นักวิจัยทุนกาญจนาภิเษก เผยผลวิจัย ผลิต “คลังแอนติบอดีมนุษย์” ต้านพิษงูเห่าไทย แจงมีประสิทธิภาพสูง และไม่เกิดอาการแพ้เลือดม้าจากเซรุ่ม อีกทั้งผลิตได้มากเพียงชั่วข้ามคืน แย้มเดินหน้าผลิตแอนติบอดีพิษงูทุกชนิด รวมทั้งแมลง สัตว์ และสารพิษ
เมื่อพูดถึง “งูเห่าไทย” หลายคนเริ่มทำหน้าเหยเก เพราะรู้สึกเกลียดกลัวสิ่งมีชีวิตที่ว่านี้ และยังอาจทำให้ใครหลายๆ คนนึกไปถึง “แม่เบี้ย” นวนิยายชื่อดังสุดคลาสสิก แต่อย่าพึ่งคิดอะไรไปไกลกว่านั้น!!! เพราะครั้งนี้ “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” จะพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับงานวิจัยใหม่แกะกล่องของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการคิดค้นวิธีการผลิตเซรุ่มแก้พิษงูแบบใหม่ ที่ทรงประสิทธิภาพกว่าวิธีเก่าๆ !!!
เนื่องจาก “งูเห่าไทย” เป็นงูที่มีพิษร้ายแรงและชุกชุมมากในบ้านเมืองเรา อีกทั้งได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย ซึ่งการรักษาผู้ถูกงูเห่าไทยกัดทำได้เพียงการให้เซรุ่มแก้พิษงูที่ผลิตมาจากเลือดม้า ทั้งนี้ 1 ใน 5 ของผู้ได้รับเซรุ่มจะมีอาการแพ้เนื่องจากเซรุ่มจากเลือดม้า อันเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อระบบภูมิคุ้มกัน จึงอาจทำให้เกิดอาการไตวาย และเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ การผลิตเซรุ่มจากเลือดม้ายังต้องใช้เวลานานกว่า 6 เดือน ขณะที่ม้าตัวหนึ่งสามารถเจาะเลือดออกมาได้เพียง 1 ลิตร ซึ่งสามารถสกัดเลือดที่มีแอนติบอดีต้านทานพิษงูได้เพียงครึ่งเดียวหรือ 500 ซี.ซี. โดยในนี้มีเพียง 5% ของโปรตีนในเลือดเท่านั้นที่มีภูมิต้านทานพิษงู หนำซ้ำเซรุ่มที่ได้ยังจำเพาะต่องูพียงชนิดเดียว จึงไม่สามารถต้านทานพิษงูชนิดอื่นๆ ได้ ทำให้การผลิตเซรุ่มเพื่อรักษาพิษงูทุกชนิดจึงต้องใช้เวลาและสิ้นเปลืองมาก
นายเกษม กุลแก้ว นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) จึงเกิดแนวคิดการผลิตแอนติบอดีจากมนุษย์ขึ้น ซึ่งสามารถทำลายพิษงูเห่าไทยได้ ด้วยการประดิษฐ์เครื่องมือทางชีววิทยาที่เรียกว่า “คลังแอนติบอดีมนุษย์” เพื่อช่วยลดอาการแพ้ในผู้ป่วยที่ได้รับเซรุ่ม และลดขั้นตอนการผลิตเซรุ่มแบบเก่าที่ซับซ้อนยุ่งยากลง โดยมี ศ.ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา เมธีวิจัยอาวุโสของ สกว. เป็นที่ปรึกษาโครงการ
ศ.ดร.วันเพ็ญ อธิบายเบื้องต้นว่า ในร่างกายมนุษย์มีภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าแอนติบอดี ซึ่งมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายอยู่ โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสามารถผลิตแอนติบอดีได้ถึงล้านล้านชนิด หมายความว่า คนเราสามารถสร้างภูมิต้านทานสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายได้แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส หรือแม้แต่พิษต่างๆ
“ดังนั้น หากเราสามารถจำลองเซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตแอนติบอดี หรือลิมโฟซัยท์บี (B lymphocytes หรือ B Cells) ออกมาจากร่างกาย และเตรียมเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการได้ ก็ย่อมเท่ากับว่า เรามีเครื่องมือทางชีววิทยาที่สามารถผลิตแอนติบอดีที่เป็นโปรตีนของมนุษย์ได้อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าพิษนั้นจะร้ายแรงเพียงใด หรือเป็นโมเลกุลที่มีประสิทธิภาพต่ำเกินกว่าจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานได้ในภาวะปกติ และแน่นอนว่าจะสามารถผลิตภูมิต้านทานชนิดแอนติบอดีเพื่อแก้พิษงู ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกว่าการผลิตเซรุ่มจากม้าได้สำเร็จ” ศ.ดร.วันเพ็ญ กล่าว
จากนั้น นายเกษม ได้แจกแจงขั้นตอนงานวิจัยเพื่อสร้างคลังแอนติบอดีมนุษย์ว่า ทำโดยการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมาคัดแยกเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยท์บีออก เพื่อนำไปสร้างคลังแอนติบอดีของคนไทยด้วยเทคนิค “ฟาจดิสเพลย์” (Phage Display Technology)
นั่นคือการนำยีนที่เก็บรหัสการสร้างโมเลกุลแอนติบอดีจากลิมโฟซัยท์บีของคนมาเชื่อมต่อกับพันธุกรรมของไวรัส (ฟาจ) ของแบคทีเรียชนิด อี.โคไล เมื่อนำไวรัสหรือฟาจที่มีพันธุกรรมของลิมโฟซัยท์บีไปเลี้ยงในแบคทีเรียชนิด อี.โคไล แบคทีเรียจะผลิตฟาจที่มีลิมโฟซัยท์บีออกมา ทำให้ฟาจมีสภาพเหมือนลิมโฟซัยท์บี ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนในแบคทีเรียได้อย่างไม่จำกัดในช่วงเวลาข้ามคืน ซึ่งเรียกว่าเป็น “คลังฟาจสำหรับผลิตแอนติบอดีของคน หรือระบบฟาจดิสเพลย์” (Human antibody phage)
ส่วนการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อผลิตสารต้านทานพิษงู นายเกษม เล่าว่า ทำโดยขั้นแรก นักวิจัยจะนำพิษงูเห่าไทยมาแยกองค์ประกอบของพิษ ซึ่งพบว่ามีพิษรวมกันอยู่ทั้งสิ้น 20 ชนิดในปริมาณที่แตกต่างกัน นักวิจัยจึงใช้พิษมากระตุ้นให้คลังแอนติบอดีตอบสนองต่อพิษงู และคัดเลือกฟาจที่มีแอนติบอดีจำเพาะกับพิษงูแต่ละชนิดไปเพิ่มปริมาณ โดยใช้แบคทีเรียชนิดอี.โคไล เป็นเสมือนโรงงานผลิต และสร้างภูมิต้านทานต่อพิษให้มากขึ้นตามปริมาณที่ต้องการ แล้วนำแอนติบอดีของพิษที่จำเพาะต่อพิษงูทุกชนิดมาจัดสัดส่วนกันเป็นชุดแอนติบอดี หรือ cocktail ในการทำลายพิษงูเห่าไทย
เขาเล่าอีกว่า ด้านการทดสอบว่าชุดแอนติบอดีที่มีความจำเพาะต่อพิษงูเห่าไทยที่สร้างขึ้นจะสามารถลบล้างพิษงูในร่างกายของมนุษย์ได้หรือไม่ ทีมวิจัยจะทำการทดลองโดยนำหนูทดลองซึ่งได้รับพิษงูเห่าไทยมาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกทำการฉีดแอนติบอดีทำลายพิษงูเห่าไทยที่ผลิตขึ้น กลุ่มที่ 2 ทำการฉีดเซรุ่มม้าสำหรับแก้พิษงูเห่าไทย และกลุ่มที่ 3 เป็นชุดควบคุมที่ไม่ได้รับการฉีดน้ำยาใดๆ เลย เพื่อเปรียบเทียบอัตราการรอด และตรวจสอบประสิทธิภาพของชุดแอนติบอดีที่ผลิตขึ้นในการทำลายพิษงูเห่าไทย
“ภายหลังการฉีดส่วนผสม 1 ชั่วโมง พบว่า กลุ่มหนูที่ได้รับการฉีดแอนติบอดีงูเห่าไทยมีอัตราการอยู่รอด 67% และกลุ่มหนูที่ได้รับเซรุ่มสำหรับงูเห่าไทยมีอัตราการอยู่รอด 50% ส่วนกลุ่มที่ได้รับพิษงูเห่าเพียงอย่างเดียวในปริมาณที่เท่ากับ 2 กลุ่มแรกตายทั้งหมด แสดงว่าชุดแอนติบอดีงูเห่าไทยที่สร้างขึ้นสามารถลบล้างพิษงูได้ดีกว่าเซรุ่มที่ใช้กันในปัจจุบัน โดยงานวิจัยในขั้นต่อไปคือการพัฒนาให้แอนติบอดีนี้สามารถต้านทานพิษงูได้ 100%” นายเกษมกล่าว
ทั้งนี้ ศ.ดร.วันเพ็ญ แสดงความคิดเห็นว่า การผลิตคลังแอนติบอดีมนุษย์นี้ไม่เพียงช่วยให้สามารถสร้างชุดแอนติบอดีสำหรับแก้พิษงูเห่าได้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังสามารถรักษาผู้ป่วยที่ถูกงูเห่าเห่าไทยกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เกิดผลข้างเคียงหรืออาการแพ้ ลดการเสียชีวิตภายหลังการรักษา อันเนื่องมาจากผู้ป่วยแพ้โปรตีนจากเลือดม้า หรือการขาดประสิทธิภาพของเซรุ่มแก้พิษงูเห่าไทยที่ใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นแอนติบอดีที่ถูกสร้างขึ้นจากโปรตีนมนุษย์
“อีกทั้งยังสามารถผลิตได้มากตามความต้องการ และไม่ต้องใช้เวลามาก รวมทั้งสามารถใช้เทคนิคนี้ในการผลิตแอนติบอดีแก้พิษงูอื่นๆ หรือแก้สารพิษที่เกิดจากแมลง และสัตว์ ตลอดจนถึงสารพิษจากแบคทีเรีย ไม่ว่าพิษนั้นจะมีฤทธิ์ที่รุนแรงแค่ไหน รวมทั้งโรคติดเชื้อไวรัสที่มียารักษาหรือยามีประสิทธิภาพต่ำ” เมธีวิจัยอาวุโส กล่าวทิ้งท้าย


