xs
xsm
sm
md
lg

ดร.ไทยในนาซาพร้อม 3 หนุ่ม 3 วัย ล้อมวงแจงชีวิตนักวิจัย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สสวท.-อาชีพนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป กว่าที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพและประสบความได้นั้นจะต้องเผชิญกับอุปสรรคมามากพอสมควร บางครั้งนักวิทยาศาสตร์อาจเปรียบเหมือนผู้ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จจากการค้นพบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หรือเป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของชาติ

ทั้งนี้นักวิจัย 4 คน 3 วัยได้มาร่วมวงแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตนักวิจัยให้ฟัง เริ่มจาก ดร. ธวัช วิรัตติพงศ์ ผู้จัดการโครงการขององค์การนาซา-เจพีแอล ผศ.ดร.รัตติกร ยิ้มนิรันดร์ นักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นประจำปี 2548 และอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ นักเรียนเหรียญทองเคมีโอลิมปิกปี 2546 ซึ่งศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายธเนษฐ ปราณีนรารัตน์ นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.ธวัช วิรัตติพงศ์ ได้ชูประเด็นการทำวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นมากที่นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จะต้องรวมกลุ่มกันผลักดันให้รัฐบาลสนับสนุนทุนการวิจัยแบบครบวงจร เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้นมาช่วยลดการนำเข้า เพิ่มการส่งออกและช่วยสร้างงาน เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาและนำเข้าเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมูลค่ามหาศาล แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละทิ้งการวิจัยพื้นฐานหรือการวิจัยเชิงสังคม

ผมได้ทุนประมาณ 310 ล้านบาทด้านการทำวิจัยแบบบูรณาการจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) มีระยะเวลาวิจัยสามปีครึ่งในช่วง พ.ศ.2547-2550 โดยทำวิจัยนำร่องด้านยา เคมีภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ เริ่มตั้งแต่สำรวจตลาด เลือกผลิตภัณฑ์ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดลอง ผลิต และทำการตลาด ในโครงการวิจัยมีทั้งหมด 63 ผลิตภัณฑ์ มีผู้ร่วมงานวิจัย 550 คน โดยนักวิจัย 548 คนอยู่ในประเทศไทย ส่วนอีก 2 คนรวมทั้งตัวผมอยู่ต่างประเทศ ในช่วง 8 เดือนของการทำงานวิจัยดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐในการซื้อวัสดุทางทันตกรรมไปแล้วประมาณ 100 ล้านบาท” ดร.ธวัชกล่าว

พร้อมทั้งให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาการวิจัยในประเทศไทยยังเป็นการวิจัยแบบอยู่บนหอคอยงาช้างหรือเป็นการวิจัยขึ้นหิ้งอยู่เยอะ จึงควรต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจากนักวิจัยอาวุโสที่คร่ำหวอดในการทำวิจัยและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาระดมความคิด จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ดูแลการแจกจ่ายงบประมาณรัฐไปยังหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ และติดตามผลการวิจัยด้วย

“เมื่อยังเด็กผมชอบทางด้านช่าง คิดว่าสนุกดี จึงเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ พอจบปริญญาโท คิดว่ามีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ มีความท้าทายรออยู่ข้างหน้าที่ทำให้อยากเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อยอดขึ้นไปอีก ผมมองว่านักวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ต้องเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว คนเราต้องยืดหยุ่น อย่าไปยึดมั่น เวลาที่ไปไหนต้องมองรอบข้างด้วยว่าเป็นอย่างไร มองว่าโอกาสนั้นอยู่ที่ไหนแล้วคว้าโอกาสนั้นให้ได้ ต้องพร้อมที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ให้ได้ พร้อมที่จะปรับปรุงพัฒนาตัวเอง”

“ผมทำวิจัยที่ต่างประเทศมานานพอสมควร และเคยทำวิจัยที่เมืองไทยติดต่อกันมา 14 ปี ปัญหาที่พบก็คือปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยของชาติ และสิ่งที่ขาดอีกอย่างก็คือ วิธีบริหารจัดการโครงการวิจัยใหม่ ๆ เพราะบ้านเรามีคนเก่งจำนวนมากที่จะสร้างทำอะไรได้อีกมหาศาล นักวิจัยรุ่นใหม่ ๆ ควรจะหยุดการทำวิจัยขึ้นหิ้ง แล้วเพิ่มการวิจัยเพื่อสร้างผลผลิตให้มากขึ้นดีกว่า”

ดร.ธวัชทิ้งท้ายว่าไอน์สไตน์พูดว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้และอยากให้น้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ อย่าจำกัดตัวเองและอย่าสร้างกรอบ ควรมองว่าถ้าเจอปัญหาจะหลีกเลี่ยงอย่างไร พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ด้าน ผช.ดร.รัตติกร ยิ้มนิรันดร์ มองว่าถ้าย้อนกลับไปในวัยเด็ก ตอนนั้นอะไรก็น่าสนใจไปหมด เมื่อมีโครงการ พสวท. เข้ามาก็ได้รับทุน และเมื่อเวลาผ่านไปก็ซึมซับเข้าไปในตัว เพราะวิทยาศาสตร์ช่วยตอบคำถามที่ผ่านมารอบๆ ตัวเรา พอเริ่มศึกษามากขึ้นก็รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ช่วงที่ยังเป็นเด็กนาซาดังมาก ก็ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้อยากเรียนวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในด้านฟิสิกส์ การเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกหรือการแต่งตัว แต่อยู่ที่ “ความคิด” เพราะการที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีได้นั้นขึ้นอยู่กับการฝึกฝนความคิด

“ทุกวันนี้รัฐบาล เอกชน และส่วนที่เกี่ยวข้องได้ให้การสนับสนุนการวิจัยค่อนข้างจะเพียงพอ แหล่งทุนก็เยอะ แต่ส่วนมากเรานำไปใช้ในสิ่งที่ไม่สมควรใช้ เอาไปทำงานวิจัยจริงๆ ไม่มากเท่าไหร่ ปัญหาที่เจอคือส่วนมากเราไม่กล้าขอเงินเยอะๆ ผมทำวิจัยมา 4 ปี ของบวิจัยไม่ถึงหนึ่งล้านบาท แต่ก็สามารถทำงานวิจัยที่มีคุณค่าได้ ขอให้เรามีไอเดียที่จะทำวิจัย”

“ช่วงเรียนจบใหม่ๆ หกเดือนแรกก็ผิดหวังบ้างที่พบว่าอุปกรณ์ก็ไม่มี ระบบและอะไรหลาย ๆ อย่างก็ไม่พร้อม แต่เมื่อหกเดือนผ่านไป ก็เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยงานวิจัยแรก ๆ ของผมนั้นเกิดจากความคิดที่ว่าเมื่อไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้ก็สร้างขึ้นมาเองซะเลย ผมพบว่าบ้านเรามีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่มาก ก็นำมาใช้ พยายามใช้ความคิดของเราให้มากเพื่อสร้างงานวิจัยขึ้นมาเอง” ผช.ดร.รัตติกรกล่าว

ส่วนอนาคตนักวิจัยอย่างนายธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ให้ความเห็นว่าเราควรจะหาตัวตนของตัวเองและค้นหาว่าเราชอบอะไร ผมคิดว่าการที่ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐานเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และอยากค้นไปถึงเหตุผลที่มาที่ไป สมัยเด็ก ๆ จะจินตนาการว่านักวิทยาศาสตร์จะต้องใส่เสื้อกาวน์ รอบ ๆ ตัวเต็มไปด้วยสารเคมีสีสันแปลก ๆ แต่ปัจจุบันกลับมองว่านักวิทยาศาสตร์ก็เป็นเพียงอีกอาชีพหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างไปจากอาชีพอื่น ๆ เลย

“ผมเคยทำแลบเคมีอยู่ที่บ้าน แล้วสั่งสารเคมีที่ต้องการใช้ไม่ได้ เพราะสารตัวนั้นสามารถนำไปผลิตยาเสพติดได้ นั่นอาจเป็นปัญหาที่ทำให้นักวิจัยเกิดความเบื่อหน่าย สิ่งที่ผมตั้งใจและคาดหวังไว้ ขั้นแรกก็คือเราต้องเอาตัวรอดจากการขาดแคลนอุปกรณ์ให้ได้ก่อน ขั้นที่สองค่อยคิดว่าด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่มีอยู่เราสามารถสร้างงานวิจัยอะไรได้บ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศของเรา ผู้ที่กำลังเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ ก็อยากให้มีใจรักเรียนวิทย์ต่อไปจะต้องอึด และอดทน”

สุดท้ายคือว่าที่นักวิจัยอีกคน นายธเนษฐ ปราณีนรารัตน์ เล่าว่าชอบเรียนวิทยาศาสตร์เพราะเป็นวิชาที่มีเหตุผล ชอบค้นคว้า ทดลอง ได้ทำงานวิจัยที่อยากทำและช่วยประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้ในอนาคต และขณะนี้ในประเทศไทยมีการสนับสนุนให้เยาวชนได้ทำงานวิจัยกันได้เยอะขึ้น

“ผมเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทยค่อนข้างจะมาเร็ว มีพีซีเครื่องหนึ่งก็ทำงานได้แล้วโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อื่น จึงไม่พบปัญหาด้านการขาดแคลนอุปกรณ์ ถึงแม้บางทีต้องทำวิจัยร่วมกับสาขาอื่นก็ไม่เจอปัญหานี้เท่าไหร่ เราควรมองว่างานวิจัยที่มีคนทำอยู่แล้ว สามารถต่อยอดและสร้างผลกระทบได้ไหม ควรเน้นการทำวิจัยที่ให้มีคนได้ใช้และให้กระจายในวงกว้าง อยากให้นักเรียนทุนต่างๆ คิดว่าเรานำภาษีของประชาชนมาเรียน จึงควรตั้งเป้าหมายชีวิต พยายามทำสิ่งที่ตั้งเป้าไว้ให้ดีที่สุด แล้วชีวิตก็จะมีคุณค่า

ทั้งนี้ ศ.ดร. สุรินทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เจ้าของรางวัลผลงานดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเภทบุคคล ปี 2542 จากมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประเทศไทยได้กล่าวถึงอาชีพนักวิจัยว่าคนที่เรียนวิทยาศาสตร์นั้นเป็นคนที่มีจิตใจใฝ่รู้ ทำให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา การที่จะทำวิจัยให้ครบวงจรได้นั้น จะต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ครบวงจรก่อน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาเยาวชนระดับประถมศึกษาขึ้นไป ทั้งในด้านความรู้ ประสบการณ์ สามัญสำนึกและคุณธรรม