ในวันนี้คงมีน้อยคนที่ยังไม่รู้จัก “สเต็มเซลล์” วิทยาการอันน่ามหัศจรรย์ ที่สร้างกระแสได้ดีไม่มีตก และแม้เส้นทางจะเต็มไปด้วยถนนลูกรังขรุขระ ทั้งสำเร็จ ล้มเหลว หรือลวงโลก ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิทยาการ “สเต็มเซลล์” ได้กลายเป็นที่สนใจ และเป็น “ความหวัง” สำหรับผู้ป่วย (ที่พอมีฐานะ) ตลอดมา
“สเต็มเซลล์” (stem cell) หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” เป็นผลจากพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีสเต็มเซลล์นี้ช่วยรักษาโรคร้ายหลายๆ อย่างที่มนุษย์ไม่เคยสามารถเอาชนะได้ สร้างความหวังให้แก่วงการแพทย์ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขได้เป็นโต้โผตั้งโครงการวิจัยและพัฒนาห้องปฏิบัติการเซลล์ต้นกำเนิดขึ้นในปีงบประมาณ 2549-2551 และใช้งบประมาณทั้งสิ้น 40 ล้านบาท(คลิกอ่านข่าว ตั้งงบ 40 ล้านพัฒนาสเต็มเซลล์ หวังปีหน้าไทยได้รักษาจริง 2-3 โรค) พร้อมกับจุดมุ่งหมายที่เป็นรูปธรรมว่าภายใน 1 ปีจะสามารถนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้กับการรักษาโรคในมนุษย์ได้ 2-3 โรค
ก่อนจะเดินหน้าถามว่าศักยภาพของประเทศเรามีมากน้อยแค่ไหน...เหลียวไปมองประเทศเพื่อนบ้านแดนโสมที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมามีผลงานทางด้านสเต็มเซลล์และโคลนนิงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่โคลนนิงขึ้นได้สำเร็จ และแม้แต่การนำสเต็มเซลล์ไปใช้กับคนไข้ได้โดยไม่มีการปฏิเสธทางด้านภูมิคุ้มกัน นับเป็นการจุดประกายความหวังว่ามนุษย์เรากำลังเข้าใกล้ถึง “ความเป็นไปได้” ในการนำสเต็มเซลล์มารักษาโรคร้าย
ทว่าข่าวดีก็มีอยู่ได้ไม่นาน เมื่อดร.หวาง วู-ซก (Hwang Woo-Suk) นักวิทยาศาสตร์ผู้นำทีมวิจัยที่โด่งดังแห่งเกาหลีใต้ถูกกล่าวหาว่างานวิจัยต่างๆ นั้นปลอมขึ้น(คลิกอ่าน “หวาง วู-ซก” ลาออกจากมหา’ลัย แทนคำ "ขอโทษ" ฐานแหกตาชาวโลก) และเมื่อทีมสอบสวนของมหาวิทยาลัยแห่งชาติในกรุงโซล (Seoul National University) ต้นสังกัดของ ดร.หวางชี้ว่ามีมูล จึงทำให้เขาต้องลาออกจากสถาบัน และผลการสืบสวนก็เริ่มปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ ว่าที่แท้มันคือการหลอกลวง !!
กระนั้นก็ตามรัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงมีความหนักแน่นที่จะเดินหน้าสนับสนุนการวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพและสเต็มเซลล์ภายในประเทศต่อไปเพราะต้องการผลักดันให้เกิดการนำไปใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคร้ายแรงบางชนิดให้จงได้
นับเป็นปณิธานที่เด่นชัดของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งงบประมาณที่เกาหลีใต้กันไว้ให้สำหรับงานวิจัยทางด้านไบโอเทคนั้นสูงถึง 360 ล้านบาท จึงไม่แปลกเลยที่จะมีงานวิจัยทางด้านนี้ออกมามากมาย ถวมถึงงานวิจัยของเก๊ และแหกตาถึงระดับสากล
แพทย์ชี้ข้อด้อย ศาสตร์ด้าน “เซลล์” ของไทยยังอ่อนหัด
“ถ้าเราจะเริ่มจากศูนย์ สู้ไปพัฒนาหรือเรียนรู้จากเขา แล้วมาทำให้ดีกว่า ก็น่าจะเห็นผลดีกว่า ถ้าเราจะพัฒนาจากศูนย์ก็ไม่รู้ว่าอีก 10 ปีจะทำได้ไหม” รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการศูนย์โคเม็ด (COMED : Complementary Medicine) จากโรงพยาบาลปิยเวท ฉายภาพแก่ “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” เมื่อถามถึงสเต็มเซลล์ที่ใช้กันในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิทยาการนำเข้าจากต่างชาติเป็นส่วนใหญ่
รศ.ดร.นพ.กำพล อธิบายว่า เพราะคนไทยยังมีปัญหาการทำงานเป็นทีม ทั้งที่ควรเป็นความร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนมากกว่า แต่ก็กลับไม่เป็นเช่นนั้น โดยในเรื่องสเต็มเซลล์ ประเทศไทยยังอยู่ในระยะการวิจัยและพัฒนา ไม่ใช่การนำมาสู่การบริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีความก้าวหน้าบ้างพอสมควร เช่น การทำคลังสเต็มเซลล์ของสภากาชาด และการทำธนาคารเลือดจากรกเด็ก แต่ส่วนที่ต้องพัฒนาอีกนานคือ การรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคสมอง โรคหัวใจ โรคไต และโรคตับวาย เป็นต้น
“ศาสตร์และเทคโนโลยีในเอเชียยังล้าหลังกว่าเขา เพราะมีข้อจำกัดคือ เรายังมีพื้นฐานความรู้ระดับเซลล์ที่สอนนักศึกษาไม่ได้มาตรฐานพอ และเรายังขาดทรัพยากรบุคลากรมาก ซึ่งในด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์ก็ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูง และเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ยุ่งยาก” รศ.ดร.นพ.กำพล กล่าวพร้อมๆ กับอธิบายไปในตัวว่า นี่แหละคือสาเหตุสำคัญที่โรงพยาบาลหลายแห่งในเมืองไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน ต้องนำเข้าวิทยาการสเต็มเซลล์เพื่อการรักษาผู้ป่วยในประเทศ หรือไม่ก็ต้องหาทางร่วมศึกษาวิจัยไปพร้อมกับเขา
หน่วยวิจัยโอ่ไทยพัฒนาเทียมหน้ามะกัน
อย่างไรก็ดี รศ.ดร.นพ.กำพลกลับให้ภาพตรงกันข้ามกับ ศ.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เป็นแกนกลางในการวิจัยพัฒนาสเต็มเซลล์ของประเทศ ซึ่งเลขาธิการ วช.ให้ภาพว่า ประเทศไทยมีการวิจัยพัฒนาสเต็มเซลล์ในผู้ใหญ่มาตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้ว พร้อมๆ กับประเทศสหรัฐอเมริกา และจัดว่ามีความก้าวหน้าทัดเทียมในระดับสากล (คลิกอ่าน ไทยไม่น้อยหน้ามะกัน รุกวิจัย "สเต็มเซลล์" ตั้งเมกะโปรเจ็กต์ รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ)
“วช.ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยโครงการวิจัยสเต็มเซลล์มาตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบัน มีผลงานที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 3 เรื่องให้ไปแสดงในการประชุม Engineering Tissue Growth ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) สหรัฐอเมริกา จากจำนวนที่คัดเลือกให้แสดง 26 เรื่องจาก 24 ประเทศ นับได้ว่าประเทศไทยมีผลงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์ในระดับเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ถึงแม้ว่าการสนับสนุนเงินงบประมาณจะน้อยกว่าประเทศอื่นก็ตาม โดยในปี 2548 วช.ได้รับงบประมาณในส่วนนี้ 20 ล้านบาท”
ทั้งนี้ เซลล์ต้นกำเนิด หรือ “สเต็มเซลล์” (Stem Cell) คือวิทยาการความหวังใหม่ด้านการแพทย์แห่งศตวรรษที่ 21 โดยเป็นการนำชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตอาทิ สัตว์และมนุษย์ มาผ่านขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้เซลล์มีชีวิตที่มีคุณสมบัติในการพัฒนาตัวเองเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ ต่อไป
"สเต็มเซลล์" กับ "โคลนนิง"เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่? คลิกอ่านในหน้าถัดไป
”สเต็มเซลล์” ไม่ใช่ “โคลนนิง”
แต่สเต็มเซลล์ก็มักถูกเข้าใจผิดและถูกนำไปผูกกับการ ”โคลนนิง” ว่าเป็นเรื่องเดียวกันอยู่เสมอๆ ทั้งที่มีความแตกต่างกันคือ สเต็มเซลล์เป็นกลุ่มเซลล์ที่สามารถพัฒนาตัวเองเป็นเซลล์เฉพาะเจาะจงได้เช่น เซลล์ตับ เซลล์ประสาท และเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น ส่วนการโคลนนิ่ง หมายถึง การสร้างสำเนาสิ่งมีชีวิตขึ้นมาจากตัวต้นแบบ จนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างหน้าตาและหน่วยพันธุกรรมเหมือนต้นแบบนั้นๆ
ตามหลักการแล้วสเต็มเซลล์นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามแหล่งที่มาคือ 1. สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนสิ่งมีชีวิต (Embyotic Stem Cell: ES Cell) ซึ่งหมายถึงตัวอ่อนที่มีอายุ 5-7 วันหลังการปฏิสนธิระหว่างเซลล์ไข่กับเชื้ออสุจิ และรวมถึงตัวอ่อนที่เกิดจากการนำนิวเคลียสจากเซลล์ต้นแบบมาย้ายฝากยังเซลล์ไข่ แล้วนำไปฝังในมดลูกเพศเมียเพื่อให้พัฒนาเป็นตัวอ่อนที่มีหน่วยพันธุกรรมพิมพ์เดียวกับต้นแบบ โดยการใช้สเต็มเซลล์จากวิธีนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากว่าเป็นการฆ่าตัวอ่อนหรือไม่? เพราะตัวอ่อนจะต้องตายไปภายหลังจากดึงกลุ่มเซลล์แบ่งตัวหรือสเต็มเซลล์ออกมาแล้ว
และ 2. สเต็มเซลล์จากเซลล์ผู้ใหญ่ (Adult Stem Cell) หมายถึงสเต็มเซลล์ภายในร่างกายสิ่งมีชีวิตภายหลัง 5-7 วันหลังการปฏิสนธิ เช่น สเต็มเซลล์จากเลือด(คลิกอ่าน บำบัดด้วย "สเต็มเซลล์จากเลือด" อีกทางเลือกใหม่ทางการแพทย์)สเต็มเซลล์จากเลือดของรกเด็ก และสเต็มเซลล์จากไขกระดูก ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันเช่นกันว่า อาจมีประสิทธิภาพการรักษาด้อยกว่าสเต็มเซลล์แบบแรก และอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
ในการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ประโยชน์เพื่อรักษาผู้ป่วย สามารถดูได้จากคุณสมบัติที่สเต็มเซลล์สามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นเซลล์ใดๆ ของร่างกายก็ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามหาวิธีการกำหนดให้ได้เซลล์ชนิดที่ต้องการ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย, เซลล์ประสาทหูเพื่อชดเชยหรือทดแทนเซลล์ประสาทหูที่ถูกทำลายจากอุบัติเหตุ (คลิกอ่าน นักวิจัยมหิดลซุ่มปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซ่อมประสาทหูพิการ) และเซลล์ไตเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคไตวาย เป็นต้น
ด้านงานวิจัยพัฒนา ศ.อานนท์ กล่าวว่า มีงานหลายชิ้นในประเทศที่มีความก้าวหน้าไปมากแล้วอาทิ สเต็มเซลล์จากเลือด ซึ่งหลายประเทศยังทำไม่ได้, สเต็มเซลล์กระดูกอ่อน, สเต็มเซลล์เยื่อกระจกตา และสเต็มเซลล์เนื้อเยื่อบุหลอดเลือด โดยคาดว่าที่จะสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยในไม่ช้านี้ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด, โรคหัวใจบายพาส, โรคกระดูก(คลิกอ่าน วช.เจ๋ง เตรียมใช้สเต็มเซลล์กระดูกแข็งรักษากระดูกหัก ข้อเข่า ปีหน้า), โรคเบาหวาน, โรคกระจกตา และโรคพากินสัน
มทส. พัฒนาสเต็มเซลล์หนู-ลิงสำเร็จ ต่อไป “ตัวอ่อนมนุษย์”
สำหรับเครือข่ายการวิจัยสเต็มเซลล์ ศ.อานนท์ แจกแจงว่า วช.ได้ให้ทุนการวิจัยแก่สถาบันการศึกษาหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะทำงานกันเป็นเครือข่าย ส่วนเครือข่ายการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ได้แก่ ความร่วมมือกันระหว่าง วช.,มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในการสร้างห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยสเต็มเซลล์
ในส่วนนี้ วช.จะทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขที่มีแนวคิดจัดทำโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในเรื่องสเต็มเซลล์ พร้อมกับตั้งสถาบันเฉพาะด้านขึ้นมา ซึ่งเมกะโปรเจ็กต์ดังกล่าวมีแผนเบื้องต้น 5 ปี แต่ก็ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อ 5 ปีแล้ว จะเกิดรูปธรรมใดขึ้นบ้าง
หน่วยวิจัยพัฒนาสเต็มเซลล์ในประเทศไทยหาได้มีเพียงเท่าที่ ศ.อานนท์ แจกแจงมาเท่านั้น แต่ยังมีสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่ยังทำงานอยู่นอกเครือข่ายตามลำพัง อาทิ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีตัวอ่อนและเซลล์ต้นกำเนิด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ซึ่ง ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย ในฐานะ ผู้อำนวยการ เล่าให้เราฟังว่า ทางศูนย์ฯ ได้มีการวิจัยพัฒนาสเต็มเซลล์ตัวอ่อนในหนูและลิงจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว และกำลังจะทดลองต่อไปด้วยตัวอ่อนมนุษย์ โดยในเดือน ก.พ. 2549 เขาจะเดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้เพื่อทำสัญญานำสเต็มเซลล์ตัวอ่อนจากห้องปฏิบัติการเกาหลีใต้มาวิจัยพัฒนาในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทุนวิจัยทั้งหมดกลับต้องใช้ทุนจากมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว เพราะเคยขอทุนไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่สนับสนุนทุนวิจัยแล้วกลับถูกปฏิเสธโดยไม่ชี้แจงเหตุผล พร้อมกันนั้นเขาเรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น
“รัฐบาลจะต้องมีการระบุและฟันธงในเรื่องการวิจัยพัฒนาสเต็มเซลล์ของเรา ว่าจะให้ใครเป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ แล้วให้การสนับสนุนทุนวิจัยอย่างจริงจัง เพราะมิฉะนั้น หากเราไม่มีความพร้อมให้นักวิจัย นักวิจัยจะร้อนวิชาและออกไปทำวิจัยที่ประเทศอื่นที่เขามีความพร้อมมากกว่า เป็นแม่เหล็กที่จะดูดเขาไป แล้วอย่างนี้จะเรียกเขาว่าสมองไหลไม่ได้ด้วย เพราะต่างประเทศเขามีห้องปฏิบัติการมาตรฐานที่ดี นโยบายที่ชัดเจน มีเจ้าภาพ และทุนวิจัย รวมถึงค่าตอบแทนที่ดีกว่า” ดร.รังสรรค์ กล่าวและว่า “หน่วยงานที่มีหน้าที่ให้ทุนของเรากลับให้ทุนแต่พวกตัวเอง ไม่ให้กับนักวิจัยที่มีศักยภาพ เป็นการกันท่าผู้อื่น เป็นผลประโยชน์ที่ขัดกัน (conflict of interest) ซึ่งเป็นมา 2-3 ปีแล้ว”
แพทย์ไทยใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคได้แล้วจริงหรือ?
ต่อคำถามนี้ คงยกตัวอย่างที่ชัดเจนได้เพียงตัวอย่างเดียวคือ ในกรณีของนางดอกรัก เพ็ชรประเสริฐ ชาวจังหวัดนครสรรค์ ที่ป่วยด้วยโรคจอห์นสัน ซินโดรม ซึ่งแพทย์จากโรงพยาบาลราชวิถี ได้ใช้สเต็มเซลล์รักษาร่วมกับการปลูกถ่ายรกเด็ก (Human Amniotic Memebrame) เพื่อรักษาตาข้างขวาในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเท่านั้น ส่วนกรณีอื่นๆ ที่จะพอยกตัวอย่างอีกนั้น ยังไม่พบว่ามีรายใดที่ใช้สเต็มเซลล์รักษาอย่างชัดเจน แต่เลขาธิการ วช. ก็เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า มีการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคหัวใจในประเทศไทยบ้างแล้วในโรงพยาบาลเอกชน กระนั้นก็เชื่อว่ายังน้อยรายนัก
ทางด้านโรงพยาบาลปิยเวท ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่ามีการใช้สเต็มเซลล์เพื่อการรักษาแล้ว ก็บอกเพียงว่า ยังเป็นการนำวิทยาการต่างประเทศมาใช้เท่านั้น ที่สำคัญยังไม่ใช่การรักษาโดยโรงพยาบาลปิยเวทเอง แต่จะใช้วิธีส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ณ ประเทศที่มีศิลปะการแพทย์ที่เชื่อถือได้มากกว่า อาทิ ยูเครน สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี
แล้วอย่างนี้ ในต่างประเทศได้วิจัยพัฒนาสเต็มเซลล์ไปถึงขั้นไหนแล้ว? รศ.ดร.นพ.กำพล ได้ยกตัวอย่างการวิจัยพัฒนาในประเทศอังกฤษว่า มีการนำสเต็มเซลล์สร้างฟันใหม่ขึ้นมา ซึ่งทำให้ไม่ต้องใส่ฟันปลอมยามแก่ ด้วยการฉีดรากฟันเข้าไป แล้วเห็นผลภายใน 6 เดือน โดยเชื่อว่าอนาคตข้างหน้า ถ้าข้อมูลยืนยันชัดเจนเรื่อยๆ สเต็มเซลล์จะกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการแพทย์อย่างชัดเจนเช่น โรคข้อเสื่อมที่ต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด ปัจจุบันก็ซ่อมได้แล้ว และอนาคตผู้ที่ศีรษะล้านก็สามารถนำเซลล์รากผมมาเพาะเลี้ยงและฉีดให้ได้(คลิกอ่าน ”รากผม” แหล่งสร้าง "สเต็มเซลล์” อย่างดี)
จริงหรือ? ที่ “จริยธรรม” ใช้แก้ขัดยามกฎระเบียบวิจัยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะชัดเจน คลิกอ่านที่หน้าถัดไป
“จริยธรรม” ใช้แก้ขัดยามกฎระเบียบวิจัยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะชัดเจน
ปัญหาสำคัญในการวิจัยพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพนั้นก็คือ “จริยธรรม” เพราะเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาหลายๆ ประเทศที่มีความล้ำหน้าทางด้านนี้ อาทิ เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ต่างมีกฎระเบียบอย่างชัดเจนคลอดออกมา โดยกฎระเบียบที่จะมีขึ้นจะเป็นจักรกลสำคัญในการตีกรอบและวาดแนวทางการวิจัยพัฒนาสเต็มเซลล์ในประเทศไทย ทำให้นักวิจัยมีความมั่นใจในการวิจัยพัฒนา โดยไม่ต้องหยุดรออย่างสิ้นหวัง
ในส่วนของไทยนั้น ศ. ศรีสิน คูสมิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความเห็นว่า สังคมต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น มิฉะนั้นแล้ว หากประชาชนไม่เข้าใจ โครงการก็จะต้องหยุดชะงักลง ด้วยเหตุนี้เอง นักวิจัยจึงต้องทำการวิจัยพัฒนาด้วยกรอบจริยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนในเบื้องต้น
ทั้งนี้ วช.ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับหน้าที่ในการดูแลมาตรฐานทางวิชาการในการนำสเต็มเซลล์ไปใช้กับผู้ป่วยด้วย โดยจะเป็นการประสานกันระหว่าง วช. และหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขได้แก่ แพทยสภาและกรมประกอบโรคศิลป์ นอกจากนี้ ในด้านกฎหมายจะเป็นการวินิจฉัยโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมี วช.ทำหน้าที่เป็นคณะอนุกรรมการให้ข้อมูลประกอบการพิจารณากฎหมาย โดย วช. ยังมีหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนด้วย ซึ่งจะเป็นการให้ข้อมูลทางวิชาการเป็นอันดับแรก และจะมีการตีความเป็นระดับและลำดับ โดยไม่ชี้แนะหรือชี้นำ
“แต่กฎระเบียบดังกล่าวยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่านานแค่ไหนถึงจะคลอดออกมาเป็นรูปเป็นร่าง” ศ.อานนท์ กล่าวพร้อมเสริมว่า ในการคาดการณ์เบื้องต้น กฎหมายในส่วนของการใช้สเต็มเซลล์จากเซลล์ผู้ใหญ่จะไม่น่าจะมีปัญหา โดยในโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายจริยธรรมเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่จะมีปัญหาในส่วนของสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน ซึ่งต้องใช้ฐานข้อมูลทางวิชาการมาประกอบการพิจารณาก่อนและค่อยมีการตัดสินใจ
ข้อพิพาทด้านจริยธรรม เหรียญ 2 ด้านที่ไม่ใช่ “หัว” กับ “ก้อย”
ทั้งนี้ ข้อพิพาทการทำสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก เช่น ตัวอ่อนจากแม่ที่ทำแท้ง โดย รศ.ดร.นพ.กำพล เล่าว่า ในหลายประเทศจะอิงตามเกณฑ์ของศาสนาคริสต์ว่า การเอาชีวิตในครรภ์ไปใช้ประโยชน์ไม่น่าจะถูกหลักจริยธรรม ทำให้หลายประเทศ ไม่สนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ในทางกลับกันก็ต้องมองข้อเท็จจริงว่า ในหลายประเทศ เช่น ยูเครน เม็กซิโก จีน และเกาหลีใต้ ในอนาคตเขาก็เห็นว่าปกติ เพราะปัจจุบันก็มีการทำแท้งอยู่แล้ว พอทำเสร็จก็ต้องขูดมดลูกทิ้ง
“ถ้าเอาตรงนี้มาช่วยประโยชน์ก็น่าจะได้ประโยชน์เหมือนกัน เขาจึงได้ทำการศึกษาวิจัยและทำการรักษา ซึ่งได้ประโยชน์ดีมาก มีความปลอดภัยสูง ดังนั้นข้อจำกัดเพียงข้อเดียว คือ ด้านจริยธรรม ส่วนในประเทศไทยคิดว่านำมาใช้ลำบาก และคิดว่าจะมีคนออกมาต่อต้านมาก”
ในอีกมุมหนึ่งเพื่ออธิบายให้เห็นภาพความหมิ่นเหม่ให้ชัดเจนขึ้น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เคยอธิบายเรื่องการทำสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยเฉพาะตัวอ่อนมนุษย์ในแง่มุมทางศาสนา ในหนังสือ “สนทนาธรรม: ชีวิต จริยธรรม กับการวิจัยทางการแพทย์” ซึ่งจัดพิมพ์โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ว่า ในทางพระพุทธศาสนานั้น ชีวิตจะเกิดขึ้นเมื่อมีองค์ประกอบ 3 อย่างรวมกันคือ อสุจิจากฝ่ายพ่อ เซลล์ไข่จากฝ่ายแม่ และปฏิสนธิวิญญาณ โดยเมื่อทั้ง 3 มารวมกันแล้วจึงถือว่าชีวิตได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ดี ไม่อาจบอกได้ว่าวิญญาณจะลงมาปฏิสนธิเมื่อใด นี่เองคือปัญหาโลกแตกของสเต็มเซลล์!?!
นอกจากนี้ ในการสนทนาครั้งนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมสนทนาได้กล่าวถึงการพิจารณาจากแง่มุมของศาสนาคริสต์ นิกายคาทอริกว่า ได้มีการตีความกันอย่างชัดเจนว่า เมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างเซลล์จากพ่อและแม่แล้ว ชีวิตก็จะเกิดขึ้นมาในทันที ดังนั้นต้องไม่มีการแทรกแซงกิจกรรมใดๆ โดยสิ้นเชิง เว้นแต่ให้อำนวยความสะดวกให้มีการปฏิสนธิได้ แต่การกระทำข้างนอกร่างกายแล้วใส่กลับไปในใหม่ เช่นนี้จะทำไม่ได้
ส่วนทางศาสนาอิสลามนั้น ได้มีการสอบถามไปยังนักวิชาการทางจุฬาราชมนตรีแล้วได้ความว่า ชีวิตที่ปฏิสนธินั้นยังไม่มีวิญญาณ จนกว่าจะถึง 120 วัน เมื่อพระผู้เป็นเจ้าเป่าวิญญาณให้ จึงจะเป็นชีวิตที่มีวิญญาณ แต่ก็มีการแบ่งแยกออกเป็น 2 ทัศนะด้วยกันคือ ทัศนะที่เชื่อว่า 120 วันนั้นยังไม่มีวิญญาณ จึงทำแท้งได้ แต่อีกทัศนะหนึ่งถือว่ามีชีวิตแล้วจึงทำแท้งไม่ได้
สเต็มเซลล์ ...วิทยาการจากพระเจ้า คำตอบสุดท้ายของทุกโรค ?
รศ.ดร.นพ.กำพล แสดงความคิดเห็นว่า เรายังไม่สามารถตอบได้ว่าเมื่อฉีดสเต็มเซลล์ให้ผู้ป่วยไปแล้วจะได้ผลกับกลุ่มผู้ป่วยแบบใดบ้าง และยังต้องการข้อมูลอีกมาก นอกจากนี้ คำถามต่อไปคือเมื่อฉีดแล้วจะซ่อมได้นานเท่าใด ซึ่งยังต้องทำวิจัยต่อไป และยังมีข้อที่พบคือ มีรายงานว่า สเต็มเซลล์อาจเป็นมะเร็งได้ ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ยังไม่แนะนำให้นำวิธีการนี้มาใช้รักษา
“อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาจถึงโอกาสเสียชีวิตในเวลาอันสั้น เพราะสเต็มเซลล์ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ดังนั้น ถ้าเขามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต โอกาสเห็นผลจะยาก จึงควรรักษาตั้งแต่ความรุนแรงของโรคระดับปานกลาง นอกจากนี้ หากเราอยากรักษาด้วยสเต็มเซลล์ แต่รักตัวเองไม่พอ ยังกินเหล้า สูบบุหรี่ ก็อย่าไปซ่อมเลย เพราะซ่อมไปอีกไม่นานก็พัง เพราะใส่สารพิษเข้าไป ดังนั้น พื้นฐานจะรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม การบำรุงรักษาสุขภาพ การพักผ่อนเพียงพอ ออกกกำลังกาย เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น”
ด้าน นพ. ประสิทธิ์ ฟูตระกูล จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้กล่าวเช่นกันว่า เรื่องสเต็มเซลล์อยู่ที่ปลายเหตุ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่ารอจนถึงนาทีสุดท้าย จนเลือดที่อยู่ในอวัยวะนั้นเหือดแห้งไปหมดแล้วแล้วเราค่อยนำไปช่วย แต่ควรมีการรักษาด้วยวิธีอื่นไปตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การใช้โรคไตด้วยยา เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อมองภาพรวมแล้ว นายแพทย์ทั้ง 2 เห็นพ้องต้องกันว่าการวิจัยและพัฒนาสเต็มเซลล์ และการนำไปใช้งานไม่ใช่เรื่องผิดจริยธรรม เพราะเป็นการช่วยเหลือให้คนไข้มีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเรายังไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับชัดเจน ซึ่งแพทยสภาและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีส่วนสำคัญในเรื่องนี้
“สำหรับประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ และคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าแหล่งที่มามีรากฐานการวิจัยแค่ไหน เพราะเทคโนโลยีนี้ต้องอาศัยความชำนาญและเชื่อมั่นว่าเซลล์ที่นำมาฉีดไม่ติดเชื้อ ดังนั้นห้องปฏิบัติการต้องมีการตรวจสอบชัดเจน ซึ่งแม้วิธีการจะดีมาก แต่ผลก็ไม่ได้ 100% ในทุกราย” รศ.ดร.นพ.กำพล กล่าวทิ้งท้าย
“สเต็มเซลล์” สำหรับประเทศไทยยังคงเป็นความหวังและความท้าทายต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” ในฐานะผู้ที่ได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้มาตลอดก็ไม่สามารถที่จะคาดหวัง คาดเดา พยากรณ์ หรือกล้าฟันธง ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ หากแต่คงฉายภาพฝากให้แก่สังคมได้เห็นภาพความจริงที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันเท่านั้น โดยสิ่งที่ทำได้คงเป็นการตระหนัก ติดตาม และสนับสนุนให้มีการวิจัยพัฒนา และนำไปใช้อย่างจริงจังเท่านั้น ส่วนนานาสารพัดคำถาม ก็ยังคงต้องรอคอยคำตอบกันต่อไป ซึ่งเวลาจะตอบคำถามได้ดีที่สุด


