ่งที่เห็นมาเล่าผ่านตัวหนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถนัด แต่ก็ชอบที่จะได้เรียนรู้และคาดว่าเมื่อกลับไปคงสามารถเขียนบทความต่างๆได้ดีขึ้น
ส่วนน้อง “แพน” หรือ ด.ญ.วิชุดา เรืองไพศาล นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนมัธยมสังคีตวิทยา กล่าวว่า ได้รับความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลน และสัตว์หลายประเภท เช่น ลิงแสม ปลาตีน กุ้ง หอย และเคย โดยสิ่งที่ยากในการเขียนบทความวิทยาศาสตร์คือ การคิดว่าจะเขียนเรื่องอะไร แต่เมื่อได้รับความรู้จากวิทยากรก็จะนำความรู้ไปปรับปรุงการเขียนให้ดีขึ้น
การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเขียนบทความวิทยาศาสตร์ฯ นับเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์สำหรับเด็กๆ เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกฝนให้เด็กเรียนรู้ทักษะในการเขียนบทความ ได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้เด็กๆได้เข้าใจ รักและหวงแหนธรรมชาติมากขึ้นด้วย
คลิกที่ไอคอน Manager Multimedia
เพื่อรับชมภาพข่าว จับธรรมชาติใส่บทความวิทย์ ชมทำกะปิ “เคยตาดำ” –เผาถ่านโบราณเมืองยี่สาร


