xs
xsm
sm
md
lg

ก้าวแรกกับ 2 นักเขียนไซ-ไฟของรางวัล “จันตรี ศิริบุญรอด”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เชื่อว่านิยายแนวไซ-ไฟคงได้สร้างฝันและจุดประเด็นให้หลายคนสนใจวิทยาศาสตร์ แต่เมืองไทยกลับมีนักเขียนทางด้านนี้อยู่น้อย อีกทั้งเวทีให้หลายคนแสดงความสามารถก็มีอยู่น้อยเต็มที่ ล่าสุดสำนักพิมพ์นานมีจึงได้ร่วมกับชมรมนักเขียนหนังสือวิทยาศาสตร์จัดประกวดนิยายวิทยาศาสตร์ภายใต้ชื่อรางวัล “จันตรี ศิริบุญรอด” ขึ้น โดยในการจัดประกวดครั้งแรกได้เยาวชนที่มีจินตนาการสุดล้ำ 2 คน พร้อมกันนี้ผลงานของพวกเขายังได้ตีพิมพ์เผยแพร่ด้วย

ทั้งนี้บริษัทนานมีบุ๊คส์ จำกัด ร่วมกับชมรมนักเขียนและผู้จัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์ (นวจท.) สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน(JSTP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ได้ร่วมกับจัดโครงการประกวดนิยายวิทยาศาสตร์ “รางวัลจันตรี ศิริบุญรอด” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้รับสมัครผลงานตั้งแต่ ก.ค.2548 และตัดสินมอบรางวัลให้กับผู้ส่งเข้าประกวด 2 คนคือ นายพลพัชร รัตนานุกูล ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ และนายเชตวัน เตือประโคน ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศ

สำหรับที่มาของโครงการนั้น นายบำรุงไตรมนตรี ประธานชมรมนักเขียนและผู้จัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์(นวจท.) เปิดเผยว่านิยายวิทยาศาสตร์ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของหนังสือวิทยาศาสตร์ที่สร้างจินตนาการและความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับประชาชนและเยาวชนทั่วไปได้ ซึ่งหากมีการเขียนมากขึ้นจะทำให้เด็กและเยาวชนตื่นตัวในวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้นเช่นกัน จึงจัดการประกวดนิยายวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมนักเขียนทางด้านนี้ ส่วนเหตุผลที่ให้ชื่อรางวัลว่า “จันตรี ศิริบุญรอด” เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรตินายจันตรี ศิริบุญรอดซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ยุคบุกเบิกคนสำคัญของไทย

ทั้งนี้ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดประมาณ 100 เรื่อง ซึ่งสุดท้ายได้คัดเลือกให้รับรางวัล 2 เรื่องคือ “ชีวิตสุดท้ายที่เหลือรอด” ของนายพลพัชร รัตนานุกูล ซึ่งใช้นามปากกาว่า EniGma และเรื่อง “2589 เราเพียงผู้มาเยือน” ของนายเชตวัน เตือประโคน ซึ่งนอกจากรางวัลแล้วผลงานของทั้ง 2 ได้ยังรับการตีพิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์นานมีด้วย

นายพลพัชร เจ้าของรางวัลชนะเลิศซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเปิดเผยว่าสนใจนิยายวิทยาศาสตร์และเริ่มเขียนครั้งแรกเมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.4 และก่อนหน้านี้เขาได้เขียนเรื่องสั้นแนวไซ-ไฟลงเว็บไซต์ และได้รวมเล่มจำหน่ายในชื่อ “H.A.C.K เจาะระบบไขรหัสมรณะ” ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์

เขาเปิดเผยว่าเลือกเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เขาจึงอยากเขียนเพื่อให้มีคนหันมาสนใจมากขึ้น ซึ่งเขามีเป้าหมายในการเขียนว่าอยากเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนแต่เป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนเข้าใจได้และอ่านสนุก เพราะปัญหาของนิยายวิทยาศาสตร์คือคนส่วนใหญ่จะเปิดมาเจอเรื่องที่ไม่เข้าใจ จึงทำให้ไม่ได้รับความนิยม อย่างไรก็ดีเขากล่าวว่าไม่ได้อ่านผลงานของจันตรี ศิริบุญรอดเนื่องจากหาหนังสือได้ค่อนข้างยาก แต่เคยได้ยินคนอื่นกล่าวว่าเป็นผลงานที่อ่านยาก เนื้อหาเหมือนตำราวิทยาศาสตร์ซึ่งเขาคิดว่านิยายวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นเรื่องที่สนุก อ่านแล้ววางไม่ลง

ทางด้านนายเชตะวัน อดีตบัณฑิตทางด้านกีฏวิทยาจากมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโทคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่าเพิ่งเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ได้ 3 ครั้ง โดยครั้งแรกได้ส่งเรื่องสั้นไปยังนิตยสารอัพเดตซึ่งได้รับการตีพิมพ์ จึงทำให้เขารู้สึก “เหิมเกริม” ที่จะเขียนเรื่องทำนองนี้ และได้ส่งผลงานอีกครั้งแต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ เขาจึงนำผลงานชิ้นที่ 2 นั้นส่งไปยังนิตยสาร Science World และได้รับการตีพิมพ์ ล่าสุดก็คือผลงานที่ได้รับรางวัลนี้

พร้อมกันนี้เชตวันยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับวาทะของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ที่กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ว่าคนเราไม่สามารถนั่งคิดจินตนาการไปเรื่อยโดยที่ไม่มีความรู้ได้ ทั้งนี้คนเราต้องใช้ทั้งสองอย่างเสริมกัน อีกทั้งเขาเชื่อการทำงานของไอน์สไตน์ซึ่งต้องใช้ความรู้อย่างมากนั้น ทำให้เขามีจินตนาการที่ก้าวล้ำไปกว่าคนอื่นๆ